สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สาระน่ารู้ของหสิตุปปาทจิต

   ถาม หสิตุปปาทจิต เป็นจิตยิ้มของพระอรหันต์ ตลอดถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหตุใดจึงจัดเป็นอโสภณจิต?

   ตอบ อโสภณจิต หมายความเพียงว่า เป็นจิตที่ไม่มีโสภณเจตสิกประกอบ ไม่ใช่หมายความว่าเป็นจิตชั่วไปทั้งหมด เพราะถ้าหมายเป็นจิตชั่ว ก็จะเหมาะสมแต่เฉพาะอกุศลจิตเท่านั้น แม้อกุศลวิบากก็เป็นแต่เพียงผลของจิตชั่วเท่านั้น ไม่ใช่เป็นจิตชั่วโดยตนเอง อกุศลวิบากจิตนี้ แม้พระอรหันต์ก็ยังต้องประสบอยู่ ดังนั้นหสิตุปปาทจิตจึงหมายเพียงเป็นจิตที่ไม่มีโสภณเจตสิกประกอบเท่านั้น

   อาการความเบิกบานใจด้วยการยิ้ม และการหัวเราะ มี 6 อย่าง ตามประเภทบุคคลดังนี้ คือ

   1.อุปหสิตะ การหัวเราะจนน้ำตาไหล เป็นของปุถุชน

   2.อปหสิตะ การหัวเราะจนไหวทั้งกาย เป็นของปุถุชน

   3.อติหสิตะ การหัวเราะตื้นมีเสียงดัง เป็นของปุถุชน และของพระโสดาบัน พระสกทาคามี

   4.วิหสิตะ การหัวเราะลึกมีเสียงเบา เป็นของปุถุชน และของพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี

   5.หสิตะ การยิ้มเพียงเห็นไรฟัน เป็นของปุถุชน และของพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์

   6.สิตะ การยิ้มของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะที่อิ่มเอิบเปล่งปลั่ง เหตุเพราะทรงละวาสนา(ความคุ้นเคยที่กิเลสสะสมไว้)ได้(ในนิสสยะอักษรธรรมล้านช้างกล่าวว่าปุถุชนที่ทำยิ้มและหัวเราะเหมือนพระอริยะได้ดี คือข้อ3-5นั้นหมายเอาพระโพธิสัตย์ที่มีบารมีศีลสังวรดี)

   ถาม การยิ้มทั้ง 6 อย่างของบุคคลต่างๆกันนั้น บุคคลใดยิ้มหัวเราะด้วยจิตใด?

   ตอบ ปุถุชนยิ้มหัวเราะด้วยจิต 8 ดวง ดวงใดดวงหนึ่ง คือ โลภโสมนัสสสหคตจิต 4 ดวง มหากุศลโสมนัสสสหคตจิต 4 ดวง รวม 8 ดวง พระเสกขบุคคลยิ้มหัวเราะด้วยจิต 6 ดวง ดวงใดดวงหนี่ง คือ โลภโสมนัสสสทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต 2 ดวง มหากุศลโสมนัสสสหคตจิต 4 ดวง รวม 6 ดวง พระอรหันต์ยิ้มด้วยจิต 5 ดวง ดวงใดดวงหนึ่ง คือ หสิตุปปาทจิต 1 ดวง มหากิริยาโสมนัสสสหคตจิต 4 ดวง รวมเป็น 5 ดวง

   ถาม การยิ้มหัวเราะของบุคคลต่างๆ ย่อมกระทบถึงกายวิญญัตติรูป จิตที่ใช้ในการยิ้มหัวเราะจึงน่าจะเป็นสเหตุกจิต จิตอี่นๆล้วนเป็นสเหตุกจิต ไม่สังสัย เว้นแต่หสิตุปปาทจิต ซึ่งเป็นอเหตุกจิต จะใช้ในการยิ้มได้อย่างไร?

