บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๙)

------------------------------

ถวายพรพระ

------------------------------

ไหว้พระ รับศีล พอพระท่านสรุปอานิสงส์ศีล “... ตัส๎มา สีลัง วิโสธะเย” จบ (ญาติโยมรับว่า “อามะ ภันเต” ไม่ใช่ “สาธุ”) ท่านก็จะขึ้น “นะโม ...” เป็นการเริ่มสวดถวายพรพระ

“ถวายพรพระ” เป็นบทสวดในการทำบุญวันพระ ประกอบด้วย (๑) นะโม (๒) อิติปิ โส (๓) พาหุง (๔) มหากาฯ (๕) ภะวะตุ สัพฯ 

รวมทั้ง ๕ บทเป็นชุดหนึ่ง เรียกว่า “ถวายพรพระ”

ขอย้ำว่า ไม่ใช่บทใดบทหนึ่งที่เรียกว่า “ถวายพรพระ”

แต่รวมทั้ง ๕ บทเข้าด้วยกันเป็นชุดหนึ่ง จึงจะเรียกว่า “ถวายพรพระ”

เพราะฉะนั้น ที่เรียกว่า “ถวายพรพระ” ก็คือ สวดครบทั้ง ๕ บทนี้

หนังสือสวดมนต์รุ่นใหม่ๆ ที่นิยมพิมพ์เผยแพร่กันอยู่ในเวลานี้ส่อแสดงว่า กำลังจะไม่รู้จักกันแล้วว่า “ถวายพรพระ” คืออะไร เช่น -

บางฉบับ จั่วหัวว่า “ถวายพรพระ (อิติปิ โส)” 

นี่คือทำให้เข้าใจว่า บท “อิติปิ โส” คือ “ถวายพรพระ”

บางฉบับ บรรทัดบน จั่วหัวตัวโตว่า “ถวายพรพระ”

บรรทัดล่าง ตัวโตเท่ากันบอกว่า “บทสวดอิติปิโส”

จบอิติปิ โส ขึ้นบทพาหุงจั่วหัวโตเท่ากันว่า “พุทธชัยมงคลคาถา (พาหุง)”

จบพาหุง ขึ้นบทมหากาฯ จั่วหัวโตเท่ากันว่า “ชัยปริตร (มหากาฯ)”

ก็เลยไม่รู้ว่า บทสวดที่เรียกว่า “ถวายพรพระ” คือบทไหนกันแน่ เพราะแต่ละบทก็มีชื่อเฉพาะประจำบทของตน 

นี่คือเริ่มจะเลอะเทอะแล้ว ถ้าไม่ช่วยกันทักท้วง ต่อไปจะเลอะเทอะเป็นการถาวร ซึ่งแปลว่า-ผิดกลายเป็นถูก

ถ้าผมเป็นบรรณาธิการหนังสือสวดมนต์ ผมจะจั่วหัวตัวโตว่า “ถวายพรพระ” 

บรรทัดต่อมาเป็น นะโม เต็มบท

จบนะโมแล้ว ขึ้น อิติปิ โส เต็มบท

จบอิติปิ โส ขึ้น พาหุง เต็มบท

จบพาหุง ขึ้น มะหาการุณิโก เต็มบท

จบมะหากาฯ ขึ้น ภะวะตุ สัพฯ เต็มบท

แต่ละบทไม่ต้องใส่ชื่อเฉพาะประจำบทใดๆ ทั้งสิ้น เพราะทั้งหมดนั้นมีชื่อเรียกรวมอยู่แล้วว่า “ถวายพรพระ” 

คนอ่านคนสวดก็จะเข้าใจตรงกันว่า ตั้งแต่ นะโม ... มาจนจบ ภะวะตุ สัพฯ นั่นคือ “ถวายพรพระ”

ขอเสนอสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ทั้งหลาย โปรดช่วยกันพิจารณาด้วยครับ คำว่า “ถวายพรพระ” จะได้หายเลอะเทอะเสียที

..................

