สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ทำบาปแล้วล้างบาปได้หรือไม่
ถาม บางศาสนามีการล้างบาป เขาก็จะหายบาป แต่พุทธศาสนาถือว่าทำชั่วก็ต้องได้รับผลชั่ว แต่ถ้าคนที่นับถือศาสนาที่ล้างบาปได้ ตายลงโดยทำบาปไว้ แต่
ก่อนตายได้ไถ่บาปให้พระเจ้าของเขาหมดแล้ว เขาจะต้องตกนรกหรือได้รับผลของบาป ตามคำสอนของศาสนาพุทธหรือไม่ เพราะเหตุใด อีกประการหนึ่ง คนที่นับถือศาสนาพุทธ ทําบาปแล้วเกิดกลัวบาป จึงหันไปนับถือศาสนาที่ล้างบาปได้ แล้วได้ไถ่บาปก่อนตาย เขาจะพ้นจากบาปได้หรือไม่
ตอบ ในเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงศาสนาใด กล่าวกันแต่ความจริงดีกว่าว่า บาปบุญคืออะไร บาปนั่นคือการกระทำชั่ว บุญนั้นคือการกระทำดี ก็การกระทำนั้นเมื่อ ทำลงไปแล้ว เราไม่อาจเรียกร้องให้กลับคืนมาได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเป็นบุญหรือบาป สมมติว่าเราตีเด็ก เด็กเจ็บ แล้วเราขอโทษเด็ก ถึงเด็กจะไม่ถือโทษคือยกโทษให้ แต่เด็กก็ถูกตีเจ็บไปแล้ว เราเรียกเอาอาการตีและอาการเจ็บอันเกิดจากการตีกลับมาไม่ได้ฉันใด ก็ถูกตีเจ็บไปแล้ว การกระทำดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เมื่อทำลงไปแล้ว เราก็ไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้ฉันนั้น ในที่นี้จะพูดเฉพาะการทำชั่วคือบาป เมื่อทำลงไปแล้วผลของการทำชั่วก็ย่อมมี ลบล้างไม่ได้ ความดี ความชั่ว นั้นไม่ใช่สิ่งของที่เราสามารถจะหยิบยื่นให้ใครๆ ก็ได้เมื่อต้องการ หรือไม่ใช่สิ่งของที่เราจะหยิบทิ้งไปได้เมื่อไม่ต้องการ ทั้งนี้เพราะความดี ความชั่ว เป็นนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรม ไม่มีรูปร่าง แต่อยู่ติดกับใจเรา เพราะฉะนั้น เมื่อทำไปแล้วย่อมไม่หนีหายไปไหน จะหยิบยื่นให้ใครหรือโยนทิ้งก็ไม่ได้ ก็เพราะเหตุ ที่บุญ บาป ความดี ความชั่ว ไม่หนีหายไปไหนนี่แหละ ผู้ทำจึงต้องได้รับความสุขบ้าง ความทุกข์บ้าง คละกันไปในชีวิตนี้ ยังไม่เคยพบคนที่มีแต่ความสุขอย่างเดียว หรือความ ทุกข์อย่างเดียว หากว่าเราสามารถไถ่บาปได้ หยิบยื่นบาปให้ใครๆ ได้เมื่อตอนจะตาย ตายแล้วเกิดมาใหม่ เราก็คงไม่ต้องได้รับความทุกข์เลย จะได้รับแต่ความสุขเท่านั้น เพราะเมื่อเราเอาบาปให้ใครไปหมดแล้ว ผลของบาปก็ไม่มี แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ทุกคนไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไร ก็ยังได้รับผลของบาป คือความทุกข์กันอยู่ทั้งนั้น มาก น้อยตามแต่การกระทำบาปของผู้นั้น ดังที่เราเห็นๆ กันอยู่ ทั้งปฏิเสธไม่ได้ด้วย คนที่นับถือศาสนาที่ล้างบาปได้ ก็ยังได้รับความทุกข์เหมือนคนในศาสนาอื่นเช่นเดียวกัน
สำหรับเรื่องของการตกนรกหรือไม่ตกนรกนั้น ขึ้นอยู่กับว่า บาปที่ทำแล้วให้ผลในชาติหน้าหรือไม่ ถ้าให้ผลก็ตกนรกได้ แต่ถ้ายังไม่ให้ผลก็ยังไม่ตกนรกในชาติหน้า แต่อาจจะไปตกนรกในชาติต่อๆ จากชาติหน้าไปก็ได้ เมื่อบาปนั้นให้ผลนำเกิด ด้วยเหตุนี้ การกระทำต่างๆ ที่เราทำไปแล้ว เราไม่สามารถเรียกคืนมาได้ ผลของการกระทำนั้น จึงเกิดแก่ผู้ทำกรรมนั้น ไม่ว่าเขาจะนับถือศาสนาอะไร หรือไม่นับถือศาสนาใดๆ เลยก็ตาม
