สมเกียรติ​ พล​เดชอุดม​คุณ


นามรูป-ไตรลักษณ์-ญาณ ๑๖-วิสุทธิ​ ๗

   พึงรอบรู้ องค์ประกอบและหน้าที่องค์ประกอบแต่ละองค์ประกอบ เพื่อเข้าใจระบบการทำงานของเครื่องยนต์​? 

แม้วิปัสสนากรรมฐานก็ฉันนั้น(นิสสยะ อักษรปัลลวะ)

   อะไรเล่า เป็นสิ่งปิดบังไตรลักษณ์?

   อะไรเล่า​ อุบายวิธีที่จะขจัดทำลาย? 

สิ่งที่ปิดบังไตรลักษณ์นั้น เป็นอย่างไร?

   ก็นามและรูป ย่อมมีการเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมดับไป ตามเหตุปัจจัยเป็นธรรมดา แต่ว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีปกติไม่เห็นไตรลักษณ์  ก็เพราะมีสิ่งปิดบังไว้ ซึ่งถ้าผู้ปฏิบัติไม่รู้จักสิ่งที่ปิดบังไตรลักษณ์ และอุบายวิธีที่จะขจัดทำลายสิ่งที่ปิดบังนั้น โอกาสที่จะเกิดปัญญา(ญาณ)เห็นไตรลักษณ์นั้นย่อมไม่มีเลย แม้จะปรารภความเพียรมากมายเพียงไรก็ตาม และก็ไม่ใช่สักแต่ว่า นึกเอา คิดเอา ว่าเอาว่า ไม่เที่ยงหนอ เป็นทุกข์หนอ ไม่ใช่สัตว์​ บุคคล เรา เขา หนอ 

>>>ต้องเห็นประจักษ์ มีสภาวธรรมรองรับ กิเลสถึงจะสะดุ้งสะเทือนสำรอกได้ ดังอุบายวิธีการที่กล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคว่า 

   " อนิจฺจลกฺขณํ ตาว อุทยพฺพยานํ อมนสิการา สนฺตติยา ปฏิจฺฉนฺนตฺตา น อุปฏฺฐาติ. ทุกขลกฺขณํ อภิณฺหสมฺปติปีฬนสฺส อมนสิการา อิริยาปเถหิ ปฏิจฺฉนฺนตฺตา น อุปฏฺฐาติ. อนตฺตลกฺขณํ นานาธาตุวินิพฺโภคสฺส อมนสิการา ฆเนน ปฏิจฺฉนฺนตฺตา น อุปฏฺฐาติ." 

แปลว่า

   " ก่อนอื่น... 

    -​ อนิจจลักษณะ ย่อมไม่ปรากฏ เพราะถูกสันตติ (ความสืบต่อ) ปิดบังไว้ เหตุเพราะไม่ใส่ใจ ความเกิดขึ้นและดับไป 

   -​ ทุกขลักษณะ ย่อมไม่ปรากฏ เพราะถูกอิริยาบถทั้งหลายปิดบังไว้ เหตุเพราะไม่ใส่ใจขณะความบีบคั้นเนื่องๆนั้น. 

   -​ อนัตตลักษณะ ย่อมไม่ปรากฏ เพราะถูกฆนะ (ความเป็นกลุ่มก้อน) ปิดบังไว้ เหตุเพราะไม่ใส่ใจการกระจายธาตุแล."(วิสุทธิมรรค 3/275)

 ลักษณะ 3

      สภาวะ หรือ อาการ ชื่อว่าลักษณะ เพราะมีความหมายว่า เป็นเหตุให้กำหนดรู้ได้ คือหมายรู้ได้ว่า ธรรมนี้เป็นอย่างนี้ ก็ลักษณะนั้น มี 2 อย่าง คือ 

  1.ปัจจัตตลักษณะ (ลักษณะเฉพาะตน )และ

  2.สามัญญลักษณะ (ลักษณะที่เสมอเหมือนกัน) 

ญาณที่ 1-2 คือ นามรูปปริจเฉทญาณ(ญาณแยกนามรูป) , และ ปัจจยปริคคหญาณ(ญาณจับปัจจัยของนามรูปได้) เพ่ง ปัจจัตตลักษณะ เพื่อเกื้อต่อการแยกรูปนามและจับปัจจัยได้ 

