บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๑๒)
------------------------------
บูชาข้าวพระ (๑)
------------------------------
ใส่บาตรเสร็จแล้วกลับมานั่งที่ พระสวดถวายพรพระจบ มรรคนายกก็กล่าวนำบูชาข้าวพระ
คำว่า “ข้าวพระ” คำเต็มคือ “ข้าวพระพุทธ” หมายถึงอาหารที่จัดบูชาพระพุทธเจ้า
ขอแทรกคำแนะนำไว้ตรงนี้ว่า ข้าวพระ หรือข้าวพระพุทธ จะจัดก็ต่อเมื่อมีการถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์เท่านั้น ไม่ใช่จัดเป็นเครื่องบูชาประจำวัน
ข้าวพระพุทธ ต้องจัดให้ประณีตเหมือนที่จัดถวายพระสงฆ์หรือประณีตกว่า อย่าใช้ถ้วยเล็กๆ ถาดเล็กๆ เหมือนของเซ่นผี เพราะพระพุทธเจ้าไม่ใช่ผี
การจัดข้าวพระพุทธมีความเป็นมาอย่างไร?
เท่าที่ศึกษามาจากครูบาอาจารย์ก็ดี ศึกษาจากธรรมเนียมประเพณีวิถีชีวิตของสังคมสงฆ์ในสมัยพุทธกาลอันปรากฏในคัมภีร์ต่างๆ ก็ดี ผมขอแสดงความเป็นมาของการบูชาข้าวพระตามความเข้าใจของผมเอง ดังต่อไปนี้ (ถ้าท่านผู้ใดมีความเข้าใจเป็นประการอื่น และแน่ใจว่าถูกต้องกว่า ขอได้โปรดเมตตาชี้แนะเผยแพร่เป็นธรรมทานด้วย จะเป็นมหากุศลอย่างยิ่งแก่ชาวพุทธทั้งหลาย)
ในสมัยพุทธกาล เมื่อชาวบ้านมีศรัทธานิมนต์พระสงฆ์ไปฉันภัตตาหาร ตามปกติก็จะมีพระพุทธเจ้าเสด็จไปด้วย ดังมีคำบาลีว่า “พุทฺธปฺปมุโข ภิกฺขุสงฺโฆ” แปลว่า “หมู่แห่งภิกษุมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข”
และมีธรรมเนียมว่า สถานที่ซึ่งภิกษุไปนั่งชุมนุมกันอยู่ เช่นในศาลาฟังธรรมเป็นต้น จะต้องปูลาดอาสนะที่ประทับของพระพุทธเจ้า (พุทธอาสน์) ไว้ด้วยเสมอ ไม่ว่าพระพทุธองค์จะเสด็จหรือไม่ก็ตาม
ปกติพระสงฆ์ฉันในบาตร ไม่ได้นั่งล้อมวงฉันอย่างที่เรามักเห็นในสังคมไทย อาหารที่จัดถวาย จึงจัดเป็นชุดๆ ถวายเป็นองค์ๆ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าเป็นต้นไป
การปูลาดพุทธอาสน์ และจัดภัตตาหารถวายพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งภิกษุสงฆ์จึงเป็นภาพที่ติดตาติดใจของชาวพุทธตลอดมา
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานใหม่ๆ พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากไปปรนนิบัติปัดกวาดพระคันธกุฎีที่ประทับ เคยหมอบเคยกราบอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น เหมือนเมื่อครั้งพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ คตินี้พระสงฆ์ไทยเราก็เคยประพฤติมา เช่น เก้าอี้ที่พระเถระผู้เป็นอาจารย์เคยนั่ง เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ก็นำมาจัดตั้งไว้ในที่อันสมควร แล้วปรนนิบัติเสมือนพระเถระผู้เป็นอาจารย์นั่งอยู่ตรงนั้นจริงๆ ดังนี้เป็นต้น
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานใหม่ๆ ชาวพุทธยังชินอยู่กับการจัดพุทธอาสน์และภัตตาหารถวายพระพุทธเจ้า เมื่อนิมนต์พระสงฆ์ไปฉันภัตตาหาร ก็จึงจัดที่ประทับของพระพุทธเจ้าและจัดภัตตาหารตั้งไว้ เสมือนหนึ่งว่าพระพุทธองค์เสด็จมาประทับอยู่ด้วย และกลายเป็นธรรมเนียมจัดข้าวพระพุทธ และประพฤติบุญกิริยาที่เรียกกันว่า “บูชาข้าวพระ” มาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อทำหน้าที่มรรคนายก ผมจะกล่าวเชิญสั้นๆว่า “ต่อไปนี้ขอเชิญบูชาข้าวพระครับ”
ผมใช้คำว่า “บูชาข้าวพระ” ไม่ใช่ “ถวายข้าวพระ” เหตุผลมีเป็นประการใด จะได้อภิปรายข้างหน้า
คำบูชาข้าวพระที่เป็นมาตรฐานกลาง ว่าดังนี้ (กล่าวนำ/กล่าวตาม)
.........................................................
