บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๑๓)
------------------------------
บูชาข้าวพระ (๒)
------------------------------
คำบูชาข้าวพระที่เป็นมาตรฐานกลาง ว่าดังนี้
.........................................................
อิมัง สูปะพ๎ยัญชะนะสัมปันนัง สาลีนัง โอทะนัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิ.
ข้าพเจ้าขอบูชาข้าวสุกแห่งข้าวสาลี พร้อมทั้งแกงและกับ และน้ำอันประเสริฐนี้ แด่พระพุทธเจ้า
.........................................................
ประเด็นเกี่ยวกับภาษาในคำบูชาข้าวพระ เท่าที่ผมมองเห็น มีดังนี้
๑ คำว่า “โอทะนัง” (เขียนแบบบาลี “โอทนํ”)
บางท่านใช้คำว่า “โภชะนัง” (โภชนํ) คำที่ถูกควรจะเป็นคำไหน โภชะนัง หรือ โอทะนัง?
มีหลักในการพิจารณาดังนี้ -
คำที่ต้องยึดเป็นหลัก คือ “สูปะพ๎ยัญชะนะสัมปันนัง”
เพราะไม่ว่าจะเป็น “โภชะนัง” หรือ “โอทะนัง” คำว่า “สูปะพ๎ยัญชะนะสัมปันนัง” ก็ยังต้องคงอยู่อย่างนี้เสมอ ขาดไม่ได้
“สูปะพ๎ยัญชะนะสัมปันนัง” แปลว่า “พร้อมทั้งแกงและกับ” หรือแปลแบบถอดความว่า “มีกับข้าวด้วย”
ถามว่า “กับข้าว” กินกับอะไร? ถามอีกอย่างหนึ่งว่า มีอะไรแล้วจึงต้องมี “กับข้าว” ด้วย?
คำตอบที่ตรงกันก็คือ “กับข้าว” กินกับ “ข้าว” หรือ “ข้าวสุก”
มี “ข้าว” หรือ “ข้าวสุก” แล้วจึงต้องมี “กับข้าว” ด้วย
คือ ข้าวหรือข้าวสุกนั้น ธรรมเนียมการกินของเราไม่ได้กินเปล่าๆ ต้องกินกับ “กับข้าว” เพราะฉะนั้น มี “ข้าว” แล้วจึงต้องมี “กับข้าว” ด้วย
และกับข้าวนั้น โดยทั่วไปเราก็ไม่กินเปล่าๆ แต่กินพร้อมกับ “ข้าว” จึงพูดได้ว่า เพราะมี “กับข้าว” จึงต้องมี “ข้าว” ด้วย
คำว่า “โภชะนัง” แปลว่า “ของกิน” เช่น ขนมจีนน้ำยา ราดหน้า ก๋วยเตี๋ยว เกี๊ยว บะหมี่ ข้าวผัด ข้าวต้มปลา ฯลฯ เป็น “ของกิน” ทั้งสิ้น
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “โภชน” ว่า food, meal, nourishment in general (อาหาร, โภชนะ, ของกินโดยทั่วๆ ไป)
“ของกิน” นั้น กินไปตามลำพังได้เลย ไม่ต้องกินกับ “กับข้าว”
ถ้ามี “ของกิน” แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเรียกหา “กับข้าว” อีก
ดังนั้น ถ้าใช้คำว่า “โภชะนัง” ก็ไม่จำเป็นต้องมีคำว่า “สูปะพ๎ยัญชะนะสัมปันนัง”
แต่เพราะมี “สูปะพ๎ยัญชะนะสัมปันนัง” จึงจำเป็นต้องเรียกหา “โอทะนัง”
คำว่า “โอทะนัง” แปลว่า “ข้าวสุก” ซึ่งต้องกินกับ “กับข้าว” เพราะตามปกติเราไม่ได้กินข้าวสุกเปล่าๆ
เพราะฉะนั้น เมื่อมีคำว่า “สูปะพ๎ยัญชะนะสัมปันนัง” ซึ่งแปลว่า “มีกับข้าวด้วย” จึงต้องมี “โอทะนัง” ซึ่งแปลว่า “ข้าวสุก”
“สูปะพ๎ยัญชะนะสัมปันนัง” = กับข้าว
“โอทะนัง” = ข้าวสุก
เพราะมี “สูปะพ๎ยัญชะนะสัมปันนัง” = กับข้าว
จึงต้องมี “โอทะนัง” = ข้าวสุก
เพราะมี “โอทะนัง” = ข้าวสุก
จึงต้องมี “สูปะพ๎ยัญชะนะสัมปันนัง” = กับข้าว
“โอทะนัง” จึงสมเหตุสมผลมากกว่า “โภชะนัง”
..................