ญาณที่ 3-12 (สัมมสนญาณ- อนุโลมญาณ) เพ่งสามัญญลักษณะ ด้วยการเข้าถึงอันเป็นผลที่เนื่องมาจาก 2 ญาณแรก คือเห็นนามรูปเกิด-ดับตามปัจจัย เมื่อปัจจัยเกิด นามรูปก็เกิด เมื่อปัจจัยดับ นามรูปก็ดับ เห็นแบบสันตติขาดเหมือนดูแผ่นฟิล์มหนังเป็นแผ่นๆไม่ได้เห็นแบบแผ่นฟิล์มหนังฉายสือต่อกันอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการจะเห็นว่าพระเอกต่อยกับผู้ร้ายเป็นต้น จึงเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะขาดความสือต่อที่เป็นไปอย่างรวดเร็วนั่นเอง อัตตาตัวตน จึงหลุดหายไป ปรากฏแต่ นามรูปเกิดดับฉับพลันทันที่ ไม่ใช่คิดหรือนึกเอา เห็นประจักษ์ด้วยสภาวะที่นามรูปแสดงให้เห็นตามญาณที่ตัดสันตติได้นั่นเอง 

ในคัมภีร์นิสสยะอักษรปัลลวะท่านกล่าวเป็นอุปมาให้เข้าใจได้ง่ายๆว่า... 

   เห็นนามรูปเกิด-ดับ เท่ากับ เห็นตัวเสือ 

   เห็นลักษณะ 3 (ไตรลักษณ์​) เท่ากับ เห็นลายเสือ คือ 

   >ผู้ยิ่งด้วย ศีล เมื่อเห็นนามรูปเกิดดับจะเห็นเป็น อนิจจลักษณะ เพราะ ศีล มีลักษณะเป็นสมาธานฐาน(ฐานทรงความดีไว้ได้ต่อเนื่อง=ศีลไม่เสีย) พอเห็นประจักษ์กับความเกิดดับพอ ของนามรูปก็จะเห็นเป็น อนิจจลักษณะ​

   >ผู้ยิ่งด้วย สมาธิ ก็จะเห็น ทุกขลักษณะ เพราะสมาธิมีสุขที่ไม่อิงอามิส (กามคุณ) เป็นเหตุใกล้    

   >ผู้ยิ่งด้วย ปัญญา จะเห็นเป็น อนัตตลักษณะ​ เพราะปัญญาเห็นตรงต่อความเป็นจริง ลักษณะทั้งสาม (ไตรลักษณ์​) จึงปรากฏเริ่มตั้งแต่ สัมมสนญาณ ถึง อนุโลมญาณ ส่วนโคตรภูญาณ, มรรคญาณ, ผลญาณ มีนิพพานเป็นอารมณ์ และปัจจเวกขณญาณ มี มรรค ผล นิพพาน กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่ยังเหลืออยู่เป็นอารมณ์ 

ลักษณะ ในวิปัสสนากรรมฐาน จึงมี 3 อย่างดังกล่าว(วิสุทธิมรรค.2/312)

อนุปัสสนา 3

      ปัญญา (ญาณ) ที่พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งลักษณะทั้งสาม (ไตรลักษ์) นั้นเอง ชื่อว่า อนุป้สสนา จึงมี 3 อย่างตามลักษณะทั้ง 3 นั้น ได้แก่

   1.อนิจจานุปัสสนา คือ 

ญาณที่เห็นเนืองๆว่า สังขารทั้งหลาย (นามรูปอันเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง) ไม่เที่ยง จึงละนิจจสัญญา (ความสำคัญว่าเที่ยง)ได้เป็นแบบ ตทังคปหาน คือ เป็นขณะๆไปตราบเท่าอนิจจานุสสนาดำเนินไป

   2.ทุกขานุปัสสนา คือ

ญาณที่เห็นเนืองๆว่า สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์ เพราะถูกความมบีบคั้นจากการเกิดขึ้นและดับไปโดยฉับผลันทันที่ จึงละสุขสัญญา (ความสำคัญว่าเป็นสุข)ได้ เป็นแบบตทังคปหาน คือ

เป็นขณะๆไป ตราบเท่าทุกขานุปัสสนาดำเนินไป

   3.อัตตานุปัสสนา คือ

ญาณที่เห็นเนืองๆว่า สังขารทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) จึงละอัตตสัญญา (ความสำคัญว่าเป็นตัวตน)ได้ เป็นแบบตทังคปหาน คือ เป็นขณะๆไป ตราบเท่าอัตตานุปัสสนาดำเนินไป

(วิสุทธิมรรค , มหาฎีกา , อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา , นิสสยอักษรสิหล ,อักษรขอม,อักษรธรรมล้านช้าง)