นะโม ตัสสะ / ภะคะวะโต / อะระหะโต / สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
อิมัง / สูปะ/พ๎ยัญชะนะ/สัมปันนัง / สาลีนัง / โอทะนัง / อุทะกัง / วะรัง / พุทธัสสะ / ปูเชมิ.
.........................................................
โปรดสังเกตว่า หยุดเป็นวรรคค่อนข้างถี่ เหตุผลมีประการเดียวคือ แบ่งกลุ่มเป็นคำสั้นๆ น้อยพยางค์ จะกล่าวตามได้สะดวกกว่าคำยาวๆ โดยปกติจะแบ่งกลุ่มเป็นคำที่สมบูรณ์ในตัว
มีคำเดียวคือ “สูปะพ๎ยัญชะนะสัมปันนัง” มีหลายพยางค์ ถ้ากล่าวนำเต็มทั้งคำ จะว่าตามยาก จึงแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม คือ สูปะ/พ๎ยัญชะนะ/สัมปันนัง แต่ใช้เทคนิคเล็กน้อย คือ คนว่าตามยังไม่ทันขาดเสียงก็ขึ้นวรรคต่อไปทันที เพื่อให้เป็นที่สังเกตว่าเป็นคำเดียวกัน ถ้าเขียนก็จะไม่เว้นวรรค เพียงใช้เครื่องหมายทับ (/) แทรกเข้าไปเท่านั้น
ถ้าจะว่าไปแล้ว นี่เป็นเรื่องเล็กน้อย มรรคนายกแต่ละคนก็มีลีลาเฉพาะตัว ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกัน ขออย่างเดียวให้มีเหตุผลว่าทำไมจึงว่านำอย่างนั้น แต่ไม่ควรอ้างเพียงว่า-ที่นี่ทำกันมาอย่างนี้ หรือที่ไหนๆ เขาก็ทำอย่างนี้
ทีนี้ก็มาถึงเหตุผลว่า ทำไมจึงควรใช้คำว่า “บูชาข้าวพระ” ไม่ใช่ “ถวายข้าวพระ”
กล่าวโดยทั่วไป ของที่ใช้บูชาหรือถวายพระ หรือมอบให้ใครก็ตาม มี ๒ ประเภท คือ
(๑) ของกิน
(๒) ของใช้ คือของที่ไม่ใช่ของกิน
- ของกิน บูชาหรือถวายผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น ตามหลักความจริงที่ว่า ของกินทำขึ้นเพื่อกิน คือนำเข้าสู่ร่างกายเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตไม่ให้ตาย ผู้ที่ตายแล้วไม่มีความจำเป็นจะต้องกินอาหารที่มนุษย์ทำขึ้นเพื่อกิน และมนุษย์ไม่ได้ทำหรือผลิตอาหารขึ้นมาเพื่อเป็นของใช้หรือเพื่อเอาไว้ดูเล่น การบูชาหรือถวายของกินแก่ผู้ที่ตายแล้วจึงผิดหลักความจริง
- ของใช้ บูชาหรือถวายผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วก็ได้ กรณีนี้ผู้ล่วงลับไปแล้วมาใช้ของนั้นไม่ได้ก็จริง แต่ของใช้อาจดำรงอยู่ในฐานะเป็นของที่ระลึกได้ คือเป็นเหตุให้ระลึกถึงผู้ที่ได้รับการบูชาก็ได้ คนทั่วไปมาเห็นของบูชานั้นเป็นเหตุให้ระลึกถึงความดีของผู้บูชาก็ได้ จึงไม่เสียหลัก
หลักในการใช้คำพูด (โดยเฉพาะในภาษาบาลี) -
๑ ถ้าใช้คำว่า “บูชา” รูปประโยคจะต้องเป็นดังตัวอย่างนี้
.........................................................
