สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
วิชยสูตร การแสดงวิปัสสนาในรูปของกายานุปัสสนา
การจริญวิปัสสนา เป็นกุศลสูงสุดในพระพุทธศาสนา เพราะเป็นเหตุให้ผู้เจริญ ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน พ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตายได้อย่างแท้จริง ก็การเจริญ วิปัสสนานี้มีเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่มีในศาสนาอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปัฏฐานสูตร ใน วิชยสูตร ขุ.สุ. ข้อ ๓๑๒ ก็เป็นอีกสูตรหนึ่ง ที่พูดถึงเรื่องการเจริญวิปัสสนาไว้อย่าง น่าศึกษา โดยเฉพาะอรรถกถาได้กล่าวถึงการเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในข้ออิริยาบถ ๔ ไว้อย่างชัดเจน จึงขอนำมาถ่ายทอดให้ท่านที่สนใจได้พิจารณา
ใจความในวิชยสูตร และอรรถกถามีดังนี้
ถ้าว่าบุคคลเที่ยวไป ยืนอยู่ นั่ง นอน คู้เข้าหรือเหยียดออก นั่น เป็นความเคลื่อนไหวของกาย กายประกอบแล้วด้วยกระดูกและเอ็น ฉาบด้วยหนังและเนื้อ ปกปิดด้วยผิว เต็มด้วยไส้ อาหาร มีก้อนตับ มูตร หัวใจ ปอด ม้าม ไต น้ำมูก น้ำลาย เหงื่อ มันข้น เลือด ไขข้อ ดี เปลวมัน อันปุถุชนผู้เป็นคนพาล ย่อมไม่เห็นตามความเป็นจริง
อนึ่ง ของอันไม่สะอาด ย่อมไหลออกจากช่องทั้ง เก้าของกายนี้ทุกเมื่อง คือขี้ตาไหลออกจากตา ขี้หูไหลออกจากหู และน้ำมูกไหลออกจากจมูก บางคราวย่อมสําเรอก ออกจากปาก ดีและเสลดย่อมสํารอกออก เหงื่อและหนองฝีซึมออกจากกาย อนึ่ง อวัยวะเบื้องสูงของกายนี้เป็นโพรง เต็มด้วยมันสมอง คนพาลถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ย่อมสำคัญกายนั้น โดยความเป็นของสวยงาม
ก็เมื่อใด เขาตาย ขึ้นพอง มีสีเขียว ถูกทิ้งไว้ในป่า เมื่อนั้น ญาติทั้งหลายย่อมไม่ห่วงใย สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก หมาป่า หมู่หนอน กา แร้ง และสัตว์เหล่าอื่น ย่อมกัดกินกายนั้น ภิกษุในศาสนานี้ ได้ฟัง พระพุทธพจน์แล้ว มีความรู้ชัด เธอย่อมกำหนดรู้กายนี้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริงทีเดียว สรีระที่มีวิญญาณนี้ เหมือนสรีระที่ตายแล้วนั่น สรีระที่ตายแล้วนั้น เหมือนสรีระที่มีวิญญาณนี้ ภิกษุพึงคลายความพอใจในกายเสีย ทั้งภายใน และภายนอก
ภิกษุนั้นมีความรู้ชัดในศาสนานี้ ไม่ได้ยินดีแล้วด้วยฉันทราคะ ได้บรรลุอมตบท สงบดับ ไม่จุติ กายนี้มีสองเท้า ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น อันบุคคลบริหารอยู่ เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ ถ่ายของไม่สะอาด มี น้ำลาย และน้ำมูกเป็นต้น ให้ไหลออกจากทวารทั้งเก้า และขับเหงื่อไคล
ให้ไหลออกจากขุมขนนั้นๆ ผู้ใดพึงสำคัญเพื่อยกย่องตัวหรือฟังดูหมิ่นผู้อื่น จักมีอะไร นอกจากการไม่เห็นอริยสัจ
อรรถกถาท่านเล่าถึงเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้ ไว้ดังนี้
พระสูตรนี้มีการอุบัติขึ้นด้วยเหตุ ๒ สถาน เหตุประการแรก เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงสตรีที่ชื่อว่า นันทา ว่ามีอยู่ ๓ คน คือ
๑. นางนันทา ผู้เป็นน้องสาวของท่านพระอานนท์ (แต่อรรถกถาฉบับยุโรป ว่า เป็นน้องสาวของท่านพระนันทะ
๒. นางอภิรูปนันทา พระธิดาของพระเจ้าเขมกะศากยะ
๓. นางนันทาชนบทกัลยาณี (เจ้าสาวของพระนันทะ)
นางนันทาทั้งสามนั้น บวชแล้วตามพุทธานุญาต ในสมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่กรุงสาวัตถี นางอภิรูปนันทานั้นเป็นผู้มีรูปงามยิ่งนัก จึงได้นามเพิ่มจากนั้นนันทา เป็นอภิรูปนันทา แม้นางนันทาชนบทกัลยาณีก็ไม่เห็นหญิงใดมีความงามเสมอกับตน นางนันทาทั้งสองนั้น เป็นผู้เมาในรูป จึงมิได้ไปสู่ที่บำรุงของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งไม่ประสงค์ จะเข้าเฝ้า เพราะทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนรูป ทรงแสดงโทษของรูปเป็นอเนกประการ
ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุใดนางทั้งสองนั้นจึงบวช