วิโมกขมุข 3 

      ช่องทางความหลุดพ้น คือ อนุปัสสนาญาณที่ถึงความเป็น วุฏฐานคามินีวิปัสสนาญาณได้ เหตุเพราะละความเยื่อใยสังขารทั้งหลายได้ มี 3 อย่าง ชื่อว่า วิโมกขมุข (ช่องทางความหลุดพ้น) ได้แก่

   1.สูญญตานุปัสสนาญาณ คือ วุฏฐานคามินีวิปัสสนาญาณ ที่อาศัยอนัตตานุปัสสนา เป็นช่องทาง ที่เรียกว่า "สูญญตะ" ก็เพราะผู้ปฏิบัติได้รู้เห็นโดยประจักษ์แล้วว่าการที่จะหลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์ได้ ก็ด้วยความว่างเปล่าจากการครอบงำของกิเลส คือกิเลสต้องไม่สัมปยุตและถือเอาเป็นอารมณ์ได้

   2.อนิมิตตานุุปัสสนาญาณ คือ วุฏฐานคามินีวิป้สสนาญาณ ที่อาศัยอนิจจานุปัสสนาเป็นช่องทาง ที่เรียกว่า "อนิมิตตะ" ก็เพราะผู้ปฏิบัตได้รู้เห็นโดยประจักษ์แล้วว่า การที่จะหลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์ได้ ก็ด้วยความไม่มีนิมิต คืออาการอันเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งกิเลส

   3.อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ คือ วุฏฐานคามินีวิปัสสนาญาณ ที่อาศัย ทุกขานุป้สสนาเป็นช่องทาง ที่เรียกว่า "อัปปณิหิตะ" เพราะผู้ปฏิบัติได้รู้เห็นโดยประจักษ์แล้วว่า การที่จะหลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์ได้ ก็ด้วยความไม่มีอัปปณิธิ คือการร้องขอจากกิเลส(ขุ.ปฏิ.31.218.264,วิสุทธิมรรค 2.334 มหาฎีกา นิสสยะ อักษรปัลลวะ อักษรสิงหล อักษรขอม)

ญาณ 16 ทั้งๆที่ญาณ มี 16 ญาณ เพราะเหตุไร บางครั้งก็แสดงเพียง 9 ญาณบ้าง10 ญาณบ้าง 14 ญาณบ้าง 16 ญาณบ้าง? 

   ในคราวที่แสดงวิปัสสนาญาณ 9 (ตั้งแต่อุทยัพพยญาณ ถึง อนุโลมญาณ) ก็เพื่อจะเน้นให้เห็นว่า ปัจจยปริคคหญาณ เห็นสังขารเกิด เพราะจับปัจจัยของนามรูปได้ สัมมสนญาณ เห็นสังขารดับ เพราะประมวลนามรูปในสภาพเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะเป็นต้นดับไป ความว่าเห็นคนละญาณ(สันตติยังไม่ขาด) ไม่ใช่เห็นทั้งเกิดทั้งดับฉับพลันทันทีในญาณเดียวกัน(สันตติขาด) มี อุทยัพพยญาณเป็นต้น ถึงกระนั้นแม้เห็นได้ที่ละญาณ แต่ก็ละสักกายทิฏฐิ และวิจิกิจฉาให้อ่อนกำลังลงได้ มีพลานุภาพประดุจเป็น อนุโสดาบัน ส่งผลให้ชาติถัดไปหนึ่งชาติ ไม่ตกไปสู่อบายภูมิแน่นอน

   ในคราวที่แสดงวิปัสสนาญาณ 10 (ตั้งแต่สัมมสนญาณ ถึง อนุโลมญาณ) ก็เพื่อแสดง ลักษณะ 3 อนุปัสสนา 3 วิโมกข์ 3 และวิโมกขมุกข 3 ได้ชัดเจน เหตุเพราะธรรมเหล่านี้เนื่องอยู่กลับการเห็นเกิดดับของสังขารนั่นเอง

   ในคราวที่แสดงญาณ 14 (ตั้งแต่สัมมสนญาณ ถึง ปัจจเวกขณญาณ)​ ก็เพื่อแสดงวิสุทธิ์ 7 ได้ชัดเจน เหตุเพราะวิสุทธิ 7 เนื่องอยู่กับการเจริญวิปัสสนาญาณ ทั้ง 14 ญาณ เพราะผลญาณเป็นวิบากผล(ผลที่สุกงอม) ปัจจเวกขณญาณเป็นอานิสงส์ผล(ผลที่หลั่งไหลออกมา) 

   ในคราวที่แสดง ญาณ 16 (ตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณ ถึง ปัจจเวกขณญาณ) ก็เพื่อจะได้แสดง สมาบัติ 2 ประเภท คือ ผลสมาบัติ และนิโรธสมาบัติได้ชัดเจน  

(นิสสยะอักษรปัฃลลวะ อักษรสิงหล,วิสุทธิมรรค.2.272,350)

   สภาพความเป็นกลุ่มก้อน(ฆนะ) มี 4 ประการ ที่ปิดบังอนัตตลักษณะสำคัญเป็นไฉน?

