บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๑๑)
------------------------------
พาหุง ใส่บาตร (๒)
------------------------------
(เป็นคำตอบความคิดเห็นที่เคยโพสต์ ต่อจากตอนที่แล้ว)
..................
ตามความเห็นที่ยกมาแสดงนี้ มีประเด็นสำคัญ คือ
๑ ลุกไปใส่บาตรตอนพระสวดบทพาหุงเป็นการขาดความเคารพพระธรรม
๒ คนก็เลยรู้จักอย่างเดียวว่า พาหุง หมายถึง รีบใส่บาตร ส่วนอีก ๗ คำ คือ มาราติเรก ... ทุคคาหะ นั่นไม่รู้จัก
................
ผมขออนุญาตแสดงความเห็นรวมๆ กันไปนะครับ
ผมนึกถึงปัญหาที่มีท่วงทีคล้ายๆ กับปัญหาข้างต้น นั่นก็คือ เสียงบ่นของคนทั้งหลายว่า ไปฟังสวด (หมายถึงสวดพระอภิธรรมงานศพ) แล้วฟังไม่รู้เรื่องว่าพระท่านสวดอะไร รู้แต่ว่าเป็นภาษาบาลี แต่ไม่รู้เรื่อง ทำไมพระจึงไม่สวดให้ฟังรู้เรื่อง
ผมเข้าใจว่าเสียงบ่นนี้คงจะโดนใจคนทั่วไป เพราะเป็นเรื่องจริงที่เจอกันมาด้วยตัวเองทั้งนั้น
แต่เรื่องจริงอีกเรื่องหนึ่งซึ่งท่านที่บ่นดังว่านั้นก็ไม่รู้เรื่องด้วย ทั้งอาจไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าตนไม่รู้เรื่อง ก็คือเรื่องจริงที่ว่า-เขาสวดพระอภิธรรมในงานศพกันทำไม
ถ้าศึกษาให้รู้เรื่องว่าสังคมไทยเราทำไมต้องสวดพระอภิธรรมในงานศพ ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าบรรดาท่านทั้งหลายที่บ่นว่าฟังพระสวดแล้วไม่รู้เรื่องนั้นจะต้องเข้าใจได้ดีว่าควรจะเลิกบ่น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือควรจะปรับกระบวนคิดกันใหม่
................
การที่พระสวดเป็นภาษาบาลีนั้น ถ้าถอยไปให้ถึงใกล้ๆ พุทธกาล หมายถึงถ้าพระสวดให้คนอินเดียสมัยโน้นฟัง ปัญหาฟังไม่รู้เรื่องจะไม่เกิดเลย เพราะทั้งผู้สวดทั้งผู้ฟังใช้ภาษาเดียวกัน จะมีผลเท่ากับคนไทยใช้ภาษาไทยนั่งคุยกันในทุกวันนี้นั่นเอง
เมื่อพระพุทธศาสนามาถึงเมืองไทยนั้น ภาษาบาลีอันเป็นภาษาต้นฉบับคำสอนก็ได้เข้ามาด้วย แล้วก็เข้าไปปรากฏตัวอยู่ในพิธีการต่างๆ ทั่วไป
ลองนึกถึงพิธีอุปสมบทก็จะเข้าใจได้ทันที แม้ทุกวันนี้ก็ยังต้องสวด-ซึ่งอันที่จริงก็คือการพูดการบอกกล่าวธรรมดานี่เอง-แต่เป็นภาษาบาลี
เพียงแต่ในพิธีอุปสมบทนั้นไม่ยักมีใครบ่นว่าฟังไม่รู้เรื่อง ทั้งนี้เพราะพากันเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเรื่องของพระท่าน
เพราะฉะนั้น พิธีการหลายๆ อย่างที่มีการสวดเข้าไปเกี่ยวข้อง เราจึงต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่ามันมีเงื่อนแง่ซับซ้อนกันอยู่ นั่นก็คือ -
เป็นการพูดการกล่าวการบอกเล่าเป็นแบบแผนหรือเป็นทางการโดยใช้ภาษาบาลีติดมาตั้งแต่ดั้งเดิม นี่ชั้นหนึ่ง
