บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๔)

------------------------------

ไปวัด ไปทำบุญ

------------------------------

คนสมัยก่อนพูดว่า “ไปวัด” หมายถึงไปทำบุญวันพระที่วัด วันปกติไม่ได้ไปวัด วันพระจึงจะไป เพราะฉะนั้น คำว่า “ไปวัด” จึงอมความว่า “วันพระ” ไว้ด้วย

อุปกรณ์ในการไปทำบุญวันพระของคนสมัยก่อน (สมัยที่ยังไม่มี-ไม่ใช้ถุงพลาสติก) คือ หาบสำรับกับข้าว ดังนั้น ความหมายเฉพาะของการไปวัดก็คือ เอาอาหารไปถวายพระ

อุปกรณ์อย่างย่อลงมาก็คือ ตะกร้าใส่ของไปทำบุญ ซึ่งก็มีอาหารเป็นหลัก ตะกร้าน้ำหนักไม่มากจึงสามารถ “หิ้ว” ไปได้สบายๆ

วันพระ ถ้าใครสามารถเหาะขึ้นไปในที่สูง มองไปที่วัดต่างๆ ในรัศมีกว้างออกไปเป็นวง ก็จะเห็นคนหาบบ้าง หิ้วบ้าง มุ่งหน้าไปวัด

ชุดไปวัดที่เป็นมาตรฐานของคนสมัยก่อน คือนุ่งดำใส่ขาว ผู้ชายมีผ้าขาวม้า ผู้หญิงมีผ้าสไบ เฉียงบ่า นี่คืออายุกลางคนขึ้นไป และหมายถึงส่วนมากทั่วไป แต่ไม่ใช่ทุกคน ถ้าอายุกลางคนลงมาก็แต่งสุภาพเรียบร้อยสวยงามตามบุคลิก

ถ้าไปวัดทั้งผัวทั้งเมีย ผู้ชายเดินตัวเปล่าหรือบางทีอุ้มขันข้าวใบเดียว ผู้หญิงหาบสำรับ นี่ก็ว่าตามภาพที่ปรากฏส่วนมาก ที่หิ้วตะกร้าใบเดียวไปสบายๆ ก็มี สรุปว่ามีข้าวไปใส่บาตร มีกับข้าวไปใส่สำรับ 

ที่ควรสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ มักจะมีเด็กตามไปวัดด้วย มีพ่อแม่ตามพ่อแม่ไป มีปู่ย่าตายายตามปู่ย่าตายายไป จะเป็นเช่นนั้นตามธรรมชาติหรืออาจจะเป็นอุบายอะไรบางอย่างของผู้ใหญ่-คือชวนลูกหลานไปวัด ฝึกหัดให้คุ้นไปตั้งแต่ยังเล็ก

เรื่องนี้ พระเดชพระคุณพระธรรมปัญญาภรณ์ (ไพบูลย์ ชินวํโส ป.ธ.๗) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุราชบุรี ท่านแสดงทัศนะไว้ว่า ผู้ใหญ่ไปวัด (หมายถึงไปทำบุญวันพระ) ควรถือโอกาสพาเด็กลูกหลานไปด้วย เด็กไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรก็ไม่ต้องไปคำนึง เรายังไม่ต้องการให้เด็กรู้เรื่อง แต่ต้องการให้เด็กเกิดสิ่ง “ประทับใจ” เด็กได้มาเห็นพระเณร เห็นจีวรสีเหลืองๆ เห็นกุฏิวิหารโบสถ์ศาลา เห็นช่อฟ้าใบระกา เห็นเจดีย์ ต้นโพธิ์ เห็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในวัด หลวงพ่อให้ขนมกิน ได้วิ่งเล่น ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไปบ้างก็ไม่เป็นไร สิ่งเหล่านี้จะเป็นภาพประทับอยู่ในใจเด็ก เมื่อเขาโตขึ้น เขาจำได้ เขาจะคิดถึงวัด เกิดความรู้สึกผูกพัน เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ รักวัด ห่วงวัด เขาจะหวนกลับมาช่วยเหลืออุปถัมภ์บำรุงวัดต่อไปอีก นี่เท่ากับผู้ใหญ่ส่งมอบวัดให้เป็นมรดกของเด็ก เพื่อเขาจะได้รักษาไว้และส่งมอบให้แก่เด็กรุ่นต่อๆ ไปด้วยวิธีเดียวกัน

พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ผู้ใหญ่รุ่นเรา เคยคิดจะทำอย่างนี้กันบ้างไหม?