   ธรรมะมีทั้งปวัตตินัย(นัยความเป็นไปของสภาวธรรม) และทั้งปฏิบัตินัย(นัยการปฏิบัติ)  ซึ่งทั้งสองนัยต่างต้องอาศัยซึ่งกันและกัน กล่าวคือถ้าไม่รู้ปวัตตินัยอย่างละเอียดทั่วถึง ปฏิบัตินัยก็ผิดได้ ทำนองเดียวกัน ถ้าไม่รู้ปฏิบัตินัยอย่างละเอียดทั่วถึง ปวัตตินัยก็ผิดได้ เช่นเพื่อนสหธรรมิกบางท่านถือเอาแต่รูป 28 เท่านั้น โดยไม่เหลียวแลสภาพความเป็นก้อนประเภท " กิจจฆนะ " (คือสภาพความเป็นกลุ่มก้อนที่นามธรรมมีจิตเป็นต้น และรูปธรรมมีธาตุสี่เป็นต้น ประสานเนื่องกัน เช่น การยืน การนั่ง การนอน อันเป็นจิตตชรูปก็จะมีธาตุหนัก คือ ธาตุดินและธาตุน้ำเป็นประธาน ส่วนการเดิน การเหยียด การคู้อันเป็นจิตตชรูป ก็จะมีธาตุเบา คือ ธาตุลมและธาตุไฟเป็นประธาน) อันเป็นปวัตตินัยก็จะปฏิเสธว่า การกำหนดรูปอิริยาบถสี่ในหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐานไม่มี แล้วก็แถไปว่า มีแต่การกำหนดธาตุสี่ ทั้งที่มีทั้งสองบรรพ(ข้อ) ผู้เป็นอาจารย์เช่นนี้ ในคัมภีร์นิสสยะ อักษรธรรมล้านช้างกล่าวติงว่าเป็นเหมือนหมอไม่รอบรู้โรคทุกโรค(=ไม่รู้ทั่วถึงบรรพทั้งหมดในสติปัฏฐาน) ใช่แต่เท่านั้นการไม่รอบรู้สภาพความเป็นกลุ่มก้อนทั้งสี่ ก็ไม่ต่างไปจากหมอที่ไม่รอบรู้คุณสมบัติของยา เช่นว่า

   -​สมูหฆนะ ใช้ขณะกำหนดแยกรูปนาม เพื่อกำจัดอัตตวิปปัลลาส อันเป็นเหตุให้เกิด อัตตานุทิฏฐิ

   -​อารัมมณฆนะ ใช้ขณะแยกนามขันธ์ที่มีอารมณ์เดียวกัน เพื่อจำกัดสุภวิปปัลลาส อันเป็นเหตุให้เกิด อัสมิมานะ

   -​กิจจฆนะ ใช้ขณะแจกรูปอิริยาบถ เพื่อจำกัดสุขวิปปลาส อันเป็นเหตุให้สำคัญว่าอิริยาบถใหม่เป็นสุขอยู่ร่ำไป

   -​สันตติฆนะ ใช้เป็นเหตุให้รู้ว่า สติสัมปชัญญะเจริญงอกงาม รู้เท่าทันความสืบต่อของสภาวธรรม ด้วยการเห็นการเกิดดับฉับพลันทันทีไม่มีระหว่างคั่น ที่เรียกว่าเห็นแบบสันตติขาดนั่นเอง อันจะมีสภาวธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อปปัญจธรรม (ธรรมอันเป็นเหตุ ให้เนิ่นช้าในวัฏฏทุกข์) มี 3 ประการ คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ รองรับให้รอบรู้เห็นประจักษ์ได้ เช่น

   รอบรู้ว่า " โก คจฺฉติ (ใครเดิน) " ก็มีรูปเดินรองรับ ไม่ใช่เราเดิน ทำลายความเห็นผิดว่าเราเดิน

   รอบรู้ว่า " กสฺส คมนํ (การเดินเป็นของใคร) " การเดินเป็นของรูป ก็จะทำลาย มานะ คือ การถือตัวว่า เราเป็นผู้ปฏิบัติกรรมฐาน

   รอบรู้ว่า " กึ การณา คจฺฉติ(เพราะเหตุใรจึงเดิน) เพราะทุกข์บังคับ ก็จะทำลายตัณหาได้แล