ที่นางนันทาทั้งสองออกบวชโดยไม่เต็มใจนั้น เพราะสัจจกุมาร ผู้เป็นสามีของนางอภิรูปนันทา ถึงแก่กรรมในวันที่หมั้นกันนั้นเอง เมื่อสามีสิ้นชีวิต มารดาบิดาจึงให้นางบวช ทั้งที่ไม่ปรารถนาจะบวช แม้นางชนบทกัลยาณีผู้แต่งงานกับพระนันทะแล้ว พระนันทะซึ่งตามไปส่งเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ออกบวช ด้วยความเกรงใจพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ภายหลังเมื่อพระนันทะสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว นางนันทาชนบทกัลยาณี ก็หมดหวัง นางคิดว่า ทั้งสามีของเรา ทั้งพระนางมหาปชาบดีพระมารดา ตลอดจนพวก ญาติทั้งหลาย ก็พากันออกบวช เมื่อขาดญาติทั้งหลาย นางไม่ได้รับความเพลิดเพลินในเพศฆราวาส มีความทุกข์จึงออกบวช มิได้บวชด้วยศรัทธา ต่อมาพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความแก่รอบแห่งญาณของนางทั้งสาม จึงตรัสสั่งพระนางมหาปชาบดีให้ส่งนางภิกษุณีทุกรูป มารับฟังโอวาทตามลำดับ
แต่เมื่อถึงวาระของตน นางนันทาทั้งสามนั้นได้ส่งภิกษุณีรูปอื่นไปแทน ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ จึงตรัสว่า เมื่อถึงวาระของผู้ใด ผู้นั้นต้องมาเอง ห้ามส่งผู้อื่นไปแทน
วันหนึ่งถึงวาระของนางอภิรูปนันทา นางได้มาแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำให้ นางเกิดสังเวช โดยทรงอาศัยรูปที่พระองค์ทรงเนรมิตขึ้น นางอภิรูปนันทาจึงตั้งอยู่ใน พระอรหัต ด้วยพระคาถาว่า
ดูก่อนนันทา เธอจงดูร่างกายอันกระสับกระส่าย ไม่สะอาด เปื่อยเน่า อันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว ไหลเข้า ไหลออก ที่พวกคนพาลปรารถนายิ่งนัก เธอจงเจริญ อสุภนิมิต และละมานานุสัยเสีย ต่อแต่นั้นเพราะละมานะเสียได้ เธอจักเป็นผู้สงบระงับ เที่ยวไป ดังนี้
ต่อมาวันหนึ่ง ชาวเมืองสาวัตถีทั้งหลายให้ทานก่อนเวลาภัยแล้ว ก็สมาทานอุโบสถ นุ่งห่มเรียบร้อย ถือของหอมมีระเบียบดอกไม้เป็นต้น ไปยังพระเชตวันเพื่อฟังธรรม เมื่อ จบการแสดงธรรมแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เข้าไปในพระนคร แม้นางภิกษุณีทั้งหลายฟังธรรมแล้ว ย่อมเข้าไปสู่สำนักของนางภิกษุณี ก็ในสำนักของนางภิกษุณีนั้น พวกชาวเมืองและพวกภิกษุณีพากันกล่าวสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็ในโลกสันนิวาสนี้ ผู้ที่เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วไม่เลื่อมใสย่อมไม่มี จริงอยู่ คนทั้งหลายผู้ถือรูปเป็นประมาณ เห็นพระรูปของพระผู้มีพระภาคเจ้าอันงดงามด้วย พระลักษณะ รุ่งโรจน์ด้วยพยัญชนะอันวิจิตร มีพระเกตุมาลารุ่งเรือง มีพระรัศมีเปล่งออกวาหนึ่ง ดุจอลังการอันมีประโยชน์ที่งามพร้อม ซึ่งเกิดขึ้นประดับโลกฉะนั้น ย่อมเลื่อมใส
ก็ชนทั้งหลายผู้ถือเสียงเป็นประมาณ ได้ฟังพระสุรเสียงอันประกอบด้วยองค์ ๘ ที่เปล่งออกอย่างไพเราะ ประดุจเสียงนกการเวก แจ่มใสประดุจเสียงพรหม ย่อมเลื่อมใส
แม้ชนทั้งหลาย ผู้ถือความเศร้าหมองเป็นประมาณ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจีวรเศร้าหมองเป็นต้น หรือเห็นการบำเพ็ญทุกรกิริยา ย่อมเลื่อมใส
ก็ชนทั้งหลายผู้ถือธรรมเป็นประมาณ เข้าไปพิจารณาธรรมขันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาธรรมขันธ์ทั้งหลาย มีศีลขันธ์เป็นต้น ก็เลื่อมใส เพราะฉะนั้นชนทั้งหลาย เหล่านั้น ย่อมสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าในที่ทุกแห่ง
ฝ่ายนางนันทาชนบทกัลยาณี แม้เมื่อมาถึงสำนักของนางภิกษุณีแล้ว ได้ฟังคำที่ ชนทั้งหลายกล่าวสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยอเนกปริยาย มีความต้องการจะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงบอกให้พวกภิกษุณีทราบ พวกภิกษุณีก็ได้พาเข้าเฝ้า พระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงทราบอยู่ก่อนแล้วว่านางจะมา จึงทรงเนรมิตหญิงสาวคนหนึ่งงดงามยิ่งนัก มีอายุประมาณ ๑๖ ปี ยืนถวายงานพัดอยู่ เพื่อจะทรงอาศัยรูปเนรมิตนั้นให้บรรเทาความ เมาในรูปของนางนันทาชนบทกัลยาณีเสีย เปรียบประดุจใช้หนามบ่งหนามฉะนั้น นางนันทานั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพวกภิกษุณี ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์ เห็นแล้วซึ่งความถึงพร้อมด้วยพระรูปสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งแต่ปลายพระบาทจรดพระเกศา และเห็นรูปนางเนรมิตซึ่งอยู่ด้านข้างของพระผู้มีพระภาคเจ้า นางนั้นงดงามยิ่งนัก เห็นแล้วก็บรรเทาความเมาในรูปของตน กลับยินดียิ่งในรูปเนรมิตนั้น เรียกว่าคลายความเมาในรูปของตน ไปมัวเมาในรูปอื่นที่งามกว่านั่นเอง