   ตอบ สเหตุกจิตหมายความว่าเป็นจิตที่มีกำลังมาก สามารถยึดอารมณ์ได้มั่นคง หสิตุปปาทจิต เป็นจิตยิ้มที่ไม่ประสงค์จะยึดมั่นในอารมณ์ จึงไม่จำเป็นต้องเป็นสเหตุกจิต

   ถาม โสมนัสสมหากิริยาจิต ก็มีความยึดมั่นในอารมณ์เช่นนั้นหรือ?

   ตอบ หามิได้ มหากิริยาจิตเป็นจิตรับกามารมณ์(เว้นแต่ขณะที่ทำหน้าที่ปัจจเวกขณะญาณ) ในขณะที่มหากิริยาจิตเกิดรับกามารมณ์ ฉฬังคุเปกขาก็เกิดร่วมด้วย การรับกามารมณ์ของพระอรหันต์จึงสักแต่ว่ารับไปไม่ได้ติดอยู่ในอารมณ์นั้นๆ

   ถาม การยิ้มของพระอรหันต์ก็มีโสมนัสสมหากิริยาจิตอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องมีหสิตุปปาทจิต สำหรับยิ้มเป็นพิเศษอีกต่างหาก?

   ตอบ มหากิริยาโสมนัสสจิต ตามปกติมีอารมณ์เป็น โอฬาริกอารมณ์(อารมณ์หยาบ)เว้นแต่ขณะทำหน้าที่ปัจจเวกขณะ จึงจะมีอารมณ์เป็นอโนฬาริกอารมณ์(อารมณ์ละเอียดปราณีต) ส่วนหสิตุปปาทจิต มีอารมณ์เป็นอโนฬาริกอารมณ์อย่างเดียว เช่นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา เห็นสัตว์บางเหล่าต้องทนทุกขเวทนา ด้วยผลแห่งกรรมของตน เช่นเปรตที่ไฟกำลังไหม้อยู่ หรือเห็นสัตว์บางเหล่าที่จะต้องรับกรรมของตนในอนาคตกาล เช่นเห็นเทวดาและนางฟ้า กำลังหลงระเริงด้วยกามคุณอารมณ์เป็นต้น ท่านก็รู้ว่าฐานะอย่างนั้นย่อมไม่มีแก่ท่านแล้ว หสิตุปปาทจิตก็เกิดขึ้น ส่วนพระอรหันต์ผู้ไม่ได้อภิญญา เมื่อท่านได้เห็นเหล่าพระภิกษุปุถุชนกล่าวคำเยื้อแย่งอาหารกันเป็นต้นว่า จงให้เราและอุปัชฌาย์อาจารย์ของเราก่อนเถิด ท่านก็รู้ว่าฐานะที่กิเลสครอบงำอย่างนั้นไม่มีแก่ท่านแล้ว หสิตุปปาทก็เกิดขึ้น(นิสสยะอักษรธรรมล้านช้าง)

   สาระจากจิตที่สร้างรูปได้(จิตตชรูป) ในมุมที่เอาประโยชน๋ของพระอภิธรรมและของพระวินัยต่างกันเช่นไร ?

      ในอภิธรรมกล่าวว่าจิตที่สร้างรูปได้ มี 75 ดวง คือ เว้น ทวิปํญจวิญญาณ 10 ดวง ซึ่งมีเพียงสัพพจิตตสาธารเจตสิก 7 ประเภทประกอบเท่านั้น(ผัสสะ, เวทนา, สัญญา, เจตนา. เอกัคคตา, ชีวิตินทรีย์, มนสิการ) ดังนั้นทวิปัญจวิญญาณ 10 ดวง จึงไม่เป็นสมุฏฐานให้รูปเกิดขี้นได้ เหตุเพราะทรามกำลังด้วยไร้เจตสิกที่เป็นองค์เหตุ องค์ฌาน องค์มรรค ประกอบร่วม และเว้นอรูปาวจรวิบากจิต 4 ดวง อันเป็นผลของอรูปาวจรกุศล ซึ่งเจริญรูปวิราคภาวนา คือ ปรารถนาจะไม่ให้มีรูป เพราะสำคัญว่ารูปนี้แหละเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ ด้วยกำลังแห่งการเจริญรูปวิราคภาวนา จึงได้รับผลเป็นอรูปวิบากจิต นำไปปฏิสนธิในอรูปภูมิ อันเป็นภูมิที่ไม่มีรูปใดๆเลย รวมทั้งไม่มีจิตตชรูปด้วย มีแต่นามล้วนๆ ดังนั้น อรูปาวจรวิบากจิต 4 จึงไม่เป็นสมุฏฐานให้เกิดรูป

