บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๑๔)
------------------------------
บูชาข้าวพระ (๓)
------------------------------
คำบูชาข้าวพระที่เป็นมาตรฐานกลาง ว่าดังนี้
.........................................................
อิมัง สูปะพ๎ยัญชะนะสัมปันนัง สาลีนัง โอทะนัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิ.
ข้าพเจ้าขอบูชาข้าวสุกแห่งข้าวสาลี พร้อมทั้งแกงและกับ และน้ำอันประเสริฐนี้ แด่พระพุทธเจ้า
.........................................................
ข้าวสาลี กับ wheat มีเรื่องที่ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้อง
เริ่มจากความเข้าใจผิดที่เป็นปฐมเหตุ นั่นคือเข้าใจไปว่า wheat คือข้าวสาลี ข้าวสาลีคือ wheat ต้องตัดความเข้าใจผิดตรงนี้ออกเป็นอันดับแรกเลยทีเดียว
ความเข้าใจที่ถูกต้องคือ wheat ไม่ใช่ “ข้าวสาลี”
เอาคำว่า “ข้าวสาลี” ไปเรียก wheat จึงไม่ถูกต้อง
เพราะไปเข้าใจผิดว่า wheat คือ “ข้าวสาลี” หรือข้าวสาลีคือ wheat ดังนั้น พอมีคนแปล “สาลิ” ว่า “ข้าวสาลี” จึงถูกทักท้วงว่า “สาลิ” แปลว่า “ข้าวสาลี” ไม่ได้
เพราะ “ข้าวสาลี” คือ wheat
และ “สาลิ” ไม่ใช่ wheat
เพราะฉะนั้น จะมาแปล “สาลิ” ว่า “ข้าวสาลี” ไม่ได้
เป็นคำทักท้วงที่กลับตาลปัตรอย่างตลกที่สุด
คำว่า “สาลิ” นี่แหละแปลว่า “ข้าวสาลี” ถูกต้องที่สุด
อันที่จริงจะต้องท้วงว่า wheat นั่นเองที่แปลว่า “ข้าวสาลี” ไม่ได้
เพราะ wheat ในภาษาอังกฤษไม่ใช่ “สาลิ” ในภาษาบาลี
wheat ในภาษาอังกฤษคือ “โคธูม” ในภาษาบาลี
ถ้าจะเรียก wheat เป็นคำบาลี ต้องเรียกว่า “ข้าวโคธูม”
ไม่ใช่ “ข้าวสาลี” อย่างที่เรียกกันผิดๆ อยู่ในทุกวันนี้
ก็ในเมื่อพูดเองแท้ๆ ว่า “ ‘สาลิ’ ในบาลีไม่ใช่ wheat”
แล้วไปแปล wheat ว่า “ข้าวสาลี” ทำไมเล่า?
คำว่า “สาลี” ในคำว่า “ข้าวสาลี” ก็เอามาจาก “สาลิ” ในภาษาบาลีซึ่งไม่ใช่ wheat เห็นชัดๆ อยู่แล้ว
ผมเคยอุปมาว่า -
“ข้าวสาลี” เหมือนบ้าน
“สาลิ” เหมือนเจ้าของบ้าน
wheat เหมือนผู้มาขออาศัย
แปล “สาลิ” ว่า “ข้าวสาลี” เหมือนเจ้าของบ้านจะเข้าบ้าน
wheat บอกว่า คุณไม่ใช่เจ้าของบ้าน ฉันต่างหากเป็นเจ้าของบ้าน เพราะฉันคือ “ข้าวสาลี”
..............................................
“ข้าวสาลี” คือ wheat
“สาลิ” ไม่ใช่ “ข้าวสาลี”
ผิดกลายเป็นถูก
ถูกกลายเป็นผิด
..............................................