ผู้บริหารการพระศาสนาของเราเคยมองการณ์ไกลไปถึงเรื่องแบบนี้กันบ้างไหม?

.........................

คนรุ่นใหม่ หัวใหม่ คิดใหม่ (หรืออาจจะมีคนรุ่นเก่าด้วย) เมื่อเห็นภาพ “ไปวัด-ไปทำบุญ” ก็มักจะพูดว่า “ทำบุญ ไม่จำเป็นจะต้องไปวัดเสมอไป” หมายความว่า ถ้าจะทำบุญ ทำที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องไปทำที่วัด

กระสวนประโยค (pattern) แบบนี้ ยังมีผู้นิยมใช้กับเรื่องอื่นด้วย เช่น -

“ความรักชาติไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยการยืนตรงเคารพธงชาติเสมอไป ทำอย่างอื่นก็เป็นการรักชาติได้”

ครั้นพอไปทำอย่างอื่น เช่นสมัครเป็นทหารกองประจำการ ก็จะได้ยินพูดอีกว่า

“ความรักชาติไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยการสมัครเป็นทหารกองประจำการเสมอไป ทำอย่างอื่นก็เป็นการรักชาติได้”

ไม่ว่าจะไปทำอะไร ก็จะตามไปพูดด้วยกระสวนประโยคแบบเดียวกันนี้ทุกเรื่องไป 

ทำอย่างนี้ บอกว่าทำอย่างอื่นก็ได้

ครั้นทำอย่างอื่น ก็บอกว่าทำอย่างอื่นก็ได้

สรุปว่า ไม่ต้องทำอะไรเลยนั่นแหละจึงจะไม่โดนว่า

นี่ก็เช่นกัน 

ไปวัด ก็บอกว่า “ทำบุญ ไม่จำเป็นจะต้องไปวัดเสมอไป”

เห็นคนใส่บาตรที่หน้าบ้าน ก็พูดอีก -

“ทำบุญ ไม่จำเป็นจะต้องทำด้วยการใส่บาตรเสมอไป”

ไม่ใส่บาตร แต่ถือศีลอยู่กับบ้าน ก็คงพูดอีก -

“ทำบุญ ไม่จำเป็นจะต้องทำด้วยการถือศีลเสมอไป” 

.........................................................

ถ้าใครพูดว่า “การเรียนวิชาหาความรู้ ไม่จำเป็นจะต้องไปโรงเรียนเสมอไป” 

เด็กๆ ก็คงไม่ต้องเข้าโรงเรียน 

โรงเรียนที่มีอยู่ก็ควรจะรื้อทิ้ง หรือเปลี่ยนเอาไปทำเป็นโรงแรมแทน

.........................................................

เวลาไปเจอแนวคิดแบบนี้ จึงต้องระวังให้ดี มิเช่นนั้นจะเสียหลักเพราะหลงตรรกะที่บกพร่อง

ทำบุญ ไม่จำเป็นจะต้องไปวัดเสมอไป ก็ถูก

ถ้าจะทำบุญ ทำที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องไปทำที่วัด ก็ใช่

แต่เมื่อมีความสามารถและพร้อมที่จะไปวัดได้ ก็ควรไป และควรไปอย่างยิ่ง

ไปวัด-ทำบุญ ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่-เอาข้าวสุกใส่บาตร เอากับข้าวใส่สำรับ-แล้วกลับบ้าน 

ไม่ใช่แค่นี้ แต่ต้องทำอะไรๆ มากกว่านี้ และได้อะไรๆ มากกว่านี้อีกมาก ซึ่ง “อะไรๆ” ที่ว่านี้ ถ้าไม่ไปวัดก็จะไม่มีโอกาสได้ทำอย่างแน่นอน

.........................