การสวดบท “ถวายพรพระ” ในการทำบุญวันพระ ผมมีข้อที่อยากชวนให้สังเกตอยู่ ๒ จุด เพื่อเจริญปัญญาแก่นักฟังพระสวดมนต์

จุดที่ ๑ ทำนองของบท นะโม

การเจริญพระพุทธมนต์ในงานมงคลทั่วไป พระท่านจะสวดบทนะโมด้วยทำนองดังนี้ -

ประธานสงฆ์ขึ้น 

(๑) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ... (ทอดเสียง)

พระสงฆ์รับพร้อมกัน 

(๒)... อะระหะโต ... (หยุด)

(๓) สัมมา ...

(๔) สัมพุท ...

(๕) ธัสสะ นะโม ตัส ...

(๖) สะ ภะคะวะโต

(๗) อะระหะโต ...

(๘) สัมมา ...

(๙) สัมพุท ...

(๑๐) ธัสสะ นะโม ตัส ...

(๑๑) สะ ภะคะวะโต

(๑๒) อะระหะโต ...

(๑๓) สัมมา ...

(๑๔) สัมพุท ...

(๑๕) ธัสสะ (จบนะโม)

แต่ในการสวดถวายพรพระ พระท่านจะสวดบทนะโมด้วยทำนองดังนี้ -

ประธานสงฆ์ขึ้น 

นะโม ... (ไม่ทอดเสียง)

พระสงฆ์รับพร้อมกัน 

ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (จบนะโม)

นั่นคือ สวดติดต่อกันไปจนครบ ๓ จบ ไม่หยุดเป็นท่อนๆ เหมือนนะโมในงานมงคลทั่วไป

การสวดนะโมติดต่อ ไม่หยุดเป็นท่อนๆ แบบนี้ ใช้สวดในการสวดพระอภิธรรมงานศพด้วย ท่านเรียกกันว่า “นะโมชั้นเดียว” เพราะขึ้นนะโมแล้วหยุดทีเดียวตอนจบเลย

จุดที่ ๒ ในงานมงคลทั่วไป จบนะโมแล้วขึ้นบทไตรสรณคมน์ คือ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ... แต่สวดถวายพรพระ จบนะโมแล้วขึ้น อิติปิ โส ... ไม่สวดไตรสรณคมน์ (ในการสวดพระอภิธรรมงานศพจบนะโมแล้วก็ไม่สวดไตรสรณคมน์เช่นกัน ขึ้น กุสะลา ธัมมา ... ต่อจากนะโมเลย)

.......................................................

พระท่านบอกว่า “ฟังสวดเอาสมาธิ ฟังเทศน์เอาปัญญา”

แต่ถ้ารู้จักคิดพิจารณา ฟังสวดก็ได้ปัญญาเช่นกัน

.......................................................

อย่างไรก็ตาม บท “ถวายพรพระ” นอกจากสวดในการทำบุญวันพระแล้ว ก็ยังสวดในงานบุญที่มีการสวดมนต์ตอนเย็นแล้วเลี้ยงพระตอนเช้าอีกด้วย กล่าวคือ เจ้าภาพนิมนต์พระไปเจริญพระพุทธมนต์ตอนเย็น วันรุ่งขึ้นจึงเลี้ยงพระตอนเช้า ในพิธีเลี้ยงพระตอนเช้านี้พระก็จะสวดเฉพาะถวายพรพระเหมือนที่สวดในการทำบุญวันพระ

แต่ในกรณีเจริญพระพุทธมนต์ จบแล้วแล้วเลี้ยงพระเลย พระท่านก็จะสวดถวายพรพระด้วยเช่นกัน กล่าวคือเมื่อสวดบทเจริญพระพุทธมนต์ตามปกติครบทุกบทแล้วก็จะต่อด้วยบทถวายพรพระ แต่จับเอาตั้งแต่บทพาหุงเป็นต้นไป เพราะ นะโม และ อิติปิ โส สวดมาแล้วในตอนเจริญพระพุทธมนต์

รายละเอียดทั่วไปในการสวด “ถวายพรพระ” ขอนำคำอธิบายที่คำว่า “ถวายพรพระ” ในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต มาเสนอดังนี้ -

.......................................................