ทำให้ผมนึกถึงนิทานเรื่องขรัวเต๊ะ
นิทานขรัวเต๊ะเป็นหนังสือกลอน แต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เค้าเรื่องมีอยู่ว่า ขรัวเต๊ะเป็นสมภารวัดแห่งหนึ่งในชนบท วันหนึ่งพระลูกวัดเกิดเปรี้ยวปากอยากฉันเหล้า จึงปรึกษากับสมภารว่าจะทำประการใดดี ขรัวเต๊ะบอกว่า ไม่ยาก เดี๋ยวจัดให้
ว่าแล้วก็เข้าไปในหมู่บ้าน บอกชาวบ้านว่ามีเทพมานิมิตว่าจะเกิดเหตุร้ายในหมู่บ้านเนื่องจากเทพยดาพิโรธ จะทำให้เกิดโรคเกิดภัยไฟไหม้บ้าน ชาวบ้านได้ฟังก็ตกใจ ถามท่านขรัวว่าจะแก้อย่างไรได้บ้าง
ขรัวเต๊ะบอกว่า พอมีทางแก้ได้อยู่ ให้ชาวบ้านจัดเครื่องบวงสรวงสังเวยมีเหล้ายาปลาปิ้งหมูเห็ดเป็ดไก่ให้พร้อมสรรพ ยกไปทำพิธีที่วัด เครื่องสังเวยทั้งปวงเอากลับเข้าบ้านไม่ได้ จะเกิดจัญไร สังเวยที่ไหนทิ้งที่นั่น แล้วให้วงสายสิญจน์รอบวัด ๓ ชั้น คณะสงฆ์จะประกอบพิธีกรรม ให้ชาวบ้านออกไปให้หมด ใครผ่านสายสิญจน์เข้ามาจะเกิดวิบัติคลั่งไคล้ใบ้บ้าเสียจริต เขียนป้ายปิดประกาศไว้ด้วย
พอชาวบ้านกลับไปหมดแล้ว พระก็เอาเหล้ายาเครื่องสังเวยมาซัดกันเปรมอุรา เมาแอ่นกันไปทั้งวัด
จะกล่าวฝ่ายกระทาชายชื่อนายสอน ไปนอนค้างทำไร่อยู่ข้างนอก ไม่รู้ว่าข้างในหมู่บ้านเกิดอะไรขึ้น วันนั้นกลับบ้านผ่านวัด ได้ยินเสียงเอะอะเฮฮาก็เข้าไปดู เห็นพระกำลังเมาเต็มที่ ท่าทางจะพูดอะไรไม่รู้เรื่อง เข้าไปถึงบ้านก็บอกเล่าให้คนในหมู่บ้านรู้
คนในหมู่บ้านฟังแล้วก็ว่า พระเมาเหล้ามีที่ไหน เอ็งถูกผีเข้าเสียจริตไปแล้ว นี่เพราะคงลอดสายสิญจน์เข้าไปในวัดเป็นแน่ ปล่อยไว้ไม่ได้ จะต้องจับตัวไปให้พระไล่ผีออก รุ่งขึ้นก็พาตัวนายสอนไปที่วัด
ฝ่ายขรัวเต๊ะ พอสร่างเมาก็สั่งให้พระเก็บกวาดเคลียร์พื้นที่ พอทุกอย่างเรียบร้อย ชาวบ้านมาถึงวัดก็ส่งตัวนายสอนให้พระช่วยไล่ผีเพราะพูดจาเลอะเทอะหาว่าพระเมาเหล้า ขรัวเต๊ะก็บอกว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวจัดให้ เอาคนผีเข้าล่ามโซ่ไว้ที่วัดนี่แหละ พวกโยมกลับไปเถอะ คณะสงฆ์จะทำพิธีไล่ผีให้
พอชาวบ้านกลับไปแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นคงเดาได้ นายสอนถูกพระไล่ผีจนสะบักสะบอมโทษฐานปากเสีย กล่าวหาว่าพระเมาเหล้า
ผมอ่านนิทานขรัวเต๊ะเมื่อราวๆ ๕๐ หรือ ๖๐ ปีมาแล้ว เป็นหนังสือเก่ามากๆ จนรู้สึกเหมือนกำลังอ่านจากสมุดข่อย อ่านแล้วจำติดใจได้วรรคเดียวว่า -
“มาส่งโจทก์ให้จำเลยไม่เคยเห็น”
เป็นตอนที่นายสอนถูกพระเฆี่ยนจึงรำพึงออกมา หมายความว่า คนถูกกลับถูกส่งตัวให้คนผิดลงโทษ เหมือนส่งโจทก์ไปให้จำเลยตัดสิน แบบนี้โจทก็จะเหลืออะไร
คนผิดกลายเป็นคนถูก คนถูกกลายเป็นคนผิด ไปด้วยประการฉะนี้
นิทานขรัวเต๊ะสำนวนกลอนอร่อยดี ชาวบ้านควรอ่าน จะได้รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมคนพาล ไม่หลงเชื่อหลงนับถืออะไรง่ายๆ ชาววัดก็ควรอ่านอย่างยิ่ง เป็นเครื่องเตือนสติว่าอย่าเป็นคนพาลเสียเอง
..................