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงหญิงนั้นให้มีอายุ อายุ ๒๐ ปี ด้วยว่าหญิงอายุ ๑๖ ปีเท่านั้นชื่อว่างามที่สุด เลยจากนั้นความงามก็ลดลง ฉันทราคะในรูปเนรมิตนั้นก็ลดลง ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเนรมิตรูปนั้นให้มีวัย เพิ่มขึ้น เป็นหญิงที่ตั้งครรภ์ หญิงที่คลอดแล้ว หญิงที่คลอดแล้วครั้งเดียว หญิงกลางคน หญิงแก่ จนกระทั่งมีอายุ ๑๐๐ ปี ถือไม้เท้า หลังงอ มีตัวตกกระ แล้วก็ล้มลงตาย ใน ขณะที่นางนันทาชนบทกัลยาณีกำลังจ้องดูอยู่นั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำให้เป็นซากศพขึ้นพอง มีสัตว์ทั้งหลายเช่นนกกากัดกินอยู่ มีกลิ่นเน่าเหม็น อนิจจสัญญาปรากฏแก่นางนันทา เพราะเห็นซึ่งหญิงนั้นว่า ร่างกายนี้ทั้งของเราและของผู้อื่นทั่วไปทั้งหมด ก็เป็นอย่างนี้ แม้ทุกขสัญญาและอนัตตสัญญาก็ปรากฏโดยแนวนั้น ภพทั้ง ๓ ประดุจไฟไหม้ติดทั่วแล้ว หาที่พึ่งมิได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าจิตของนางแล่นไปในกัมมัฏฐานแล้ว จึงได้ตรัสคาถานี้เพื่อให้เป็นธรรมที่เป็นสัปปายะ (คือเป็นที่สบาย) ๓ ปรากฏ แก่นางว่า
ดูก่อนนันทา เธอจงดูร่างกายนี้ อันอาดูรไม่สะอาด เปื่อยเน่า อัน กระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นเป็นโครง ไหลเข้าไหลออก อันคนโง่พากัน
ปรารถนายิ่งนัก สรีระของหญิงนี้ฉันใด สรีระของเธอก็ฉันนั้น สรีระของเธอฉันใด สรีระของหญิงนี้ก็ฉันนั้น เธอจงดูธาตุทั้งหลายโดยความ เป็นของสูญ จงอย่ากลับมาสู่โลกนี้อีกเลย จงสำรอกความพอใจในภพเสีย แล้วจักเป็นผู้สงบระงับ เที่ยวไป ดังนี้
ในเวลาจบคาถา นางนันทาก็ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสวิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งมีสุญญตา-ความว่างเป็นบริวาร เพื่อให้นางบรรลุ มรรคผลเบื้องบน จึงตรัสวิชยสูตรนี้ นี้เป็นเหตุประการแรกที่ให้เกิดพระสูตรนี้
เหตุประการที่สอง มีกล่าวไว้ในคาถาธรรมบทว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ กรุงราชคฤห์ ธิดาของนางสาลวดีคณิกา ชื่อสิริมา ซึ่งเป็นน้องสาวของหมอชีวก เมื่อ มารดาล่วงลับไป ก็ได้ตำแหน่งหญิงงามเมืองแทน นางสิริมาได้ดูหมิ่นนางอุตตรา ธิดาของปุณณเศรษฐี ในเพราะเรื่องแห่งคาถานี้ว่า บุคคลพึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ เป็นต้น เมื่อทูลขอขมาพระผู้มีพระภาคเจ้าและฟังพระธรรมแล้วก็สำเร็จโสดาปัตติผล แล้ว ได้ถวายนิตยภัต ๘ ที่เป็นประจำแก่สงฆ์ ภิกษุผู้รับนิตยภัตรูปหนึ่ง เห็นนางแล้ว เกิดราคะ ไม่กระทำแม้ภัตกิจ นอนอดอาหารอยู่ เมื่อภิกษุนั้นนอนอยู่อย่างนั้นนั่นแหละ นางสิริมา ได้ตายลง เกิดเป็นพระเทวีของท้าวสุยามะในยามาเทวโลก
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีหมู่ภิกษุแวดล้อม ได้เสด็จไปดูร่างของนางสิริมาที่พระราชาทรงห้ามการเผาศพของนาง แล้วให้เก็บไว้ที่ป่าช้าผีดิบ พระองค์ทรงพาภิกษุที่ อดอาหารนั้นไปด้วย มหาชนและพระราชาก็ได้ไปและเสด็จไปเช่นกัน ในที่นั้นชนทั้งหลาย พากันกล่าวว่า เมื่อก่อนนี้ การเห็นนางสิริมาด้วยการจ่ายทรัพย์ถึง ๑,๐๐๘ ก็ยังยาก วันนี้ แม้จะเสียทรัพย์เพียง ๑ กากนิก ก็ไม่มีใครอยากเห็น ในเวลานั้น สิริมาเทพกัญญา แวดล้อมด้วยรถ ๕๐๐ คัน ก็ได้มาในที่นั้นด้วย พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสพระสูตรนี้ เพื่อจะแสดงธรรมแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายที่มาประชุมกันในที่นั้น และตรัสคาถาธรรมบทนี้ว่า เธอจงดูรูปอันธรรมชาติตกแต่งให้วิจิตร ดังนี้เป็นต้น เพื่อทรงโอวาทแก่ภิกษุนั้น
นี้เป็นเหตุประการที่ ๒ ที่ให้เกิดพระสูตรนี้
ส่วนคำในพระสูตรตอนแรกที่แสดงว่า ถ้าว่าบุคคลเที่ยวไป ยืนอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่
คู้เข้า หรือเหยียดออก นั่นเป็นความเคลื่อนไหวของกาย ดังนี้เป็นต้นนั้น มีอรรถาธิบายดังนี้
การเดินไป ด้วยการนำรูปกายทั้งสิ้นไป โดยมุ่งหน้าต่อทิศที่จะพึงไป คือเดินไป ด้วยกายทั้งก้อนนี้ ชื่อว่า เที่ยวไป, การไม่มีการยกรูปกายนั้น คือการไม่เคลื่อนไหวกาย ชื่อว่า ยืนอยู่, การคู้รูปกายส่วนล่างเข้าและยกส่วนบนขึ้น ชื่อว่า นั่ง, การเหยียดไป ชื่อว่า ตามขวาง ชื่อว่า นอน
คำว่า คู้เข้าเหยียดออก นั้น ได้แก่คู้เข้าและเหยียดออกซึ่งข้อต่อนั้นๆ ทั้งหมด นั่นเป็นความเคลื่อนไหวของกายที่มีวิญญาณนี้ ใครอื่นชื่อว่าเที่ยวไปอยู่ หรือเหยียดออกอยู่ ในที่นี้หามีไม่ ที่แท้เมื่อจิตเกิดขึ้นว่า เราจะเที่ยวไป วาโยธาตุอันมีจิตนั้นเป็นสมุฏฐาน ย่อมแผ่ไปสู่ร่างกาย กายนั้นก็มีการนำไป มุ่งหน้าต่อทิศที่จะพึงไป ความปรากฏแห่งรูป ในระหว่างภาคพื้น ย่อมมีด้วยจิตนั้น ด้วยเหตุนั้นจึงชื่อว่า เที่ยวไป