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง ปูเชมิ
ข้าพเจ้าขอบูชา “ซึ่ง” พระพุทธเจ้า “ด้วย” เครื่องสักการะนี้
.........................................................
= ขอบูชา ซึ่ง (ผู้รับ) ด้วย (ของกิน/ของใช้)
๒ ถ้าใช้คำว่า “ถวาย” รูปประโยคจะต้องเป็นดังตัวอย่างนี้
.........................................................
อิมานิ ... ภัตตานิ ... ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ
ข้าพเจ้าขอน้อมถวาย “ซึ่ง” ภัตตาหารทั้งหลายเหล่านี้ “แก่” พระภิกษุสงฆ์
.........................................................
= ขอถวาย ซึ่ง (ของกิน/ของใช้) แก่ (ผู้รับ)
เฉพาะการบูชาข้าวพระ เป็นการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยของกิน หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่า เป็นการถวายของกินแก่พระพุทธเจ้า ซึ่งขัดกับหลักที่ว่า “ของกิน บูชาหรือถวายผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น”
พูดว่า “ขอบูชา ซึ่งพระพุทธเจ้า ด้วยของกิน” ก็ขัด
พูดว่า “ขอถวาย ซึ่งของกิน แก่พระพุทธเจ้า” ก็ยิ่งขัด
เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้มาเสวยของกินนั้น และ “ของกิน” ใช้บูชาหรือถวายแก่ผู้ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น
ดังนั้น ในคำบูชาข้าวพระ ผู้รู้ท่านจึงเลี่ยงไปพูดว่า
.........................................................
อิมัง .... พุทธัสสะ ปูเชมิ
ขอบูชา ซึ่งของกิน แก่พระพุทธเจ้า
.........................................................
ตรงกับคำที่พูดว่า “บูชาข้าวพระ” ไม่ใช่ “ถวายข้าวพระ”
ขยายความว่า ถ้าเรา “ถวายข้าวแก่พระพุทธเจ้า” ก็เท่ากับว่าเราเกณฑ์ให้พระพุทธเจ้ามาเสวยข้าว เพราะข้าวเป็นของกิน ไม่ใช่ของที่ตั้งไว้ดูเล่นเป็นที่ระลึก ถ้านึกไปว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาเสวย ก็ยิ่งผิดความจริงเพราะพระพุทธเจ้าทรงดับรอบแล้ว ไม่เหลือเชื้อใดๆ ที่จะมารับหรือรู้อารมณ์ใดๆ ในภพภูมิใดๆ อีกแล้ว การจินตนาการในเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็ผิดหลักชาวพุทธที่ดีอีกต่างหาก
แต่เรา “บูชาข้าวแก่พระพุทธเจ้า” ได้ เพราะสิ่งที่เราบูชาคือข้าวซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถบูชาได้ แต่เราอุทิศการบูชาไปถึงพระพุทธเจ้า คือบูชาข้าวแต่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าปรินิพพานนานแล้วเราก็ยังสามารถระลึกถึงได้
กล่าวโดยสรุป ในโอกาสที่เราถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ เราก็อาศัยภัตตาหารนั้นเป็นเครื่องระลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วย โดยการจัดภัตตาหารเป็นส่วนพิเศษแล้วยกขึ้นบูชาเป็นเครื่องระลึกถึง ดังนั้น จึงเรียกว่า “บูชาข้าวพระ” ไม่ใช่ “ถวายข้าวพระ” ด้วยประการฉะนี้
เรื่องบูชาข้าวพระ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับภาษาอีกบางประการ จะได้ยกมาพูดถึงในตอนหน้าครับ
-----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๕
๑๕:๑๗
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