สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


เป็นพระอรหันต์ ยังต้องเจริญวิปัสสนาหรือไม่

   ถาม เป็นพระอรหันต์แล้วยังต้องเจริญวิปัสสนาหรือไม่ ขอเหตุผลและหลักฐานด้วย

   ตอบ เรื่องนี้มีแสดงไว้ใน สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ศีลสูตรที่ ๑๐ ข้อ ๓๑๐ ว่าสมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะอยู่ ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน กรุงพาราณสี ท่านพระมหาโกฏฐิตะออกจากที่พักในเวลาเย็นแล้ว เข้าไปหาท่านพระ สารีบุตรถึงที่อยู่ ได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุผู้มีศีลควรกระทำธรรมเหล่าไหนไว้ในใจโดยแยบคาย ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ท่านโกฏฐิตะ ภิกษุผู้มีศีล ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความคับแค้น เป็นอาพาธ เป็นอื่น เป็นของ ทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นอนัตตา ก็อุปาทานขันธ์ ๕ คืออะไร อุปาทานขันธ์ ๕ คือ อุปาทานขันธ์ คือรูป ๑ อุปาทานขันธ์ คือเวทนา ๑ อุปาทานขันธ์ คือสัญญา ๑ อุปาทาน ขันธ์ คือสังขาร ๑ อุปาทานขันธ์ คือวิญญาณ ๑ ท่านโกฏฐิตะ ภิกษุผู้มีศีลควรกระทำ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความคับแค้น เป็นอาพาธ เป็นอื่น เป็นความทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นอนัตตา ท่านโกฏฐิตะ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือภิกษุ ผู้มีศีล ครั้นกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคายอย่างนี้แล้ว จึงทำให้แจ้ง โสดาปัตติผล

   ครั้นแล้ว ท่านพระโกฏฐิตะก็ถามท่านพระสารีบุตรต่อไปอีกว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นโสดาบัน พึงกระทำธรรมเหล่าไหนไว้ในใจโดยแยบคาย ซึ่งท่านพระสารีบุตร ก็ตอบว่า แม้ภิกษุผู้เป็นโสดาบันก็พึงกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไวในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นต้น จนถึงโดยความเป็นอนัตตา โดยทำนองเดียวกับภิกษุผู้มีศีลเหมือนกัน

   ภิกษุผู้เป็นโสดาบัน ครั้นกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ ไว้ในใจ โดยอุบายอันแยบคายอย่างนี้แล้ว พึงทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เมื่อท่านพระสารีบุตรตอบอย่างนี้ ท่านพระ มหาโกฏฐิตะก็ถามต่อไปว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุผู้เป็นสกทาคามีพึงกระทำธรรมเหล่าไหน ไว้ในใจโดยแยบคาย ซึ่งท่านพระสารีบุตรก็ตอบว่า แม้ภิกษุผู้เป็นสกทาคามีก็พึงกระทำ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยนัยเดียวกับที่กล่าวแล้ว มีกระทำไว้ ในใจโดยแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นต้น จนถึงโดยความเป็นอนัตตาเป็นที่สุด เหมือนกับภิกษุผู้มีศีลเหมือนกัน ก็เมื่อภิกษุผู้เป็นสกทาคามีกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ ไว้ในใจโดยแยบคายอย่างนี้แล้ว พึงทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ท่านพระมหาโกฏฐิตะก็ถาม ท่านพระสารีบุตรต่อไปว่า ท่านสารีบุตรก็ภิกษุผู้เป็นอนาคามีพึงกระทำธรรมเหล่าไหนไว้ ในใจโดยแยบคาย ท่านพระสารีบุตรก็ตอบว่า ภิกษุผู้เป็นอนาคามีพึงกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ ไว้ในใจโดยแยบคาย โดยทำนองเดียวกับที่กล่าวแล้ว ครั้นกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ ไว้ในใจโดยแยบคายอย่างนี้แล้ว จึงทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล

   ความจริงการถามตอบก็น่าจะจบลงเพียงนี้ ในเมื่อท่านได้กระทำอรหัตผล อันเป็นผลสูงสุดให้แจ้งแล้ว หมดกิจในการที่จะกระทำให้แจ้ง ซึ่งมรรคพรหมจรรย์แล้ว แต่ถึงกระนั้นท่านพระมหาโกฏฐิตะก็ยังคงถามท่านพระสารีบุตรต่อไปอีกว่า ท่านสารีบุตร ก็ภิกษุผู้เป็นอรหันต์พึงกระทำธรรมเหล่าไหนไว้ในใจโดยแยบคาย ท่านพระสารีบุตรก็ตอบว่า ท่านโกฏฐิตะ ภิกษุผู้เป็นอรหันต์ก็ควรกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้แหละไว้ในใจโดย แยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความคับแค้น เป็นอาพาธ เป็นอื่น เป็นความทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นอนัตตา ท่าน โกฏฐิตะ กิจที่จะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปหรือการสั่งสมกิจที่กระทําแล้วย่อมไม่มีแก่พระอรหันต์ แม้ธรรมเหล่านี้ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ก็เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ก็เป็นไปเพื่อความสุขในปัจจุบัน และเพื่อสติสัมปชัญญะ

   นี่คือใจความในพระสูตรนี้ ซึ่งจะเห็นว่าการกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ ไว้ในใจ โดยแยบคายนั้น คือการรู้นามและรูปที่เป็นโลกียธรรม อันเป็นทุกขสัจนั่นเอง ซึ่งภิกษุที่ยังเป็นปุถุชน ตลอดจนภิกษุที่เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ท่านก็กระทำนามรูปอันเป็นอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้แหละไว้ในใจโดยแยบคายเหมือนกันหมด ซึ่งก็ไม่น่าแปลกอันใด แต่เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านก็ยังทำเช่นนั้นอยู่นี่สิน่าแปลก

   ในเรื่องนี้ท่านพระสารีบุตรก็ได้กล่าวแล้วว่า ที่พระอรหันต์ท่านกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ คือนามรูปเหล่านี้ไว้ในใจโดยแยบคาย ก็เพื่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบันและ เพื่อสติสัมปชัญญะ ซึ่งแตกต่างกับภิกษุผู้เป็นปุถุชนผู้มีศีล และพระอริยบุคคลที่ท่าน ยังมิได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะภิกษุที่ยังเป็นปุถุชนและพระอริยบุคคลเบื้องต่ำ ที่ยังมิได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์นั้น ท่านกำหนดรู้อุปาทานขันธ์ ๕ เพื่อบรรลุมรรคผล ที่ท่านยังมิได้บรรลุ ส่วนพระอรหันต์ท่านมิต้องกำหนดนามรูป เพื่อการบรรลุมรรคผลใดๆอีกแล้ว ถึงอย่างนั้นท่านก็มิได้ละเลยการที่จะกำหนดอุปาทานขันธ์ ๕ เพื่อความเป็นสุขในปัจจุบันและเพื่อสติสัมปชัญญะ เพราะฉะนั้นที่ถามว่าพระอรหันต์ยังต้องเจริญวิปัสสนาอีกไหมนั้น คำตอบก็คือพระอรหันต์ท่านก็ยังคงเจริญวิปัสสนาอยู่เป็นปกติ เหมือน ในเวลาที่ท่านยังมิได้เป็นพระอรหันต์เหมือนกัน ก็การเจริญวิปัสสนากับการกระทำอุปาทานขันธ์ ๕ ไว้ในใจโดยอุบายแยบคายเป็นอย่างเดียวกัน คือเป็นการกําหนดนามรูปตามความเป็นจริง โดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนกัน



 

[full-post]

ปกิณกธรรม,พระอรหันต์,วิปัสสนากรรมฐาน,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.