   ส่วนภวังคจิตของสัพพสัตว์ เมื่อทำกิจปฏิสนธิในภพที่เข้าถึง เป็นจิตดวงแรกมีกำลังอ่อนอยู่ จึงไม่สามารถเป็นสมุฏฐานให้เกิดจิตตชรูปได้ แม้ภวังคจิตของพระอรหันต์ที่ทำกิจจุติก็ไม่สามารถเป็นสมุฏฐานให้เกิดทั้งรูปทั้งนามได้ เพราะสิ้นกิเลสแล้ว ภพชาติก็สิ้นไปด้วย คือ ไม่มีการเวียนว่ายตายอีกต่อไป จิตที่เป็น

สมุฏฐานให้เกิดจิตตชรูปได้จึงมีทั้งสิ้น(89-10-4)=75 ดวง

    มีประเด็นชวนให้ศึกษาว่าจิตที่ทำให้เกิดรูปเครื่อนไหว อิริยาบถใหญ่น้อย มีการยืนเดินนั่งนอน การเหยียดคู้ วิญญัติ มี การพูดการอ่านหนังสือ การหัวเราะ การร้องไห้เป็นต้น ซึ่งแสดงออกทางกาย ทางวาจา อันเป็นเหตุให้ล่วงอาบัติได้ ในพระอภิธรรม ท่านแสดงว่า มี 32 ดวง คือ

      มโนทวาราวัชชนจิต 1

      กามชวนจิต 29 ( อกุศลจิต 12+กามาวจรกุศลจิต 8+กามาวจรกิริยาจิต 8+หสิตุปปาทจิต 1=29) 

      กุศลอภิญญาจิต 1

      กิริยาอภิญญาจิต 1

   รวม 32 ดวง

      แต่ในพระวินัยท่านแสดงว่า มี 32 ดวง เช่นกัน ต่างกันดังนี้ 

      กามาวจรกุศลจิต 8

      อกุศลจิต 12

      กามาวจรกิริยาจืต 10

      (มโนทวาราวัชชนจิต1+ปัญจะทวาราวัชชนจิต 1+กามาวจรกิริยาชวนจิต 8 )

      กุศลอภิญญาจิต 1

      กิริยาอภิญญาจิต 1

   รวม 32 ดวง

      สรุปที่ต่างกัน คือ พระอภิธรรมไม่มี ปัญจทวาราวัชชนจิต พระวินัยไม่มี หสิตุปปาทจิต (วิ.อฏ.1/66/291 มจร)

   เพราะพระอภิธรรมเน้นรูปการเคลื่อนไหวอิริยาบทและวิญญัตติรูปที่ใช้สื่อความ ซึ่งเกิดทางมโนทวาร ปัญจทวาราวัชชนจิตจึงไม่มี ส่วนพระวินัยเน้นการสำรวมอินทรีย์ทวารทั้ง 6 ทวาร เพื่อเกื้อต่อการรักษาพระวินัยดุจรั้วรักษาต้นข้าวในนา จึงต้องมีปัญจทวาราวัชชนจิต และที่หสิตุปปาทจิตซึ่งเป็นจิตยิ้มเฉพาะของพระอรหันต์เมื่อได้รู้เห็นอารมณ์อันละเอียดแล้วตระหนักชื่นใจว่าอาการที่เป็นเช่นนั้นไม่มีแก่ทานแน่นอน หสิตุปปาทจิตจึงเว้นไม่กล่าวถึง(สาระมุมที่เอาประโยชน์จากจิตที่เกิดรูปอิริยาบถ และรูปวิญญัติระหว่างพระอภิธรรมกับพระวินัย จากนิสสยอักษรปัลลวะ)


หสิตุปปาทจิต

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.