พระพุทธศาสนานั้นสอนแต่ความจริง ซึ่งเป็นกฎธรรมดาของโลก เป็นสัจจะทุกกาลเวลา ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาหรืออำนาจของใคร ไม่มีใครฝืนกฎธรรมดาของ โลกที่เป็นสัจจะไปได้เลย ไม่ว่าผู้นั้นจะนับถือศาสนาหรือไม่นับถือ และไม่ว่าผู้นั้นจะมีอำนาจวาสนาเพียงใด ทุกคนล้วนมีชีวิตเป็นไปตามกรรม คือการกระทำของตนที่ตนได้ทำไว้ทั้งสิ้น และจะเป็นอะไรต่อไปอีก ก็เพราะการกระทำของตน ด้วยเหตุนี้เราจึงเป็น ทายาท คือผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นผู้นำเกิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เราทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่ว เรานั่นแหละจะเป็นผู้รับผลของกรรมดีและกรรมชั่วนั้น
ด้วยเหตุนี้ คนที่นับถือศาสนาพุทธแล้วเกิดกลัวบาป หันไปนับถือศาสนาที่ล้างบาปได้ แล้วไถ่บาปเพราะกลัวผลของบาป จึงไม่พ้นจากบาปไปได้ เพราะบุญและบาปเป็นสัจธรรมดังกล่าวแล้ว ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ใครทำบุญคือความดีก็ได้ดีมีสุข ไปเกิดในที่ดี ใครทำบาปคือ ความชั่ว ก็ได้รับความทุกข์เดือดร้อน ไปเกิดในที่ชั่ว ทั้งหมดนี้คือความจริงที่ไม่มีใครลบล้างและหลีกเลี่ยงได้
บุญและบาปจึงไม่ขึ้นกับศาสนาใดๆ ผู้นับถือศาสนาใดๆ ก็ไม่อาจลบล้างความ จริงนี้ได้ แม้ศาสดาผู้สอนศาสนาเองก็ไม่อาจลบล้างความจริงได้เช่นกัน ศาสดาใดเข้าถึงความจริง ศาสดานั้นก็สอนความจริงแก่สาวกของตน ศาสดาใดเข้าไม่ถึงความจริง ศาสดา นั้นก็ไม่อาจสอนความจริงแก่สาวกของตนได้
จริงอยู่ ศาสนาทุกศาสนาต้องการจะสอนให้ทุกคนทำความดีทั้งสิ้น แต่จะดีแค่ไหน ดีอย่างไร ที่ได้ถึงที่สุดหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง พึงพิจารณาด้วยปัญญาเถิด
สรุปว่า ใครจะนับถือศาสนาใดก็ตาม จะล้างบาป ไถ่บาปได้หรือไม่ก็ตาม บาป นั้นก็มิได้หมดไป ยังคงอยู่และพร้อมที่จะให้ผลแก่ผู้ทำเสมอ หากว่าเขายังเวียนตายเวียนเกิดอยู่ในสังสารวัฏนี้
ความจริง พระพุทธศาสนามิได้สอนเพียงไม่ให้ทำบาปเท่านั้น แต่สอนวิธีละบาปให้หมดไปด้วย หากมิใช่ด้วยการล้างบาปหรือไถ่บาป และมิใช่ด้วยการละบาปที่ทำไปแล้ว
เพราะไม่อาจทำได้ แต่พุทธศาสนาสอนวิธีจำกัดบาปที่จะเกิดต่อไปให้หยุดเกิด คือไม่ให้มีโอกาสเกิดได้อีก ด้วยปัญญาในวิปัสสนาที่ถึงความแก่กล้าสมบูรณ์พร้อมจนจิตหมดจดปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง เราเรียกท่านผู้มีจิตบริสุทธิ์หมดจดปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิงนั้นว่า พระอรหันตขีณาสพ
นี่คือวิธีละบาปในพุทธศาสนา จัดเป็นที่สุดแห่งความดี
---------------------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