แล้วยังมีความต้องการจะ “รู้เรื่อง” ของคนชั้นหลังที่ไม่รู้ภาษาบาลีซ้อนเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง
ตรงนี้แหละที่เป็นปัญหา เพราะคนชั้นหลังเขาไม่สนใจจะรู้ภาษาบาลี เขาสนใจแต่จะรู้เรื่องเท่านั้น ถ้าสมมุติว่าเขารู้ภาษาบาลี หรือรู้เข้าใจว่าพระท่านสวดอะไร เหมือนคนในอินเดียเมื่อครั้งพุทธกาลรู้ หรือเหมือนคนไทยใช้ภาษาไทยนั่งคุยกัน ก็จะไม่เกิดปัญหาอะไรเลย
เมื่อสนใจแต่จะรู้เรื่องท่าเดียว ก็ทำให้ละเลยรูปแบบพิธีการซึ่งซ้อนหรือซ่อนอยู่ในความไม่รู้เรื่องนั้น นอกเสียจากรูปแบบบางอย่างที่ทำกันจนฝังรากลึก เช่นเวลาพระอนุโมทนา ยะถา-สัพพี
อนุโมทนา ยะถา-สัพพี ก็คือการที่พระบอกข้อความอย่างหนึ่งแก่ญาติโยม ซึ่งชั้นเดิมแท้นั้นทั้งพระทั้งโยมต่างก็รู้เรื่อง แต่พอการบอกกล่าวเช่นนั้นมาถึงบ้านเราและทำกันจนเป็นพิธีการ คราวนี้จะรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องก็ไม่ติดใจแล้ว เพราะใจยอมรับไปแล้วว่านั่นเป็นพิธีการ ไม่มีใครบ่นหรือเรียกร้องให้พระอนุโมทนายะถา-สัพพีเป็นภาษาที่ฟังรู้เรื่อง
ขยายวงไปที่การสวดมนต์ในพิธีการต่างๆ แล้วเอาหลักนี้เข้าไปจับ ก็จะเริ่มเข้าใจขึ้นว่า เออ จริงสิ พระสวดมนต์ในพิธีทำบุญนั่นนี่โน่นไม่เห็นมีใครบ่นทั้งๆ ที่ก็ฟังไม่รู้เรื่องแบบเดียวกับสวดศพนั่นเอง
................
มีแนวคิดที่น่าสนใจจากพระเถระรูปหนึ่ง คือพระธรรมปัญญาภรณ์ (ไพบูลย์ ชินวํโส ป.ธ.๗) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ราชบุรี และเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี* (หมายเหตุ: ปัจจุบัน-พ.ศ.๒๕๖๕-ท่านเกษียณอายุจากตำแหน่งแล้วเนื่องจากอายุ ๘๐ ตามกฎของคณะสงฆ์ และได้รับแต่งตั้งในตำแหน่ง “ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๕”) ท่านบอกว่า -
“ฟังสวดเอาสมาธิ
ฟังเทศน์เอาปัญญา”
อธิบายว่า เมื่อใดพิธีการใดก็ตามที่มีการสวดมนต์ ผู้ฟังพึงตั้งหลักว่าเราจะฟังเพื่อให้จิตเป็นสมาธิ โดยการเอาสติกำหนดตามเสียงที่พระสวดให้ทันทุกพยางค์ทุกคำ ไม่ต้องตั้งเจตนาที่จะรู้เรื่องใดๆ
พระท่านสวดคำว่า “นะ” เราก็กำหนดรู้ว่ากำลังได้ยินเสียง “นะ”
พระท่านสวดคำว่า “โม” เราก็กำหนดรู้ว่ากำลังได้ยินเสียง “โม”
ไม่ว่าพระท่านจะสวดคำว่าอะไร ได้ยินชัดหรือไม่ชัด รู้หรือไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร ไม่ต้องสนใจ ให้สนใจแต่เพียงว่า-กำหนดรู้ว่ากำลังได้ยินคำนั้น แล้วก็คำนั้น แล้วก็คำนั้น ตามไปเรื่อยๆ ให้ทันทุกคำไป
บทหนึ่งที่ผมใช้เป็นบทฝึกเสมอ และดีมากๆ ก็คือ บท “เหตุปัจจะโย” ในพิธีสวดพระอภิธรรม