   เพื่อประโยชน์แก่การทำวัฏฏทุกข์ให้สิ้นไป ให้สั้นลง ควรหรือไ่ม่หนอ ที่เพื่อนสหธรรมิกพึงศึกษาทั้งปวัตตินัยและทั้งปฏิบัตินัยให้รอบรู้จริงๆครับ (คัมภีร์นิสสยะ อักษรปัลลวะ อักษรสิงหล อักษรธรรมล้านช้าง)

    ประเภทบุคคล ที่เจริญมัคคญาณได้สำเร็จ มี 4 ได้แก่

   1. พระโสดาบันบุคคล คือ ผู้เจริญโสดาปัตติมรรคได้สำเร็จ จึงละการปฏิสนธิในอบายภูมิได้ ด้วยการกำจัดทิฏฐิและวิจิกิจฉาได้เด็ดขาด ส่งผลให้เป็น สัตตักขัตตุปรมบุคคล ที่ถือกำเนิด (ปฏิสนธิ) ในกามสุขคติภูมิเต็มที่ 7 ชาติ ส่วนในรูปภูมิและอรูปภูมิมีได้มากชาติกว่านั้น ในขุ.ขุ. 25/7 กล่าวยืนยันว่า " น เต ภวํ อฏฺฐมมาทิยนฺตํ-ท่านพระโสดาบันเหล่านั้น ย่อมไม่ถือเอาภพที่ 8...ส่วนอาจารย์ทั้งหลาย กล่าวว่า " ย่อมไปสู่สุคติที่เป็นรูปภูมิหรืออรูปภูมิ เกินกว่า 7 ชาติได้(อภิ.ปุ.36.32.122,วิสุทธิมนรค 2.357)

   2. พระสกทาคามีบุคคล คือ ผู้เจริญสกทาคามีมรรคได้สำเร็จ ทำให้มูล คือรากของกิเลส มี ราคะ โทสะ และโมหะเบาบางลงได้เด็ดขาด ส่งผลให้เป็นบุคคลผู้ถือกำเนิดในกามสุคติภูมิอีกหนึ่งชาติ ในนิสสยะอักษรปัลลวะกล่าวว่าคำว่า ราคะ โทสะ โมหะเบาบางลงได้เด็ดขาดนั้น ท่านมุ่งหมายเอาโมหะที่เป็นประธานทอันเกิดอยู่ในจิตตุปปาทเดียวกันกับราคะและโทสะ(อภิ.ปุ.36.35.123,วิสุทธิมรรค.2.358)

   3. พระอนาคามีบุคคล คือผู้เจริญ อนาคามีมรรคได้สำเร็จ ละกามราคะ และพยาบาทได้ ไม่มีเหลือ จึงเป็นผู้ไม่กลับมาเกิดในกามภูมิอีกเลย แม้เป็นพระอนาคามีบุคคลผู้ไม่ได้เจริญฌานเลย ก่อนตายโลภะชวนนิกันติจะน้อมนำให้ท่านอาศัยอารมณ์ที่มาปรากฏทางทวารมีทวารตาเป็นต้นเช่น เห็นลานเนินนวดข้าวก็เจริญเป็นปฐวีกสิณสำเร็จก่อนตายได้โดยง่าย เหตุเพราะท่านละ กามราคะและพยาบาทอันเป็นเสี้ยนหนามของฌานได้ไม่มีเหลือนั้นเอง(อภิ.ปุ.36.43.124,วิสุทธิมรรค.2.359)

   4. พระอรหัตตบุคคล คือ ผู้เจริญอรหัตตมรรคได้สำเร็จ จึงละกิเลสที่เหลือจากมรรคเบื้องต่ำได้ไม่มีเหลือ ส่งผลให้เป็นพระขีณาสพ(บุคคลผู้สิ้นอาสวะ) เป็นอัคคทักขิเณยยบุคคล(บุคคลผู้ยอดเยี่ยมในบรรดาท่านที่ควรแก่ทักขิณาทาน)(คเวสิตพฺพํ)


ประเภทสมาบัติ

     มี 2 ประเภท ดังนี้

   1.ผลสมาบัติทั้งหลายย่อมเป็นของสาธารณะ แม้แก่พระอริยะทุกจำพวก โดยเกี่ยวกับผลของตน ของตน

