บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๑๘)

------------------------------

ถวายภัตตาหารให้เป็นของสงฆ์ (๒)

------------------------------

คำถวายภัตตาหารให้เป็นของสงฆ์ ว่าดังนี้

.........................................................

อิมานิ มะยัง ภันเต / ภัตตานิ / สะปะริวารานิ / ภิกขุสังฆัสสะ / โอโณชะยามะ / สาธุ โน ภันเต / ภิกขุสังโฆ / อิมานิ / ภัตตานิ/ สะปะริวารานิ / ปะฏิคคัณหาตุ / อัมหากัญเจวะ / มาตาปิตุ/อาทีนัญจะ / ญาตะกานัง / ทีฆะรัตตัง / หิตายะ / สุขายะ /

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ / ข้าพเจ้าทั้งหลาย / ขอน้อมถวาย / ซึ่งภัตตาหาร / พร้อมทั้งของบริวารทั้งหลายเหล่านี้ / แด่พระภิกษุสงฆ์ / ขอพระภิกษุสงฆ์ / จงรับ / ซึ่งภัตตาหาร / พร้อมทั้งของบริวารทั้งหลายเหล่านี้ / ของข้าพเจ้าทั้งหลาย / เพื่อประโยชน์ / เพื่อความสุข / แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย / และแก่ญาติทั้งหลาย / มีมารดาบิดาเป็นต้น / ตลอดกาลนาน เทอญ /

.........................................................

ขอแถลงข้ออภิปรายต่อจากที่แถลงแล้วต่อไป

ข้อ ๒ คำถวายทานของเดิมเท่าที่พบ ข้อความต่อจาก ... ปะฏิคคัณหาตุ จะเป็น ... อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ (เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนาน) ยืนตัวอยู่เท่านี้

แต่ในคำถวายที่นำมาแสดงนี้มีเพิ่มขึ้นเป็น ... อัมหากัญเจวะ มาตาปิตุอาทีนัญจะ ญาตะกานัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ (เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย และแก่ญาติทั้งหลายมีมารดาบิดาเป็นต้น ตลอดกาลนาน) 

ข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ เท่าที่ทราบกัน เป็นคำที่ใช้ในคำถวายทานเพื่ออุทิศให้ผู้ตายซึ่งมีคำเรียกว่า “มตกภัต” (มะ-ตะ-กะ-พัด แปลว่า “ภัตที่อุทิศถึงผู้ตาย” 

เพื่อประโยชน์แก่ผู้ต้องการทราบและนำไปใช้ ขอนำคำถวายมตกภัตมาเสนอไว้ดังนี้

.........................................................

อิมานิ มะยัง ภันเต / มะตะกะภัตตานิ / สะปะริวารานิ / ภิกขุสังฆัสสะ / โอโณชะยามะ / สาธุ โน ภันเต / ภิกขุสังโฆ / อิมานิ / มะตะกะภัตตานิ/ สะปะริวารานิ / ปะฏิคคัณหาตุ / อัมหากัญเจวะ / มาตาปิตุ/อาทีนัญจะ / ญาตะกานัง / กาละกะตานัง / ทีฆะรัตตัง / หิตายะ / สุขายะ /

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ / ข้าพเจ้าทั้งหลาย / ขอน้อมถวาย / ซึ่งมตกภัตตาหาร / พร้อมทั้งของบริวารทั้งหลายเหล่านี้ / แด่พระภิกษุสงฆ์ / ขอพระภิกษุสงฆ์ / จงรับ / ซึ่งมตกภัตตาหาร / พร้อมทั้งของบริวารทั้งหลายเหล่านี้ / ของข้าพเจ้าทั้งหลาย / เพื่อประโยชน์ / เพื่อความสุข / แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย / และแก่ญาติทั้งหลาย / มีมารดาบิดาเป็นต้น / ผู้ล่วงลับไปแล้ว / ตลอดกาลนาน เทอญ /

.........................................................

คำถวายมตกภัตเปลี่ยนจาก “ภัตตานิ” เป็น “มะตะกะภัตตานิ” และเพิ่มคำว่า “กาละกะตานัง” ซึ่งแปลว่า “ผู้ล่วงลับไปแล้ว”

การเอาคำว่า “มาตาปิตุอาทีนัญจะ ญาตะกานัง” ในคำถวายมตกภัตมาเพิ่มในคำถวายภัตตาหารปกติในวันพระ (และในคำถวายทานโดยปกติทั่วไป) จะไม่เป็นการอวดอุตริไปหรือ?