อนึ่ง เมื่อจิตเกิดขึ้นว่า เราจะยืน วาโยธาตุอันมีจิตนั้นเป็นสมุฏฐานก็ย่อมแผ่ไปสู่ร่างกาย กายนั้นจึงมีการยกขึ้น คือ ความปรากฏของรูป โดยฐานเบื้องต้น จึงย่อมมีด้วย จิตนั้น ด้วยเหตุนั้นจึงเรียกว่า ยืนอยู่
อนึ่ง เมื่อจิตเกิดขึ้นว่า เราจะนั่ง วาโยธาตุอันมีจิตนั้นเป็นสมุฏฐานย่อมแผ่ไปสู่กาย กายนั้นจึงมีการคู้เข้าซึ่งส่วนเบื้องต่ำ และการยกขึ้นซึ่งส่วนเบื้องสูง คือความปรากฏแห่งรูปย่อมมีโดยความเป็นอย่างนั้น ด้วยจิตนั้น ด้วยเหตุนั้นจึงเรียกว่า นั่งอยู่
อนึ่ง เมื่อจิตเกิดขึ้นว่า เราจะนอน วาโยธาตุอันมีจิตนั้นเป็นสมุฏฐาน ย่อมแผ่ไปสู่กาย กายนั้นย่อมมีการเหยียดออกตามขวาง นั่นคือ ความปรากฏแห่งรูปโดยความเป็นอย่างนั้น ย่อมมีด้วยจิตนั้น ด้วยเหตุนั้นจึงเรียกว่า นอนอยู่
ก็ท่านผู้มีอายุนี้รูปใดรูปหนึ่ง ที่มีชื่ออย่างนี้ เที่ยวไป ยืนอยู่ หรือนอนอยู่ หรือ คู้เข้าเหยียดออก ด้วยอำนาจการคู่เข้าและเหยียดออกซึ่งข้อต่อเหล่านั้นๆ ในอิริยาบถนั้นๆ ท่านเรียกว่า คู้เข้า เหยียดออก เพราะเมื่อจิตคิดจะคู้เข้าหรือเหยียดออกเกิดขึ้นอยู่ การ เคลื่อนไหวแม้นั้น ย่อมมีโดยนัยที่กล่าวมาแล้ว เพราะนั่นเป็นความเคลื่อนไหวของกาย ใครๆ อื่น (ที่เป็นบุคคลตัวตน) ในที่นี้หามีไม่ เหตุนี้จึงสูญจากสัตว์หรือบุคคลไรๆ ซึ่งเที่ยวไปอยู่ หรือเหยียดอยู่ แต่ในที่นี้มีแต่ปรมัตถ์อย่างเดียวเท่านั้น คือ ความต่างกันคนแห่งวาโยธาตุ ย่อมมีเพราะความต่างกันแห่งจิต ความเคลื่อนไหวของกายย่อมมีเพราะ ความที่วาโยธาตุต่างกัน ดังนี้
จากคำอธิบายของท่านอรรถกถาตอนนี้ แสดงให้เห็นว่า อิริยาบถน้อยใหญ่ มีการคู้เข้า เหยียดออก การเดิน ยืน นั่ง นอน เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะจิต คือ เป็นไปตามความ ต้องการของจิต เมื่อจิตต้องการอย่างใด วาโยธาตุที่เกิดจากจิตนั้นก็แผ่ไป ทำกายให้เป็นไปตามความต้องการของจิตนั้น เมื่อความต้องการของจิตเป็นไปต่างๆ มีต้องการเดินบ้าง ยืนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง เป็นต้น วาโยธาตุที่เกิดจากจิตที่ต่างกันจึงต่างกันไปด้วย แม้ความเคลื่อนไหวของกายก็เป็นไปต่างๆ ตามความต่างกันของจิตและของวาโยธาตุ ด้วยเหตุนี้จึงหาความเป็นคนเป็นสัตว์ ในอิริยาบถทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้เลย มีแต่ความต้องการของจิตและของวาโยธาตุที่ทำให้กายทรงอยู่ เคลื่อนไป ไหวไป อันเป็นปรมัตถ์เท่านั้น หามีบัญญัติปะปนอยู่ด้วยไม่
ข้อความในอรรถกถาตอนนี้ คงจะทำให้ท่านที่คลางแคลงใจในเรื่องอิริยาบถ 4 ว่า ควรเจริญอย่างไร จะได้หายสงสัยและคลางแคลงใจ เพราะข้อความในคาถาที่ว่า ความที่วาโยธาตุต่างกันย่อมมีเพราะอาศัยความที่จิตต่างกัน ความเคลื่อนไหวของกาย ย่อมมี ต่างๆ เพราะความที่วาโยธาตุต่างกัน ดังนี้ ชัดเจนมาก
เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในอิริยาบถหนึ่ง การเบียดเบียนซึ่งกายย่อมมีเพราะการประกอบไว้และเพื่อบรรเทาความเบียดเบียนกายนั้น พระองค์จึงทรงสับเปลี่ยน อิริยาบถ เหตุนั้นเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงทุกขลักษณะอันอิริยาบถปกปิดไว้ ด้วยคำว่าเที่ยวไปเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้ และในเวลาที่เที่ยวไปก็อย่างนั้น เมื่อจะตรัส ประเภทแห่งการเที่ยวไปเป็นต้นนั้นทั้งหมด เพราะไม่มีการยืนเป็นต้น ว่านั่นเป็นเพียง ความเคลื่อนไหวของกาย ชื่อว่า ทรงแสดงอนิจจลักษณะ อันสันตติปกปิดไว้ และเมื่อ ความสามัคคี (ของกาย) นั้นเป็นไปแล้ว จึงตรัสโดยปฏิเสธสัตว์ (บุคคล) ว่า นั่นเป็นความ เคลื่อนไหวของกาย ชื่อว่า ทรงแสดงอนัตตลักษณะ ซึ่งอัตตสัญญา คือความสำคัญ ว่าเป็นตน และฆนสัญญา ความสำคัญว่าเป็นกลุ่มก้อน ปกปิดไว้
อรรถกถาท่านยังอธิบายต่อไปว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสุญญตากรรมฐาน โดยการแสดงไตรลักษณ์อย่างนี้ ซึ่งแสดงว่าอิริยาบถทั้งหลาย มีการเดิน ยืน นั่ง นอน เป็นต้นนั้น เป็นการเจริญความว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน คนสัตว์ โดยแท้ มีแต่สภาวะ ปรมัตถ์ล้วนๆ ไม่มีบัญญัติอยู่เลย ครั้นทรงแสดงอย่างนั้นแล้ว จึงทรงปรารภอีกว่า กาย