   2.นิโรธสมาบัติ ย่อมได้แก่ พระอนาคามีและพระอรหันต์เท่านั้น ในการเข้านิโรธสมาบัตินั้น ท่านย่อมเข้ามหัคคตสมาบัติ มีปฐมฌานเป็นต้นไปตามลำดับ ออกแล้วก็เจริญวิปัสสนา พิจารณาเห็นสังขาร ที่เป็นไปในมหัคคตสมาบัตินั้น ในแต่ละสมาบัตินั้นๆนั่นแหละ กระทั้งถึงอากิญจัญญายตนะ ต่อจากนั้นก็ทำบุพกิจ(กิจที่ควรทำก่อนเข้านิโรธ)  มีการอธิฏฐานเป็นต้น แล้วก็เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ต่อจากอัปปนาชวนะ 2 ขณะ แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนนั้น จิตตสันตติก็ขาดสายไป นับแต่นั้น ก็ชื่อว่า เป็นผู้เข้านิโรธ

   ส่วน ในเวลาที่ออก สำหรับท่านที่เป็นพระอนาคามี ก็ย่อมมีอนาคามิผลจิต สำหรับท่านที่เป็นพระอรหันต์ ก็ย่อมมีอรหัตตผลจิต เป็นไปเพียงวาระเดียวเท่านั้น แล้วก็มีการตกภวังค์ไป ถัดจากนั้นไป ปัจจเวกขณะญาณ ย่อมเป็นไป(วิสุทธิ. 2.385,389)


ประเภทแห่งวิสุทธิ

   ในวิปัสสนากรรมฐาน มีการสงเคราะห์วิสุทธิ 7 ประเภท คือ 

   สีลวิสุทธิ 1

   จิตตวิสุทธิ 1 

   ทิฏฐิวิสุทธิ 1 

   กังขาวิตรณวิสุทธิ 1 

   มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ 1 

   ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ 1 

   ญาณทัสสนวิสุทธิ 1

1. สีลวิสุทธิ

   วิสุทธิธรรมทั้งหลาย มีศีลเป็นต้น ชื่อว่า วิสุทธิ เพราะบริสุทธิ์ คือ หมดจดจากธรรมอันเป็นเครื่องมัวหมอง คือ ตัณหาและทิฏฐิ โดยไม่แปลกกัน  คือ ไม่ถือเอาวิสุทธิธรรมโดยการปฏิบัติเพื่อจะเอาบุญ (ตัณหา) เอาภพชาติ(ทิฏฐิ) มี การได้เกิดเป็นเทวดาเพราะเล็งเห็นว่าเที่ยงยั่งยืนเป็นต้น แต่เพื่อการละกิเลสอันเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์(สัมมาทิฏฐิ)

   โดยแปลกกัน

1.จตุปาริสุทธิศีล

    1.1 ปาติโมกขสังวรศีล บริสุทธิ์ด้วยเทศนา (การแสดงอาบัติตามสมควรแก่อาบัติ)

    1.2 อินทรียสังวรศีล  บริสุทธิ์ด้วยความสำรวม อันได้แก่ สติที่ปิดกั้นทวารที่เป็นอินทรีย์ 6

    1.3 อาชีวปาริสุทธิศีล บริสุทธิ์ด้วยการแสวงหาปัจจัย ตามที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ หรือ เป็นอาชีวะที่มิได้สำเร็จด้วยอเนสนา(การแสวงหาที่ไม่สมควร) มีการแสร้งปฏิเสธปัจจัยเป็นต้น รวมทั้งไม่อิงอาศัยกายทุจริต วจีทุจริตแสวงหา

    1.4 ปัจจยสันนิสืตตศีล บริสุทธิ์ด้วยการพิจารณาประโยชน์ของปัจจัย 4 ตามความเป็นจริงก่อนใช้สอย


2. จิตตวิสุทธิ

   สมาธิ ชื่อว่า " จิต " เพราะมีความหมายว่า " คิด " คือ เพ่งอารมณ์ สมาธินี้นั่นแหละ ชื่ิอว่า " วิสุทธิ " เพราะเป็นเครื่องชำระจิตให้หมดจดจากนิวรณ์ เป็นต้น หรือเพราะหมดจดจากตัณหาและทิฏฐิ (โดยไม่แปลกกันกับวิสุทธิธรรมอี่น) เพราะความเป็นไปเพื่อพระนิพพาน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า จิตตวิสุทธิ ท่านฎีกาจารย์ ผู้รจนา อภิธัมมัตถวิภาวินีกล่าวว่า ในอภิธัมมัตถสังคหะระบุว่า " อุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ ชื่อ ว่า จิตตวิสุทธิ " นี้นั้น