ตอบด้วยคำถามว่า เราทำบุญแล้วอุทิศส่วนบุญหรือที่พูดกันว่า “แบ่งส่วนบุญ” หรือที่คำบาลีว่า “ปัตติทานมัย” (บุญที่ทำด้วยการให้ส่วนบุญ) แก่คนที่ยังไม่ตายได้หรือไม่?

สมัยที่คนไปไหนมาไหนด้วยการเดินเป็นพื้น วันพระไปทำบุญที่วัด เดินกลับบ้าน ผ่านบ้านคนรู้จักหรือพบคนที่รู้จักตามทาง คนสมัยก่อนเขาจะบอกว่า “แบ่งส่วนบุญให้ด้วยเน้อ” คนที่ได้ฟังก็จะตอบว่า “โมทนาบุญเน้อ” ผมเองก็ยังประพฤติอยู่จนถึงทุกวันนี้-ดังที่เคยเล่าสู่กันฟังมาบ้างแล้ว

เราถวายทาน ตั้งความปรารถนาให้เป็นบุญกุศลแก่ตัวเองและเผื่อแผ่ส่วนบุญไปถึงคนอื่นๆ ด้วย-ไม่ว่าจะยังชีวิตอยู่หรือล่วงลับไปแล้ว จึงไม่ผิดหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาแต่ประการใดเลย

..................

ข้อ ๓ คำว่า “มาตาปิตุอาทีนัญจะ ญาตะกานัง” ในคำแปล มรรคนายกทั่วไปจะพูดว่า “แก่ญาติทั้งหลายมีบิดามารดาเป็นต้น” คือเอา “บิดา” ขึ้นก่อนตามวัฒนธรรมไทย 

แต่ผมจะแปลว่า “แก่ญาติทั้งหลายมีมารดาบิดาเป็นต้น” คือเอา “มารดา” ขึ้นก่อน 

ทำไมจึงพูดไม่เหมือนชาวบ้านเขา?

ผมมีเหตุผล ๒ ประการ

ประการแรก เมื่อเอ่ยถึงพ่อกับแม่คู่กัน คำบาลีใช้ว่า “มาตาปิตุ” หรือ “มาตาปิตา” คือเอา “มาตา” ขึ้นก่อนเสมอ ที่เอา “ปิตา” หรือ “ปิตุ” ขึ้นก่อนก็มี แต่มีน้อยจนแทบจะหาไม่เจอ

คำทักที่ประชุม-อย่างที่ภาษาไทยแบบนักการเมืองพูดว่า “พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย” เราเอา “พ่อ” ขึ้นก่อน ภาษาบาลีใช้ว่า “อมฺมตาตา” (อมฺม = แม่ ตาต = พ่อ) เอา “แม่” ขึ้นก่อน แบบเดียวกับ “มาตาปิตุ” หรือ “มาตาปิตา” เหมือนกัน

ผมจึงแปลว่า “แก่ญาติทั้งหลายมีมารดาบิดาเป็นต้น” เอา “มารดา” ขึ้นก่อน เพื่ออนุวัติตามสำนวนบาลี 

ถ้าถามว่า-แล้วทำไมไม่แปลอนุวัติตามวัฒนธรรมไทย เราแปลให้คนไทยฟังมิใช่หรือ คำตอบก็จะโยงไปที่เหตุผลประการที่สอง -

ประการที่สอง เป็นเรื่องที่น่าสังเกตอย่างยิ่งที่คนไปทำบุญวันพระทุกวัดทุกแห่ง ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 

น่าจะมีการวิจัยให้เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ตั้งข้อสังเกตกันลอยๆ - ทำไมผู้หญิงจึงไปทำบุญวันพระมากกว่าผู้ชาย?

ในเมื่อผู้เป็นเพศมารดานั่งกันอยู่เต็มศาลา แต่ผู้เป็นเพศบิดามีอยู่บางตา เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ผู้เป็นเพศมารดา จึงควรแปลให้ตรงตามคำบาลี รักษาวัฒนธรรมคำบาลีไว้ด้วย ให้เกียรติแก่ผู้เป็นเพศมารดาด้วย 

และถ้าท่านผู้ใด-โดยเฉพาะท่านผู้เป็นเพศบิดา-เกิด “เอ๊ะ” ขึ้นมาเมื่อได้ยินคำแปลแบบนั้น ท่านผู้นั้นก็ควรจะ “เอ๊ะ” ต่อไปอีกด้วยว่า-ผู้ชายไปไหนกันหมด เมื่อไรผู้ชายจึงจะไปทำบุญวันพระให้มีจำนวนไล่เลี่ยกับผู้หญิง นี่ไม่อายผู้หญิงกันมั่งหรือ - อาจเกิดแรงบันดาลใจให้ช่วยกันคิดหาวิธีชักชวนชักจูงกันต่อไป 

จะถือว่านี่เป็นเหตุผล “แถมพก” อีกข้อหนึ่งก็น่าจะได้นะครับ

..................