เนื่องมาจากใช้คำว่า “โภชะนัง” มรรคนายกบางท่านที่ไม่ได้เรียนบาลีหรือไม่ได้สังเกต ได้แปลงคำนี้เป็น “โภชะนานัง” ก็มี
ที่หนักกว่านั้นซึ่งผมเคยได้ยินมากับหูตัวเอง มรรคนายกบางท่านใช้คำว่า “โภชะนานานัง” ก็มี
“โภชะนัง” = ของกิน (ของกิน+กับข้าว?) แม้จะไม่เนียนเท่า “โอทะนัง” = ข้าวสุก (ข้าวสุก+กับข้าว) แต่ก็พอจะยอมประนีประนอมได้
“โภชะนัง” เป็นทุติยาวิภัตติ เป็น “กรรม” (สิ่งที่ถูกกระทำ) ในประโยค ไม่ผิดไวยากรณ์ จึงพอจะยอมประนีประนอมได้
แต่ “โภชะนานัง” ไม่ใช่ทุติยาวิภัตติ ผิดหลักไวยากรณ์ ยิ่ง “โภชะนานานัง” ด้วยแล้ว เข้ารกเข้าพงไปเลย รูปคำเช่นนี้ไม่มีในภาษาบาลี เกิดจากความไม่รู้หรือความเข้าใจผิดของคนนำ ใช้ไม่ได้ จึงไม่อาจยอมประนีประนอมได้
๒ คำว่า “สาลีนัง” (เขียนแบบบาลี “สาลีนํ”)
คำนี้เราพูดควบกับคำว่า “โอทะนัง” เป็น “สาลีนัง โอทะนัง” แปลกันว่า “ข้าวสุกแห่งข้าวสาลี”
พอแปลอย่างนี้ก็เป็นเรื่อง เพราะนักรู้นักคิดสมัยใหม่ท่านบอกว่า ข้าวที่เราใช้บูชาข้าวพระกันทุกวันนี้เป็นข้าวสุกที่หุงจากข้าวสารธรรมดา ไม่ใช่หุงจากข้าวสาลี เพราะฉะนั้น คำว่า “สาลีนัง” จึงผิดความจริง และจึงควรจะตัดออกไป
พูดชัดๆ คำบูชาข้าวพระตรงนี้ไม่ต้องเป็น “สาลีนัง โอทะนัง” มีแค่ “โอทะนัง” คำเดียวพอแล้ว “สาลีนัง” ผิดความจริง เพราะเราบูชาด้วยข้าวสุกธรรมดา ไม่ใช่ข้าวสุกแห่งข้าวสาลี
ใครจะตัด “สาลีนัง” ออก ผมขอให้ช่วยกันเปิดพจนานุกรมเพื่อหาความรู้ที่ถูกต้องก่อน อดทนอ่านหน่อยนะครับ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกไว้ว่า -
.........................................................
ข้าวสาลี
น. ชื่อไม้ล้มลุกชนิด Triticum aestivum L. ในวงศ์ Gramineae เป็นพรรณไม้ต่างประเทศ เมล็ดบดเป็นแป้ง เรียกว่า แป้งสาลี ใช้ทําขนมปังเป็นต้น.