      เพราะท่านหมายเอาจิตตวิสุทธิของพระโยคาวจรผู้เป็นสมถยานิก (มีสมถะเป็นยาน) เป็นสำคัญ พึงทราบว่า แม้ขณิกสมาธิของพระโยคาวจรผู้เป็นวิปัสสนายานิก (มีวิปัสสนาเป็นยาน) ก็เป็นจิตตวิสุทธิได้ โดยเกี่ยวกับการใช้เป็นบาทเกิดขึ้นแห่งวิปัสสนาญาณทั้งหลาย แม้ท่านฏีกาจารย์ผู้รจนาปรมัตถมัญชุสา(วิสุทธิมรรคมหาฎีกา)ก็ได้กล่าวไว้แล้วว่า " น หิ ขณิกสมาธึ วินา วิปสฺสนา สมฺภวติ( มหาฎีกา 113)-เป็นความจริงว่า เว้นขณิกสมาธิเสีย วิปัสสนาหาเกิดได้ไม่ "


3. ทิฏฐิวิสุทธิ

   การกำหนดถือเอานามรูปโดยเกี่ยวกับลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานได้ เป็นเหตุให้เห็นตามความเป็นจริงว่ามีแต่นามและรูปเท่านั้น อัตตาหามีไม่ จึงเป็นสัมมาทิฏฐิที่บริสุทธิ์จากอัตตานุทิฏธิ ซึ่งก็คือ นามรูปปริเฉทญาณนั่นเอง


4. กังขาวิตรณวิสุทธิ

   การกำหนดถือเอาปัจจัยแห่งนามและรูปเหล่านั้นนั่นแหละได้ เป็นเหตุให้ข้ามพ้นความสงสัยจากมลทิน คืออเหตุกทิฏฐิ(ความเห็นผิดว่าไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย) และทิฏฐิที่อ้างเหตุไม่เหมาะสมกับผล ซึ่งก็คือปัจจยปริคคหญาณนั่นเอง


5. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ

   การกำหนดได้ซึ่งลักษณะที่เป็นมรรค (เป็นทาง) โดยอาศัยธรรมอันเป็นข้าศึก คือ วิปัสสนูปกิเลส 10 อย่าง มี 

   โอภาส(แสงสว่าง) 1 

   ปีติ(ความอิ่มเอิบใจ) 1 

   ปัสสัทธิ(ความสงบความกระวนกระวายแห่งกายและจิต) 1 

   อธิโมกข์(ความปักใจเชื่อ) 1

   ปัคคหะ(ความเพียร) 1 

   สุข(สุขเวทนาทางใจ) 1 

   ญาณ(วิปัสสนาญาณ) 1

   อุปัฏฐานะ(สติที่เข้าไปตั้งไว้) 1 

   อุเบกขา(ตัตรมัชฌัตตุเบกขาและอาวัชชนุเบกขา) 1 

   นิกันติ(ความใคร่) 1 

โดยหลุดพ้นจากมลทิน คือ วิปัสสนูปกิเลส (ความหม่นหมองของวิปัสสนา) 10 อย่างว่าเป็นทาง ไตรลักษ์เท่านั้นเป็นทาง ความบริสุทธิ์หมดจดเช่นนี้ ก็ คือ อุทยัพพยญาณที่ถึงความแก่กล้านั้นเอง (ญาณที่ 3 กับ ตรุณอุทยัพพยญาณ


6. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ

    ก็คือวิปัสสนาญาณ 9 (ญาณ 4 -​12) ญาณที่หลุดพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึกได้หมดแล้ว มุ่งดำเนินสู่ไตรลักษ์ ตามลำดับญาณ คือ 

      1) อุทยัพพยญาณ ญาณเห็นการเกิดดับของนามรูป 

      2) ภังคญาณ ญาณที่ปล่อยความเกิดเสียตามเพ่งเพียงความดับไป 

      3) ภยญาณ ญาณที่ตามเพ่งแต่อาการที่น่ากลัว ดุจสัตว์ร้าย มี ราชสีห์เป็นต้น ที่ปรากฏด้วยความดับไปแห่งนามรูป

      4) อาทีนวญาณ ญาณที่ตามเพ่งอาการที่เป็นโทษ ดุจเรือนที่ถูกไฟไหม้แห่งนามรูปทั้งหลายตามที่เห็นว่ามีภัยอย่างนั้น 

      5) นิพพิทาญาณ อันเป็นไป โดยเกี่ยวกับความเบื่อหน่ายในนามรูปทั้งหลาย ที่ได้เห็นแล้ว 

      6) มุญจิตุกัมยตาญาณ ที่เป็นไปด้วยอำนาจความต้องการจะพ้นจากสังขารอันมีในภูมิ 3 ที่น่าเบื่อหน่ายเหล่านั้น ดุจสัตว์ทั้งหลาย มีปลาเป็นต้น ที่ต้องการจะพ้นจากแห เป็นต้น 