วิธีฝึกก็คือ เมื่อพระสวดคำว่า “--ปัจจะโย” ทีหนึ่ง ก็นับหนึ่ง แล้วก็นับสอง นับสาม ตั้งสตินับตามไปเรื่อยๆ จนจบ แล้วสรุปว่านับได้กี่โย
คำตอบคือมี ๒๔ ปัจจะโย ถ้าตั้งสติกำหนดนับตามได้ครบ ก็จะได้ ๒๔ ปัจจะโยครบถ้วน
ต่อไป เมื่อรู้คำตอบล่วงหน้าแล้วเช่นนี้ก็ไม่มีปัญหาว่ามีกี่โย แต่ให้กำหนดให้ละเอียดขึ้นไปอีกว่า โยที่เท่าไรเป็นอะไรโย พระสวดจบที่หนึ่ง โยนั้นเป็นโยที่เท่านั้น พอพระขึ้นจบที่สองก็กำหนดตามไปว่า โยนั้นคงเป็นโยที่เท่านั้นตรงกับในจบแรกหรือเปล่า หรือว่าเพี้ยนไป-อย่างนี้เป็นต้น
บทอื่นในงานอื่นก็ใช้หลักการเดียวกันนี้
นี่คือเทคนิคในการฟังสวดเอาสมาธิ
ผลก็คือจิตจะดิ่งนิ่งไปกับบทที่สวด ไม่ฟุ้งซ่านส่งไปอื่น (เช่นคุยกัน หรือนั่งดูนั่นโน่นนี่เรื่อยเปื่อย)
บุญเกิดขึ้นที่ตรงนี้
คราวนี้ ถ้าใครอยากรู้เรื่องก็หาโอกาสไปฟังเทศน์สิ เพราะฟังเทศน์ฟังเอาปัญญา
คำว่า “ฟังเทศน์” เป็นเพียงภาษาชนิดหนึ่งในยุคสมัยหนึ่ง ถ้าถอดความออกมาเป็นภาษาในยุคนี้ ฟังเทศน์ไม่ได้จำกัดเฉพาะฟังพระนั่งเทศน์บนธรรมาสน์ นั่นเป็นเพียงรูปแบบชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่โดยเนื้อหาสาระแล้ว การอ่านหนังสือ การสนทนาธรรม ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ฯลฯ มีสาระเท่ากับ “ฟังเทศน์” ทั้งสิ้น
มีเวลา-หรือไม่ก็พยายามหาโอกาสหาเวลา-อ่านเข้าไปสิ ฟังเข้าไปสิ ก็อยากรู้เรื่องไม่ใช่รึ
ถ้าจับหลักได้อย่างนี้ก็ไม่จำเป็นเลยที่จะไปเอาเป็นเอาตายกันตรงที่พระสวดพระอภิธรรม ฉันจะต้องฟังรู้เรื่องเฉพาะในเวลานั้นเท่านั้น ฉันจะไม่ไปรู้เรื่องเอาในเวลาอื่น เพราะฉะนั้น ณ วินาทีนั้นพระจะต้องสวดให้ฉันฟังรู้เรื่อง ฯลฯ
................
คราวนี้ลองเอาหลักนี้มาจับกับการสวดถวายพรพระดูเถิด หลักการเดียวกัน ตั้งแต่พระขึ้นนะโม อิติปิโส พาหุง มหากาฯ ภะวะตุ สัพฯ ถ้าถอยไปครั้งพุทธกาลก็มีค่าเท่ากับคนไทยคุยกันเป็นภาษาไทย แต่เมื่อตกมาถึงวันนี้กลายเป็นพิธีการชนิดหนึ่ง
ใช้หลักการที่พระท่านว่า-เราก็ฟังเอาสมาธิไปสิ
ถ้าอยากรู้เรื่อง ก็ไปหาบทถวายพรพระที่มีผู้แปลไว้แล้วมาอ่าน หาคำอธิบายขยายความที่มีผู้อธิบายไว้แล้วมาศึกษา เราก็จะรู้เรื่อง และมีความรู้ครบถ้วนทุกบท ไม่ใช่รู้เรื่องเฉพาะบทพาหุง อีก ๗ บท คือ มาราติเรก ... ทุคคาหะ ก็รู้ครบทั้งหมด
พระท่านสวดประมาณครึ่งชั่วโมง แต่เวลาอีก ๒๓ ชั่วโมงครึ่ง เราหาช่วงว่างไม่ได้เลยเชียวหรือ-สำหรับที่จะศึกษาเรียนรู้เรื่องที่เรายังไม่รู้และโหยหาว่าทำไมพระไม่สวดให้รู้เรื่อง
ไม่จำเป็นจะต้องมาเอาเป็นเอาตายจะรู้เรื่องให้ได้เอาตอนที่เป็นพิธีการนี้ก็ได้ไม่ใช่หรือ
................