ข้อ ๔ คำแปลตรงที่ว่า “เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ...” มรรคนายกทุกคนที่ผมเคยได้ฟังมา ท่านจะแปลว่า “เพื่อประโยชน์ และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ...” - ใช้คำว่า “และ” ตรงคำว่า “เพื่อ” 

.........................................................

ผมแปล:- “เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข” 

มรรคนายกทั่วไป:- “เพื่อประโยชน์ และความสุข”

.........................................................

ใครจะว่าเรื่องเล็กน้อย แต่ผมว่าเป็นเรื่องใหญ่

ถ้าจะถามแบบหาเรื่อง - เอาคำว่า “และ” มาจากไหนไม่ทราบ?

แค่นี้ก็จอดแล้ว

คำบาลีว่า “หิตายะ  สุขายะ” 

“หิตายะ” แปลว่า “เพื่อประโยชน์”

“สุขายะ” แปลว่า “เพื่อความสุข”

แล้วคำไหนที่แปลว่า “และ”?

ก็คงดิ้นไปดื้อๆ ว่า ก็-เติมเข้ามาเพื่อความสละสลวย

ถ้าต้นฉบับท่านต้องการให้มี “และ” คำถวายทานตอนนี้ท่านก็คงใช้ว่า “หิตายะ  จะ  สุขายะ  จะ” วลีแบบนี้พบได้ทั่วไปในคัมภีร์และวรรณคดีบาลี

“หิตายะ  จะ” แปลว่า “เพื่อประโยชน์ด้วย”

“สุขายะ  จะ” แปลว่า “เพื่อความสุขด้วย”

แปลแบบกระชับว่า “เพื่อประโยชน์ และความสุข” - ตรงตามต้องการ 

(“จ” หรือ “จะ” ในบาลีคือ and ในภาษาอังกฤษ)

ถ้าประนีประนอมยอมให้เติมกันได้ตามใจชอบ ยอมได้เรื่องหนึ่ง เดี๋ยวก็ไปเติมเรื่องอื่นได้อีก และถ้าปล่อยให้เติมกันได้แบบนี้ ในที่สุดหลักคำสอนก็เพี้ยน

ท่านพูดว่า “หิตายะ  สุขายะ”

ไม่ได้พูดว่า “หิตายะ  จะ  สุขายะ  จะ”

แล้วไปเติม “และ” เข้ามาทำไม

เห็นหรือยังว่า แค่คำคำเดียวก็เป็นเรื่องสำคัญ

ผมจึงว่า-ใครจะว่าเรื่องเล็กน้อย แต่ผมว่าเป็นเรื่องใหญ่

..................

ข้อ ๕ คำแปลตรงที่ว่า “เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย และแก่ญาติทั้งหลาย ...” มรรคนายกบางวัดจะแถมรายชื่อญาติเข้าไปอีก เช่น ... และแก่ญาติทั้งหลาย มีบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ปู่ย่าตายาย เจ้ากรรมนายเวร เจ้ากรุงพาลี ท้าวสีทันดร ... เป็นบัญชีหางว่าวไปเลย

ผมเคยคุยด้วย ได้รับคำอธิบายว่า เป็นธรรมเนียมของพื้นถิ่นนี้ เขานิยมว่าอย่างนี้กันมาแต่ไหนแต่ไร ...

เมื่ออ้างว่าเป็นธรรมเนียม ก็ไม่ว่าอะไรกัน เพียงแต่อยากจะเรียนว่า “คำถวายทานไม่ใช่คำอุทิศส่วนบุญ” ถ้าจะอุทิศส่วนบุญเป็นหางว่าวก็ควรแยกไปกล่าวต่างหากตอนกรวดน้ำ

คำแปลที่ว่า ... ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ ... เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย และแก่ญาติทั้งหลายมีมารดาบิดาเป็นต้น ... เป็นคำแสดงเจตนาประกอบคำขอร้องให้พระสงฆ์รับของที่ถวายเพื่อให้สำเร็จเป็นบุญแก่เราผู้ถวายและญาติๆ 

ขั้นตอนนี้เป็นการกล่าวคำถวาย ไม่ใช่เป็นการอุทิศส่วนบุญให้ใคร การอุทิศส่วนบุญยกไปทำอีกขั้นตอนหนึ่ง 

ขอเสนอไว้ให้พิจารณา หลักวิชาเป็นอย่างนี้

---------------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

๑๔:๓๐

[right-side]

ทำบุญวันพระ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.