ประกอบด้วยกระดูกและเอ็นเป็นต้น เพื่อทรงแสดงอสุภะ คือความไม่งามทั้งของกายที่มี วิญญาณ และไม่มีวิญญาณ หมายความว่า การเที่ยวไปก็ดี การเดินเป็นต้นก็ดี เป็นความ เคลื่อนไหวของกายใด กายนี้นั้นประกอบแล้วด้วยกระดูกและเอ็น เพราะความที่กาย ประกอบด้วยกระดูกเกิน ๓๐๐ ท่อน และด้วยเอ็น ๙๐๐ เส้น ซึ่งท่านแสดงแล้วโดยประเภท แห่งสี สัณฐาน ทิศ โอกาสและการกำหนด และโดยอัพยาปารนัย ในการพรรณนาอาการ ๓๒ ในวิสุทธิมรรค เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ฉาบด้วยหนังและเนื้อ เพราะความที่กายฉาบด้วยหนังมีหนังปลายเท้าและหนังนิ้วมือเป็นต้น และด้วยเนื้ออันต่างด้วยชิ้นเนื้อ ๙๐๐ ชิ้น ว่ามีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด ปฏิกูลเป็นอย่างยิ่งในกายนั้น พึงทราบว่า ถ้ากายนี้ ไม่พึงปกปิดด้วยผิวละเอียดดุจปีกแมลงวัน ซึ่งลอกออกจากร่างกายทั้งสิ้นของคนปานกลาง ก็จะมีประมาณเท่าเมล็ดพุทรา ดุจฝาเรือนไม่ปกปิดด้วยสี มีสีเขียวเป็นต้นไซร้ กายนี้ปกปิดด้วยผิวแม้ละเอียดอย่างนั้น อันบุคคลผู้เป็นพาลปราศจากจักษุคือปัญญา ย่อมไม่เห็น ตามเป็นจริง
บัดนี้จะได้พูดถึงหนังที่ปิดกายไว้ต่อไป ก็หนังของร่างกายนั้นถูกลูบไล้ด้วยเครื่องประทินผิว นับว่าน่าเกลียดและปฏิกูลอย่างยิ่งก็ดี เนื้อร้อยชิ้นที่ท่านกล่าวแล้วว่า เนื้อมี ๙๐๐ ชิ้น ฉาบแล้วในร่างกาย เป็นของเปื่อยเน่า ดุจสวมอันเกลื่อนกล่นด้วยหมู่หนอนฉะนั้น โดยประเภท อันหนังหุ้มห่อก็ดี เอ็น ๙๐๐ เส้น อยู่ในร่างกายมีประมาณวาหนึ่ง รึงรัดโครงกระดูกไว้ ดุจเรือนรึงรัดด้วยเถาวัลย์ฉะนั้น ฉาบด้วยเนื้อก็ดี กระดูก ๓๐๐ ท่อน ที่เอ็นรึงรัดไว้ ตั้งเรียงตามลำดับ เป็นของเน่า มีกลิ่นเหม็นก็ดี อันปุถุชนผู้เป็นพาล ย่อมไม่เห็นตามความเป็นจริง เพราะบัณฑิตไม่ยึดถือผิวเป็นต้นนั้น ใช้จักษุคือปัญญาแทงตลอดซึ่งซากศพในภายในอันเป็นของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด และปฏิกูลเป็นอย่างยิ่ง มีประการต่างๆ ไม่ปรากฏแก่โลกทั้งหมด เพราะความที่กายปกปิดด้วยผิวละเอียดดุจปีกแมลงวัน ถูกหุ้มห่อไว้ด้วยหนัง ที่ประเทืองแล้วด้วยเครื่องประทินผิว พึงเห็นกายอย่าง นี้ว่า เต็มไปด้วยไส้ อาหาร ดังนี้เป็นต้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงซากศพในภายในว่า ในกายนี้ สิ่งที่ควรถือเอาเช่นกับ แก้วมุกดาและแก้วมณีแม้อย่างหนึ่งก็ไม่มีเลย ด้วยว่ากายนี้เต็มไปด้วยของไม่สะอาดทั้งนั้น บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงซากศพภายในนั้นแล ให้ปรากฏด้วยซากศพที่ออกไปภายนอก จึงทรงสงเคราะห์สิ่งที่ตรัสแล้วในก่อนและที่ยังไม่ได้ตรัสเข้าด้วยกัน ๒ คาถาว่า ของอันไม่สะอาด ย่อมไหลออกจากช่องทั้งเก้าของกายนั้น ดังนี้เป็นต้น
ก็ช่อง ๙ ช่องได้แก่ ช่องตา ๒ ช่อง ช่องหู ๒ ช่อง ช่องจมูก ๒ ช่อง ช่องปาก ช่องวัจมรรคและช่องปัสสาวมรรคอีกอย่างละ ๑ ช่อง จึงรวมเป็น ๙ ช่อง สิ่งต่างๆ อันไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น และน่าเกลียดอย่างยิ่งย่อมไหลออก คือหลั่งออกจากช่อง ทั้ง ๙ นั้น ของหอมมีกฤษณาและจันทน์เป็นต้น หรือรัตนชาติมีแก้วมณี แก้วมุกดา เป็นต้น หาไหลออกจากช่องทั้งเก้านั้นไม่ ก็ของไม่สะอาดทั้งหลายนั้น ย่อมปรากฏแก่ บุคคลผู้ยืนอยู่ก็ตาม ไปอยู่ก็ตาม ทุกเมื่อ คือในเวลากลางคืนบ้าง กลางวันบ้าง เวลาเช้าบ้าง เวลาเย็นบ้าง ก็ของไม่สะอาดที่ว่านั้น ก็ได้แก่ขี้ตาที่ออกจากตาทั้งสองข้างของกายนั้น หรือ ขี้หูเช่นกับก้อนธุลีย่อมไหลออกจากช่องหูทั้งสอง น้ำมูกเช่นกับน้ำหนองย่อมไหลออกจาก ช่องจมูกทั้งสอง ตลอดจนอาเจียนที่สำรอกออกจากปาก อุจจาระออกจากช่องวัจมรรค ปัสสาวะไหลออกจากช่องปัสสาวมรรค แม้กายก็ยังมีเหงื่อที่ซึมออกจากขุมขนทุกเมื่อ ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรที่สะอาดเลย ล้วนเป็นของไม่สะอาด ด้วยอำนาจแห่งมลทิน จาก อาหารที่กินและดื่มเข้าไปเป็นต้น แม้ศีรษะที่เราสมมุติกันว่าเป็นสิ่งสูงสุด จนบางคน ไม่ยอมแม้จะนบไหว้บุคคลที่ควรไหว้ ที่จริงแล้วหาแก่นสารไม่ได้ ทั้งไม่สะอาดอย่างยิ่ง เต็มไปด้วยมันสมอง ดุจน้ำเต้าที่เต็มด้วยนมส้ม ฉะนั้น
คนพาลชอบคิดแต่สิ่งชั่วๆ ย่อมสำคัญแม้กายนี้นั้นซึ่งเต็มด้วยซากศพมีอย่างต่างๆ อย่างนี้ คือย่อมสำคัญด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิว่า กายนี้สวย สะอาด น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ทั้งนี้เพราะคนพาลถูกอวิชชาคือโมหะ หุ้มห่อปกปิดความจริงเอาไว้ จึงเห็น สิ่งที่ไม่สะอาด ว่าเป็นของสะอาด สวยงามเป็นต้น และเมื่อใดที่กายปราศจากอายุ ไออุ่นและวิญญาณ กายนี้ย่อมขึ้นพอง ดุจสูบที่เต็มด้วยลมฉะนั้น มีสีเขียว ถูกนำไปทิ้งไว้ที่ป่าช้า ดุจท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์ นอนอยู่ฉะนั้น ในกาลครั้งนั้น ญาติทั้งหลายย่อมไม่ตั้งตาคอยว่าเขาจักลุกขึ้นอีกในบัดนี้