ทีนี้ ประเด็นที่ว่าไม่เคารพพระธรรม-กรณีพระกำลังสวด แล้วเราลุกขึ้นไปใส่บาตร ประเด็นนี้ต้องพิจารณาด้วยใจเป็นธรรมว่า ความเคารพแสดงออกได้ ๓ ทวาร คือทางกาย ทางวาจา ทางใจ
แสดงความเคารพได้พร้อมกันทั้ง ๓ ทวาร นับว่าเป็นเลิศ แต่เมื่อมีเหตุผลเป็นอย่างอื่นที่ควรจะรับฟังได้ เคารพโดยทวารใดทวารหนึ่งก็ยังได้ชื่อว่าแสดงความเคารพอยู่นั่นเอง หาได้ขาดความเคารพไม่
ลุกขึ้นไปใส่บาตรด้วย แสดงความเคารพไปด้วย ได้หรือไม่?
ตอบว่าได้อย่างยิ่ง เริ่มตั้งแต่กำหนดจิตว่าจะลุกขึ้น ทำความรู้สึกตัวว่ากำลังลุกขึ้น มือกำลังหยิบขันข้าว เท้ากำลังก้าวเดิน หูได้ยินเสียงพระสวดพาหุงถึงบทนั้น แล้วก็ต่อไปบทนั้น กำหนดตามเสียงไปด้วย มือจับทัพพีตักข้าวใส่บาตร จากบาตรหนึ่งต่อไปอีกบาตรหนึ่ง แม้ขณะนั้นจะเบียดกับคนนั้น ดันกับคนนี้ แต่ก็กำหนดจิตว่าเรากำลังบำเพ็ญทานมัยบุญกิริยา ... กำหนดจิตอย่างนี้ตลอดตั้งแต่ลุกขึ้นจนกระทั่งกลับมานั่งที่เดิม
คติเดิม (ลุกขึ้นไปใส่บาตรตอนพระขึ้นพาหุง) ก็ยังรักษาไว้ได้
สาระทางจิตใจก็ทำได้ครบ
นี่คือการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติบูชา เป็นการแสดงความเคารพอย่างยิ่ง
กรุณาอย่าเอากิริยาอาการเอะอะวุ่นวายชุลมุนชุลเกเข้ามาเป็นตัวตัดสิน เพราะนั่นเป็นความบกพร่องของตัวบุคคล แต่หลักการหาได้บกพร่องไม่ เป็นเรื่องที่ควรจะช่วยกันพัฒนาการกระทำของคนให้ประณีตขึ้นไปหาหลักการ นั่นคือช่วยกันแนะนำกันและกันว่า ตอนพระขึ้นพาหุง ลุกขึ้นไปใส่บาตร ให้สำรวมกิริยาวาจา อย่าส่งเสียงเอะอะ ... ช่วยกันย้ำเตือนกันอย่างนี้สิ
ไม่ใช่ล้มหลักการ หรือดึงหลักการลงมาหาความหยาบกระด้างตามอัธยาศัยของคน
................
ความคิดอีกอย่างหนึ่งของคนเก่าที่บอกกันต่อมาก็คือ อะไรที่ทำกันมาและยังทำกันอยู่ ถ้าเรายังไม่เข้าใจเหตุผลที่ถูกต้องถ่องแท้ ก็อย่าเพิ่งไปล้มเลิกหรือเปลี่ยนแปลงตามใจชอบ แต่ควรรักษาไว้และส่งมอบกันต่อไป คนรุ่นต่อไปเขาจะได้มีโอกาสได้รู้ได้เห็นอย่างที่เราได้รู้เห็น อาจมีคนที่เขาฉลาดกว่ารุ่นเราพบคำตอบที่เป็นเหตุเป็นผล แล้วชักชวนกันทำตามด้วยเหตุผลที่ถูกต้องต่อไป
โปรดค่อยๆ พิจารณา ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับความเห็นหรือเหตุผลที่ผมนำมาแสดง
แต่ผมเชื่อว่าวิธีแบบนี้เป็นวิธีหยิบฉวยเอาประโยชน์จากสิ่งที่เราจำเป็นต้องมีหรือต้องอยู่กับมัน โดยไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนแปลงหรือทำลายมัน ตราบเท่าที่สิ่งนั้นยังไม่ได้ทำลายเราหรือทำลายใคร
(จบข้อความจากเรื่องที่เคยโพสต์)
................
ใส่บาตรเสร็จแล้ว ทำอะไรต่อไป ว่ากันตอนหน้าครับ
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๕
๑๐:๔๘
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