เอาละ ผจญมาร-ผ่านอุปสรรค เข้าประตูวัดไปได้แล้ว ก็ไปที่ศาลาการเปรียญ 

ผังที่สมบูรณ์ของวัดสมัยก่อน ข้างศาลาการเปรียญจะมีศาลาหลังย่อมๆ อีกหลังหนึ่ง เรียกว่า “ศาลาดิน” เป็นที่พักเตรียมตัวก่อนจะขึ้นศาลาการเปรียญ 

ในศาลาดินมีที่วางหาบ วางตะกร้า มีโอ่งน้ำ ผู้ชายมาจากบ้านบางทีไม่ได้สวมเสื้อ เพราะเดินมาไกล ร้อน เอาเสื้อกับผ้าขาวม้าพาดบ่าเดินมา พอมาถึงศาลาดินก็เอาน้ำในโอ่งลูบหน้าลูบตา ลูบตัว เช็ดเหงื่อ ใส่เสื้อ ผู้หญิงก็จัดสำรับให้เรียบร้อย พร้อมแล้วก็ขึ้นศาลาการเปรียญ 

ที่บันไดศาลาการเปรียญ จะมีกระถางล้างเท้า ภาษาปากเรียกว่า “อ่างล้างตีน” สมัยก่อนไปไหนมาไหนใช้วิธีเดิน ไม่มีรถ และเดินเท้าเปล่า ไม่ได้สวมรองเท้า เพราะฉะนั้น เท้าก็จะเปื้อน และเพราะฉะนั้นจึงต้องมีกระถางล้างเท้าไว้ข้างบันได

สมัยก่อน ชาวบ้านมีงานบุญที่บ้าน นิมนต์พระไปสวดไปเทศน์ พอพระไปถึง การปฏิบัติอย่างแรกที่เป็นเสมือนปฏิสันถารก็คือจะมีคนคอยตักน้ำล้างเท้าพระ เพราะพระท่านเดินมา ไม่ได้สวมรองเท้า ตักน้ำใหม่ๆ ล้างเท้าให้พระ อีกคนหนึ่งคอยเอาผ้าซับน้ำจากเท้าพระ เป็นบุญกิริยาที่ทำด้วยความเคารพ เรียกว่าเก็บบุญจากสภาพแวดล้อมของสังคมนั่นเอง

สมัยนี้พระไปถึงบ้านโยม แม้เท้าจะไม่เปื้อน บางพื้นถิ่นก็ยังรักษาธรรมเนียมตักน้ำล้างเท้าพระกันอยู่ ที่ราชบุรีบ้านผมยังพอมีให้เห็นในบางพื้นที่ คนที่ทำหน้าที่นี้ก็เป็นคนรุ่นใหม่ ทำได้อย่างทะมัดทะแมง มีคนทำให้ดู ใช้ให้ทำ จนทำได้ทำเป็น น่าอนุโมทนายินดีที่ยังมีคนถ่ายทอดสืบทอดกันมาได้ หวังว่าจะยังไม่สูญไปง่ายๆ

ชาวบ้านสมัยนี้ไปไหนมาไหนใช้รถเป็นพื้น ไปวัดก็นั่งรถไป รองเท้าก็มีสวม ลงจากรถก็แทบไม่ต้องเหยียบพื้นดิน สะอาดทั้งตัวมาตั้งแต่ออกจากบ้าน

วัดสมัยใหม่คงไม่มีศาลาดิน

ไม่มีกระถางล้างเท้าข้างบันไดศาลาการเปรียญ 

ต่อไป กระถางล้างเท้าเป็นอย่างไร คนสมัยใหม่ก็คงไม่รู้จัก

ถึงวัดแล้ว ขึ้นไปบนศาลาการเปรียญแล้ว ทำอะไรต่อไป ตามไปดูกัน

------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๕

๑๓:๔๒

[right-side]

ทำบุญวันพระ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.