       7) ปฏิสังขาญาณ ที่เป็นไปด้วยอำนาจการพิจารณา ซ้ำๆซากๆในสังขารทั้งหลายที่ได้เห็นโทษ เบื่อหน่ายแล้ว อันเป็นการทำอุบายเพื่อความหลุดพ้นให้ถึงพร้อม ดุจกาประจำเสากระโดงเรือ ที่คอยบินละเสาเพื่อเสาะหาฝั่งอยู่เรื่อยๆ 

       8) สังขารุเปกขาญาณ ที่เป็นไปโดยอาการวางเฉยในสังขารทั้งหลายที่ได้เห็นโทษแล้วเหล่านั้น ดุจบุรุษผู้เห็นโทษในภรรยา แล้ววางเฉยในภรรยาได้ 

       9) อนุโลมญาณ กล่าวคือสัจจานุโลมิกญาณ(ญาณที่รู้อนุโลมต่อสัจจะ) ที่เป็นไปก่อนหน้าโคตรภู ในมัคควิถีอันอนุโลมต่อวิปัสสนา 8 ญาณ ที่เป็นไปเบื้องต่ำ โดยภาวะที่เป็นไปตามการเห็นแจ้งไตรลักษ์ที่คล้อยตามกัน เพื่ออนุโลมต่อโพธิปักขิยธรรม 37 ประการ ที่พึงบรรลุในเบื้องบน คือในขณะแห่งมรรคญาณนั้นเอง ความบริสุทธิ์หมดจดจากความเยื่อใยนามรูปด้วยอาการของญาณทั้ง 9 ตามที่กล่าวนี้แหละ คือ วิสุทธิในข้อนี้ (ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ)​


7. ญาณทัสสนวิสุทธิ

   ก็เมื่อพระโยคีนั้นปฏิบัติอยู่อย่างนี้ วิปัสสนาจิต 2-3 ขณะ ย่อมปรารภเอาลักษณะมี อนิจจลักษณะ เป็นต้นอย่างใด อย่างใดหนึ่งเป็นไป โดยชื่อว่า ปริกรรม อุปจาระ และ อนุโลม ในลำดับแห่งมโนทวาราวัชชนะที่อาศัยความสุกงอมแห่งวิปัสสนาเกิดขึ้น ตัดภวังค์ที่พึงกล่าวได้ว่า " อัปปนาจักเกิดขึ้นในบัดนี้ละ " คือเป็นวิปัสสนาที่ถึงยอดอันท่านเรียกว่า "สานุโลมาสังขารุเบกขา" หมายถึงเป็นวุฏฐานคามินี เพราะสิ้นความเยื่อใยในสังขารธรรมได้หมด สังขารุเปกขาญาณนี้ จึงดำเนินสู่มัคควิถีได้ ต่อจากนั้นไปโคตรภูจิตย่อมหน่วงเหนี่ยวเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นไปครอบงำโคตรปุถุชน และทำโคตรอริยะให้เกิดขึ้น ในลำดับแห่งโคตรภูนั่นเอง มรรคย่อมหยั่งลงสู่อัปปนาวิถี โดยเกี่ยวกับเป็นการเจริญมรรคสัจจะ กำหนดรู้อยู่ซึ่งทุกขสัจจะ ละอยู่ซึ่งสมุทัยสัจจะ กระทำให้แจ้งอยู่ซึ่งนิโรธสัจจะ 

กิจของอริยสัจจะทั้ง 4 เสร็จสมบูรณ์พร้อมกันได้ในมรรคญาณเพราะบริสุทธิ์หมดจดจากความเยื่อใยในสังขารธรรมนี่เอง ท่านเรียกว่า "ญาณทัสสนวิสุทธิ " ต่อจากนั่นไป ผลจิต 2-3 ย่อมเป็นไปแล้วก็ดับไป

    ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็คือ การสงเคราะห์วิสุทธิ 7 เข้ากับญาณ16 ทั้งสิ้นนั่นแล

(วิสุุทธิมรรค, มหาฎีกา, อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา,นิสสยะอักษรปัลลวะ,อักษรสิงหล)

หมายเหตุ​: วิปัสสนา​ญาณ​เริ่มตั้งแต่​ ญาณ ​4-12 เรียกว่า "วิปัสสนาญาณ 9" ที่เรียกว่า วิปัสสนา​ญาณ เพราะยังมีรูปนามอันเป็นไตรลักษณ์​เป็นอารมณ์


[full-post]

นาม,รูป,ไตรลักษณ์,วิสุทธิ,ญาณ,วิโมกข์,วิโมกขมุข

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.