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความไม่งามด้วยอำนาจกายที่ไม่มีวิญญาณครอง ยังไม่แตกสลายอย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะทรงแสดงด้วยอำนาจกายที่แตกสลาย จึงตรัสว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมกินซากศพแม้เหล่าอื่น มีกาและพังพอนเป็นต้น ย่อมกัดกินกายนั้น
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงกายนี้ด้วยอำนาจสุญญตากรรมฐานทั้งกายที่ มีวิญญาณครองโดยอาทิว่า กายนี้ประกอบด้วยกระดูกและเอ็น ทั้งกายที่ไม่มีวิญญาณครอง โดยนัยมีอาทิว่า ก็เมื่อใด เขาตาย ขึ้นพอง มีสีเขียว ด้วยอำนาจอสุภะคือไม่งาม อย่างนี้แล้ว จึงทรงประกาศความประพฤติของคนพาลผู้เป็นปุถุชน และทรงแสดงวัฏฏะ โดยมีอวิชชา ความไม่รู้เป็นประธาน ด้วยบทนี้ว่า คนพาลถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ย่อมสำคัญกายนี้โดย ความเป็นของสวยงาม ในกายนี้สูญจากความเที่ยง ความสุข และตัวตน และไม่สวยงาม โดยแน่แท้ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดงความประพฤติของบัณฑิตในกายนั้น และการ ออกจากวัฏฏะ โดยมีปริญญาคือความรอบรู้เป็นประธาน จึงตรัสว่าภิกษุในศาสนานี้ ได้ ฟังพระพุทธพจน์แล้ว มีความรู้ชัด เธอย่อมกำหนดกายนี้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริง ทีเดียว ดังนี้เป็นต้น
ภิกษุในศาสนานี้กำหนดรู้กายนี้ด้วยปริญญา ๓ นั้น กำหนดอย่างไร ท่านอธิบาย โดยอุปมาว่า เปรียบเหมือนพ่อค้าผู้ฉลาด ตรวจดูสินค้าเมื่อก่อนจะซื้อมาว่า สินค้าอย่างนี้ อย่างนี้ แล้วไตร่ตรองดูว่า เมื่อซื้อมาแล้วด้วยต้นทุนเท่านี้ จะขายได้กำไรเท่านี้ แล้วจึงซื้อ ถึงเวลาขายก็ขายได้กำไรตามต้องการ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อแลดูด้วยจักษุ คือญาณว่า ส่วนเหล่านี้มีกระดูกและเอ็นเป็นต้น และมีผม ขนเป็นต้น ชื่อว่า กำหนดรู้ด้วย ญาตปริญญา เมื่อเทียบเคียงว่า ธรรมเหล่านี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ชื่อว่ากำหนด รู้ด้วย ตีรณปริญญา ครั้นเทียบเคียงอย่างนี้แล้วย่อมถึงอริยมรรค นี้ชื่อว่ากำหนดรู้ด้วย ปหานปริญญา เพราะละฉันทราคะในกายนี้
หรือเมื่อเห็นด้วยอำนาจแห่งอสุภะของกายที่มีวิญญาณครอง หรือไม่มีวิญญาณครอง ชื่อว่ากำหนดรู้ด้วย ญาตปริญญา เมื่อเห็นด้วยอำนาจความไม่เที่ยงเป็นต้น ชื่อว่า กำหนด รู้ด้วย ตีรณปริญญา เมื่อละฉันทราคะออกจากกายนั้นด้วยอรหัตมรรค ชื่อว่า กำหนดรู้ด้วย ปหานปริญญา
ภิกษุทั้งหลายที่ได้สดับพระพุทธพจน์เป็นบัณฑิต มีปัญญาย่อมเห็นตามความจริงว่า สรีระที่มีวิญญาณนี้เหมือนสรีระที่ตายแล้วนั้น สรีระที่ตายแล้วนั้นก็เหมือนสรีระที่มีวิญญาณ นี้ หมายความว่า สรีระนี้มีวิญญาณครองเป็นของไม่สวยงาม ย่อมเดิน ยืน นั่ง นอน เพราะ ยังไม่ปราศจากอายุ ไออุ่นและวิญญาณ ฉันใด สรีระแม้ไม่มีวิญญาณครองนั้น นอนอยู่ใน ป่าช้าในบัดนี้ ในกาลก่อนก็มีแล้ว เพราะไม่ปราศจากธรรมเหล่านั้น ก็ฉันนั้น
อนึ่ง สรีระของคนที่ตายแล้วในบัดนี้นั้น ย่อมไม่เดิน ย่อมไม่ยืน ย่อมไม่นั่ง ย่อมไม่สำเร็จการนอน เพราะปราศจากธรรมเหล่านั้น ฉันใด สรีระแม่มีวิญญาณครองนี้ เพราะปราศจากธรรมเหล่านั้นก็จักเป็นฉันนั้น
อนึ่ง สรีระที่มีวิญญาณครองนี้ ยังไม่นอนตายในป่าช้าในบัดนี้ ยังไม่ถึงความเป็นของที่ขึ้นพองเป็นต้น ฉันใด แม้สรีระของคนตายแล้วในบัดนี้นั้นในกาลก่อนก็ได้เป็นแล้ว ฉันนั้น
อนึ่ง สรีระที่ตายแล้ว ไม่มีวิญญาณครอง และเป็นของไม่สวยงาม นอนอยู่ในป่าช้า และถึงความเป็นของขึ้นพองเป็นต้นฉันใด สรีระแม้มีวิญญาณครองนี้ ก็จักถึง (ความเป็น เช่นนั้น) ฉันนั้น
ก็ภิกษุเมื่อทำสรีระที่ตายแล้ว ให้เป็นของเสมอกับตน (ที่ยังมีชีวิตอยู่) ย่อมละโทษในภายนอกได้ และเมื่อทำตนให้เสมอกับสรีระที่ตายแล้ว ย่อมละความกำหนัดในภายในได้ คือ เมื่อรู้ชัดซึ่งอาการที่ทำสรีระทั้งสองให้เสมอกัน ย่อมละโมหะในสรีระทั้งสอง คือทั้ง ที่มีชีวิตอยู่และทั้งที่ตายแล้วนั้นได้