ถวายพรพระ : (พระสงฆ์) สวดพุทธชัยมงคลคาถา (หรือชยมังคลัฏฐกคาถา) ในพิธี โดยเฉพาะก่อนเจ้าภาพถวายภัตตาหาร, เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติมาว่า ในงานพิธีที่มีการสวดมนต์เย็น แล้วฉันเช้า หรือฉันเพลในวันรุ่งขึ้น เมื่อจะฉันภัตตาหารเช้าหรือเพลนั้น มีการสวดถวายพรพระก่อน คือ เมื่อเจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และสมาทานศีลแล้ว พระสงฆ์จะสวดถวายพรพระต่อไปเลย โดยไม่ต้องอาราธนาพระปริตร ดังนี้

๑. นมการปาฐะ (นโม ๓ จบ)

๒. พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ (อิติปิ โส ภควา ฯเปฯ อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ)

๓. บทถวายพรพระ คือชยมังคลัฏฐกคาถา (พาหุํ ฯเปฯ นโร สปญฺโญ)

๔. ชยปริตฺตคาถา (มหาการุณิโก นาโถ ฯเปฯ ลภนฺตตฺเถ ปทกฺขิเณ)

จบแล้ว สวด ภวตุ สพฺพมงคลํ ฯเปฯ สทา โสตฺถี ภวนฺตุ เต ต่อไปเลย โดยไม่ต้องหยุดขึ้นใหม่

(มักพูดให้จำกันง่ายๆ ว่า ถวายพรพระ คือสวด นโม… อิติปิ โส… พาหุ…มหากาฯ… ภวตุ สพฺฯ…)

เมื่อสวดจบแล้ว พระสงฆ์ก็รับภัตตาหารฉันต่อไป

ที่เรียกว่า “บทถวายพรพระ” ก็คือ พุทธชัยมงคลคาถา หรือ ชยมังคลัฏฐกคาถา (บางทีเรียกง่ายๆ ว่า “คาถาพาหุง”)

พึงสังเกตว่า ในการถวายพรพระตามธรรมเนียมที่กล่าวมานั้น พระสงฆ์สวดทั้งพุทธชัยมงคลคาถา (ชยมังคลัฏฐกคาถา หรือคาถาพาหุง) และต่อด้วยชยปริตตคาถา ซึ่งมีชัยมงคลคาถา (คือคาถามหาการุณิโก ซึ่งมีบท “ชยนฺโต…”).

.......................................................

ตามคำอธิบายนี้ได้ความว่า บทสวดที่มีข้อความเป็นการ “ถวายพรพระ” จริงๆ คือบทที่เราเรียกกันติดปากว่า “พาหุง” บทพาหุงมีชื่อเป็นทางการว่า “ชยมังคลัฏฐกคาถา” ชื่อยาว อ่านยาก ฟังยาก จึงไม่ค่อยมีใครเรียก คำว่า “พาหุง” ซึ่งเป็นคำขึ้นต้นจึงติดปากกว่า

เพราะฉะนั้น คำว่า “ถวายพรพระ” ก็จึงมีความหมาย ๒ นัย

นัยหนึ่ง เป็นชื่อบท “พาหุง” บทเดียว

อีกนัยหนึ่ง เป็นคำเรียกบทสวดชุดหนึ่งซึ่งมีบทพาหุงรวมอยู่ด้วย

และเพราะบท “พาหุง” เป็นคำเรียกติดปาก ไม่มีใครเรียก “ถวายพรพระ” ซึ่งเป็นชื่อแสดงความหมาย หรือ “ชยมังคลัฏฐกคาถา” ซึ่งเป็นชื่อจริง ดังนั้น เมื่อพูดว่า “ถวายพรพระ” ความหมายหลักก็จะไปตกอยู่ที่ “บทสวดชุดหนึ่งซึ่งมีบทพาหุงรวมอยู่ด้วย” ดังที่ได้อธิบายมาข้างต้น ไม่ใช่บท “พาหุง” บทเดียว

เป็นอันว่า คำว่า “ถวายพรพระ” หมายถึงบทสวดชุดหนึ่ง มีบทอะไรบ้าง และสวดในโอกาสไหน โปรดย้อนไปทบทวนข้างต้น

..................

พอพระขึ้นบท “พาหุง” ชาวบ้านญาติโยมก็จะลุกขึ้นไปใส่บาตร เรื่องนี้มีเหตุผลเป็นประการใด จะได้พูดกันในตอนต่อไป

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

๑๙:๓๔

[full-post]

ทำบุญวันพระ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.