.........................................................
ตามคำอธิบายของพจนานุกรมฯ เป็นที่เข้าใจได้ว่า ข้าวสาลี คือแป้งสาลี ซึ่งก็คือแป้งที่ได้จากพืชที่คำฝรั่งเรียกว่า wheat
พจนานุกรม สอ เสถบุตร แปล “ข้าวสาลี” เป็นอังกฤษว่า wheat และแปล wheat เป็นไทยว่า “ข้าวสาลี โดยมากบดเป็น wheat flour คือ แป้งข้าวสาลีหรือแป้งหมี่”
เป็นการย้ำยืนยันในชั้นนี้ว่า -
ข้าวสาลีในภาษาไทย คือ wheat
และ wheat ก็คือ “ข้าวสาลี” ที่เข้าใจกันในภาษาไทย
.................
ทีนี้ก็มาพิจารณาให้ลึกลงไป คำว่า “สาลีนัง” เขียนแบบบาลีเป็น “สาลีนํ” รูปคำเดิมก่อนลงวิภัตติปัจจัย คือ “สาลิ” (เป็น “สาลี” ก็มี)
คำบาลีว่า “สาลิ” ที่นักเรียนบาลีในเมืองไทยแปลกันมาแต่ไหนแต่ไรว่า “ข้าวสาลี” นั้น “สาลิ” ในบาลีหมายถึง wheat หรือเปล่า และ wheat ในภาษาอังกฤษนั้น หมายถึง “สาลิ” ในบาลีหรือเปล่า
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ (The Pali Text Society’s Pali-English Dictionary) แปล “สาลิ” เป็นอังกฤษว่า rice
พจนานุกรมอังกฤษ-บาลี แปล rice เป็นบาลีว่า “ตณฺฑุล” (taṇḍula อ่านว่า ตัน-ดุ-ละ)
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ตณฺฑุล” ว่า rice-grain, rice husked & ready for boiling (เมล็ดข้าว, ข้าวสาร และพร้อมที่จะหุงได้)
พจนานุกรมอังกฤษ-บาลี (English-Pali Dictionary ของ A.P. BUDDHATTA MAHTHERA จัดพิมพ์โดย THE PALI TEXT SOCIETY) แปล wheat เป็นบาลีว่า “โคธูม” (godhūma อ่านว่า โค-ทู-มะ)
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปลว่า “โคธูม” เป็นอังกฤษว่า wheat
บาลี “สาลิ” สันสกฤตเป็น “ศาลิ”
สํสกฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ดังนี้ -
“ศาลิ : (คำนาม) ข้าวทั่วไป; rice in general.”
โปรดสังเกตว่า “ศาลิ” ในสันสกฤตก็หมายถึง ข้าวทั่วไป (rice in general) ไม่ได้หมายถึง wheat
.................
เป็นอันได้คำตอบว่า -
คำบาลีว่า “สาลิ” หมายถึง rice ไม่ได้หมายถึง wheat
และ wheat ในภาษาอังกฤษ ถ้าใช้คำบาลีต้องเรียกว่า “โคธูม” ไม่ใช่ “สาลิ” ที่แปลว่า “ข้าวสาลี”
และเพราะฉะนั้น คำว่า “สาลีนัง โอทะนัง” ในคำบูชาข้าวพระ จึงหมายถึง “ข้าวสุกที่หุงจาก rice” ไม่ใช่ “ข้าวสุกที่หุงจาก wheat” ดังที่บางท่านกำลังหลงทาง
พูดตรงๆ คำว่า “สาลีนัง โอทะนัง” ในคำบูชาข้าวพระนั้นถูกต้องแล้ว ไม่ต้องตัดอะไรออกเลย
ที่ต้องตัดออกคือความเข้าใจผิดของพวกเราเอง
ประเด็นนี้มีเงื่อนแง่ซับซ้อน ขออนุญาตขยายความในตอนหน้าครับ
----------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๕
๑๐:๑๑
[right-side]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