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชำระการละอกุศลมูลในส่วนเบื้องต้น ด้วยการเห็นตาม ความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ภิกษุผู้ปฏิบัติในการละอกุศลมูลนั้นย่อมเป็นผู้สามารถเพื่อบรรลุ อรหัตมรรค สำรอกฉันทราคะคือความยินดีพอใจในกายทั้งภายในและภายนอกเสียได้ ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอสุภกรรมฐานพร้อมด้วยความสำเร็จมรรคผลด้วย อำนาจแห่งกายที่มีวิญญาณครองและไม่มีวิญญาณครองอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงติเตียนการอยู่ด้วยความประมาท ซึ่งทำอันตรายแก่อานิสงส์มากมายที่จะพึงได้รับ จึงทรงแสดงโดย ย่ออีกว่า กายที่มีสองเท้าไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น อันบุคคลบริหารอยู่ เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ ถ่ายของไม่สะอาด มีน้ำลายและน้ำมูกเป็นต้น ให้ไหลออกจากขุมขนนั้นๆ ผู้ใดพึงสำคัญ เพื่อยกย่องตัวเอง หรือพึงดูหมิ่นผู้อื่น จักมีอะไร นอกจากการไม่เห็นอริยสัจสี่
ท่านอธิบายคาถานี้ว่า กายทั้งหลายของสัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีเท้าเป็นต้น มีงูเป็นต้น แม้เป็นของไม่สะอาด ถึงอย่างนั้น เมื่อบุคคลเอาไปปรุงด้วยรสเค็มและรสเปรี้ยวเป็นต้น ก็ยังนำไปเป็นอาหารของมนุษย์ได้ แต่กายของมนุษย์หาเป็นเช่นนั้นไม่ แม้เป็นของไม่สะอาด แต่ก็ไม่อาจเอาไปปรุงรสให้เป็นอาหารของมนุษย์เช่นเดียวกับสัตว์ทั้งหลายได้ จึงได้ทรงแสดงกายของมนุษย์ว่า กายนี้มีกลิ่นเหม็น อันบุคคลปรุงแต่งด้วยดอกไม้และของหอมทั้งหลาย บริหารอยู่ แต่เต็มไปด้วยซากศพเป็นอเนก ซึ่งหลั่งออกซึ่งของไม่สะอาดทั้งหลาย มีน้ำลายน้ำมูกเป็นต้นจากทวารทั้งเก้า และคราบเหงื่อจากขุมขนทั้งหลาย อันคนทั้งหลาย พยายามเพื่อปกปิดด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น เพื่อกลบกลิ่นไม่สะอาดนั้นเสีย แต่ ก็ไร้ผล
ทั้งๆ ที่กายนี้ไม่สะอาดดังที่กล่าวแล้ว แต่คนพาลคือคนโง่ทั้งชายและหญิง ก็ให้ความสำคัญกับตนเอง ยกย่องตนเอง ด้วยอำนาจตัณหา มานะ ทิฏฐิ โดยนัยว่าเรา ว่าของเรา ว่าเที่ยงเป็นต้น หรือตั้งตนไว้ในฐานะสูง แล้วดูหมิ่นผู้อื่นด้วยชาติตระกูลเป็นต้น โดยหารู้ไม่ว่า ขึ้นชื่อว่าคนแล้ว ไม่ว่าจะมีชาติตระกูลสูงต่ำต่างกัน มีหรือจนต่างกันเป็นต้น ก็เสมอกันด้วยกายอันเน่าเปื่อย ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็นนี้ ที่สำคัญผิดเช่นนี้ ก็เพราะยังไม่เห็นอริยสัจสี่นั่นเอง
ในเวลาจบพระธรรมเทศนา นางนันทาภิกษุณีก็ได้ถึงความสังเวชสลดใจว่า เรานี่ ช่างโง่เสียนี่กระไร ที่ปรารภแต่ตัวเราเองเท่านั้น แล้วไม่ไปสู่ที่บำรุงของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงยังพระธรรมเทศนาอย่างต่างๆ ให้เป็นไปอย่างนี้ ให้เกิดความสลดใจอย่างนี้ พิจารณาพระธรรมเทศนานั้นนั่นเทียว ได้กระทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัต ในเวลาเพียง ๒-๓ วัน เท่านั้น ด้วยกรรมฐานนั้น คือด้วยอสุภกรรมฐานนั่นเอง
ได้ยินว่า ในเวลาจบการแสดงธรรมครั้งที่สอง ได้มีสัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้บรรลุธรรม สิริมาเทพกัญญา ซึ่งเดิมเป็นพระโสดาบันตั้งแต่ยังเป็นมนุษย์ ตายแล้วเกิดเป็นเทวีของท้าวสุยามะในยามาเทวโลก และได้ลงมาจากเทวโลก สดับพระธรรมเทศนาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่ชนทั้งหลายที่มาประชุมกันดูซากศพของนาง ได้บรรลุเป็นพระอนาคามี ส่วนภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระธรรมเทศนาที่ประกอบด้วยอสุภกรรมฐานนี้ ได้มีประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นอันมาก
ในเรื่องของอสุภกรรมฐานนี้ ขอกล่าวถึงเรื่องของภิกษุรูปหนึ่งผู้เป็นศิษย์ของท่าน พระสารีบุตร ดังมีเรื่องเล่าไว้ใน อรรถกถาอุรคสูตร ใน สุตตนิบาต ว่า
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน สมัยนั้น บุตรช่างทองคนหนึ่ง ซึ่งเป็นอุปัฏฐากของท่านพระสารีบุตร ได้บวชในสำนักของพระเถระ พระเถระคิดว่าอสุภกรรมฐานเหมาะสำหรับคนหนุ่มๆ จึงได้ให้อสุภกรรมฐานแก่พระหนุ่มรูปนั้น เพื่อกำจัดราคะ จิตแม้สักว่าความเสพคุ้นในอสุภกรรมฐานนั้นไม่เกิดแก่ภิกษุหนุ่มนั้น ท่าน จึงบอกแก่ท่านพระสารีบุตรผู้เป็นอาจารย์ว่า กรรมฐานนี้ไม่เป็นอุปการะแก่ผม พระเถระ คิดว่า อสุภกรรมฐานนี้เหมาะสำหรับคนหนุ่มทั้งหลาย จึงคงให้กรรมฐานนั้นแหละซ้ำอีก ตลอด 4 เดือน โดยภิกษุหนุ่มไม่ได้คุณวิเศษแม้สักอย่างเดียว ดังนั้นพระเถระจึงกราบทูล เรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สารีบุตร การรู้กรรมฐานอันเป็น ที่สบายแก่ภิกษุนั้น ไม่ใช่วิสัยของเธอ ภิกษุนี้เป็นพุทธเวไนย