กลับมาที่ข้าวสาลีกับ wheat
ต้องช่วยกันบอกกล่าวตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปว่า -
wheat ไม่ใช่ข้าวสาลี
ข้าวสาลีไม่ใช่ wheat
ในภาษาบาลี “สาลิ” คือ rice
ในภาษาไทย rice คือข้าวธรรมดา
“สาลิ”ในภาษาบาลี แปลทับศัพท์ว่า “ข้าวสาลี” ถูกต้องแล้ว
แต่การไปเข้าใจว่า “ข้าวสาลี” คือ wheat นั่นคือยอดความเข้าใจผิด
จะเรียก wheat ว่าข้าวอะไรก็เรียกไป แต่ที่เรียกว่า “ข้าวสาลี” นั้นคือแปลผิด
เพราะฉะนั้น ต้องคืนคำแปล “ข้าวสาลี” มาให้ “สาลิ”
ส่วน wheat ก็ไปหาคำแปลเอาใหม่ จะแปลว่าข้าวอะไรก็แปลไป จะเรียกทับศัพท์ว่า “ข้าวหวีต” ก็ได้ สมัยนี้เราชอบทับศัพท์อยู่แล้ว
แต่อย่าเรียก wheat ว่า ข้าวสาลีหรือแป้งสาลีอีกต่อไป
หลายท่านคงคิดว่า ทำไม่ได้หรอก เขาเข้าใจ (ผิด) ว่าข้าวสาลีคือ wheat กันทั้งโลกแล้ว จะไปแก้ได้อย่างไร
ถ้าช่วยกันแก้ตั้งแต่วันนี้
อีกไม่เกิน ๑๐๐ ปี แก้ได้ครับ
ดูแต่คำว่า “สังฆทาน” นั่นปะไร คนเมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วเข้าใจถูกต้องว่า-“สังฆทาน” คือเจตนาถวายสิ่งของให้เป็นของสงฆ์
แต่คนใน พ.ศ. นี้ เข้าใจว่า “สังฆทาน” คือถัง คือกล่อง คือสิ่งของที่เรียกว่า “ชุดสังฆทาน”
เอาถัง เอากล่อง เอาสิ่งของที่เรียกว่า “ชุดสังฆทาน” ไปถวายพระ นั่นคือ “ถวายสังฆทาน”
แค่ ๑๐๐ ปี ความเข้าใจถูกหายไป ความเข้าใจผิดเข้ามาแทนที่ ทำให้ผิดกลายเป็นถูกอยู่ในทุกวันนี้
เพราะฉะนั้น เราก็ใช้สูตรเดียวกันย้อนศรไป-ถ้าช่วยกันแปลให้ถูก พูดให้ถูก ใช้ให้ถูก ช่วยกันอธิบายให้ถูกตั้งแต่วันนี้ อีก ๑๐๐ ปีข้างหน้า ที่เข้าใจผิดวันนี้ก็จะกลับเข้าใจถูกได้เช่นกัน
.........................................................
ข้าวสาลีคือ rice ไม่ใช่ wheat
.........................................................
ช่วยกันจำและช่วยกันบอกตั้งแต่วันนี้
อีก ๑๐๐ ปี อาจได้เกิดมาเห็นผลสำเร็จ
แต่ถ้าไม่ลงมือทำวันนี้ อีก ๑๐๐ ชาติก็ไม่มีวันได้เห็นผลสำเร็จ
ประเด็นเรื่องคำบูชาข้าวพระ ยังไม่จบครับ คงต้องว่ากันต่ออีกตอน
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๕
๑๔:๕๐
[right-side]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