คือเป็นบุคคลที่พระพุทธเจ้า เท่านั้นจะพึงแนะนำ ดังนี้แล้ว จึงทรงเนรมิตดอกปทุมที่มีสีประภัสสร คือสีเลื่อมพราย ด้วยฤทธิ์ แล้วประทานใส่มือภิกษุหนุ่มนั้น แล้วตรัสว่า เอาเถิดภิกษุ เธอจงเอาก้านดอกบัว ดอกนี้ปักลงบนเนินทราย ที่ร่มเงาหลังวิหาร และจงนั่งขัดสมาธิหันหน้าไปหาดอกปทุมนั้น ระลึกภาวนาอยู่ว่า โลหิตํๆ คือ สีแดงๆ ได้ทราบมาว่า ภิกษุนี้เคยเป็นช่างทองอย่างเดียวมาถึง ๕๐๐ ชาติ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงทราบว่า นิมิตแห่งสีแดง เหมาะแก่ภิกษุนั้น จึงทรงประทานโลหิตะกรรมฐานแก่ภิกษุนั้น และภิกษุนั้นได้กระทำตาม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแนะนำ เพียงชั่วครู่เท่านั้น ก็ได้บรรลุฌาน ๔ โดยลำดับ ณ ที่ นั่นเอง แล้วปรารภการเล่นฌานคือการเข้าฌานออกฌานทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลม ลำดับ นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิษฐานว่า ขอดอกปทุมนี้จงเหี่ยว ดอกปทุมที่ภิกษุปักไว้ที่ เนินทรายก็เหี่ยว ครั้นภิกษุนั้นออกจากฌานแล้ว เห็นดอกปทุมนั้นเหี่ยวแห้งไป ก็ได้อนิจจสัญญาว่า รูปที่ประภัสสรถูกชราย่ำยีเอาแล้ว ต่อแต่นั้น ท่านได้น้อมเอาดอกปทุม เหี่ยวแห้งนั้นเข้าไปในภายใน ต่อแต่นั้นท่านได้เห็นภพ ๓ ปรากฏประดุจไฟติดทั่วแล้วว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา ดังนี้
ก็ในที่ไม่ไกลภิกษุนั้นผู้พิจารณาเห็นอนิจจสัญญาอยู่อย่างนี้ มีสระบัวสระหนึ่ง เด็กๆ ลงไปหักดอกปทุมในสระนั้นแล้วนำมากองไว้ ดอกปทุมในน้ำเหล่านั้น ปรากฏแก่ ภิกษุนั้น ดุจเปลวไฟที่ป่าไม้อ้อ ใบของดอกปทุมที่หล่นลงปรากฏแก่ภิกษุนั้นดุจตกลงไป ในเหว ส่วนยอดของดอกปทุมที่ทิ้งไว้บนบกเหี่ยวแห้งไปแล้ว ปรากฏดุจถูกไฟไหม้ ครั้งนั้น เมื่อภิกษุนั้นเพ่งพินิจธรรมทั้งปวงตามกระแสแห่งธรรมนั้นอยู่ ภพทั้ง ๓ ปรากฏ เป็นสภาพหาที่พึ่งมิได้ ประดุจเรือนถูกไฟไหม้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งที่ประทับอยู่ในพระคันธกุฎีนั่นแหละ ทรงแผ่พระรัศมีไปเบื้องบนภิกษุนั้น และพระรัศมีนั้นก็ท่วมทับใบหน้าของภิกษุนั้นเต็มที่ ท่านรำพึงว่า นี่อะไรกัน ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ราวกะว่า พระองค์เสด็จมาประทับยืนอยู่ในที่ใกล้ จึงได้ลุกขึ้นจากอาสนะ ประคองอัญชลี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความสบายของภิกษุนั้น จึงตรัสโอภาสคาถาว่า ภิกษุใดตัดราคะได้ขาด พร้อมทั้งอนุสัยไม่มีส่วนเหลือ เหมือนบุคคลลงไปตัดดอกปทุม ซึ่งงอกขึ้นในสระฉะนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝังในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น ก็ราคะในที่นี้ได้แก่กามคุณ ๕ บุคคลที่ถูกกามคุณ ๕ ย้อมแล้ว มีจิตถูกราคะครอบงำแล้ว ย่อมทำอกุศลมีการฆ่าสัตว์เป็นต้น สามารถถอนราคะไปทีละน้อย ด้วยการพิจารณาโทษของราคะ ด้วยการสำรวมทั้งหลาย มีการสำรวมในศีล เป็นต้น และด้วยความสำคัญ ว่าไม่งามในวัตถุทั้งหลาย ทั้งที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ ชื่อว่าย่อมตัดกิเลสที่เหลือ ได้ด้วยอนาคามิมรรค และตัดกิเลสที่ยังเหลืออยู่ที่อนาคามิมรรค ยังไม่ได้ตัดด้วยอรหัตมรรค ภิกษุผู้เป็นศิษย์ของท่านพระสารีบุตร จึงได้บรรลุเป็น พระอรหันต์ ด้วยประการฉะนี้
ในเรื่องที่เล่ามานี้จะเห็นได้ว่า การเจริญอสุภกรรมฐานนั้นมิใช่จะเจริญได้ทุกคน ผู้ที่มีอัธยาศัยในเรื่องนี้เท่านั้นที่สามารถเจริญได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอัธยาศัย ของสัตว์ทั้งหลาย จึงทรงแนะนำสัตว์ทั้งหลายให้เจริญกรรมฐาน คล้อยตามอัธยาศัยที่สัตว์ เหล่านั้นได้เคยอบรมสั่งสมมา จึงเป็นเหตุให้สัตว์เหล่านั้นได้บรรลุคุณวิเศษ เพราะได้ ฐานอันเป็นที่สบายแก่จริตของตน ฉะนั้นในการเจริญสมถกรรมฐานจึงต้องอาศัย สถานที่ที่สบายเป็นสัปปายะ อารมณ์ที่เป็นสัปปายะ ตลอดจนบุคคลสัปปายะด้วย จึงจะ สามารถเจริญฌานให้เกิดขึ้นได้ จากนั้นเอาฌานเป็นบาทเจริญวิปัสสนา บรรลุญาณของวิปัสสนาไปตามลำดับจนถึงมรรคญาณ ผลญาณ ละกิเลสที่มีอยู่ในสันดานให้สิ้นไปไม่กลับมาเกิดอีก
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวในวิชยสูตรและอรรถกถาและบางส่วนในอรรถกถาอุรคสูตร ซึ่งกล่าวถึงการเจริญสมถะและวิปัสสนาไว้ชัดเจนพอที่ผู้สนใจ จะนำไปปฏิบัติได้
----------------///---------------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