บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๑๖)

------------------------------

บูชาข้าวพระ (๕)

------------------------------

คำบูชาข้าวพระที่เป็นมาตรฐานกลาง ว่าดังนี้ 

.........................................................

อิมัง  สูปะพ๎ยัญชะนะสัมปันนัง  สาลีนัง  โอทะนัง  อุทะกัง  วะรัง  พุทธัสสะ  ปูเชมิ.

ข้าพเจ้าขอบูชาข้าวสุกแห่งข้าวสาลี พร้อมทั้งแกงและกับ และน้ำอันประเสริฐนี้ แด่พระพุทธเจ้า

.........................................................

ตอนต่อไปนี้หนักไปทางวิชาการ ขอร้องญาติมิตรให้อดทนอ่านหน่อยนะครับ

ปัญหาข้อหนึ่งในคำบูชาข้าวพระก็คือ คำว่า “ปูเชมิ” มรรคนายกส่วนมากหรือแทบทั้งหมดจะใช้ว่า “ปูเชมะ” ตามเหตุผลที่รู้เข้าใจกันทั่วไป คือ “คนเดียว มิ หลายคน มะ”

แต่ผมใช้ว่า “ปูเชมิ” ไม่ใช่ “ปูเชมะ” ด้วยเหตุผลดังจะกล่าวต่อไปนี้

ขอเสนอตัวอย่างประกอบการพิจารณาก่อน

มีหลักฐานในคำบูชาพระที่พระสงฆ์ท่านใช้ในเวลาทำวัตรเช้าหรือทำวัตรเย็น มีข้อความดังนี้

.........................................................

โย  โส  ภะคะวา  อะระหัง  สัมมาสัมพุทโธ

         ส๎วากขาโต  เยนะ  ภะคะวะตา  ธัมโม

         สุปะฏิปันโน  ยัสสะ  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ,

         ตัมมะยัง  ภะคะวันตัง  สะธัมมัง  สะสังฆัง

         อิเมหิ  สักกาเรหิ  ยะถาระหัง  อาโรปิเตหิ  อะภิปูชะยามะ.

         สาธุ  โน  ภันเต  ภะคะวา  สุจิระปะรินิพพุโตปิ

         ปัจฉิมาชะนะตานุกัมปะมานะสา

         อิเม  สักกาเร  ทุคคะตะปัณณาการะภูเต  ปะฏิคคัณหาตุ

         อัมหากัง  ทีฆะรัตตัง  หิตายะ  สุขายะ.

                 อะระหัง  สัมมาสัมพุทโธ  ภะคะวา,

                 พุทธัง  ภะคะวันตัง  อะภิวาเทมิ.

                 ส๎วากขาโต  ภะคะวะตา  ธัมโม,

                 ธัมมัง  นะมัสสามิ.

                 สุปะฏิปันโน  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ,

                 สังฆัง  นะมามิ.

.........................................................

ขอให้ดูที่คำว่า “อะภิปูชะยามะ” แล้วยังมีคำว่า “มะยัง” (แปลว่า ข้าพเจ้าทั้งหลาย) ย้ำยืนยันหลักที่ว่า “คนเดียว มิ หลายคน มะ”

แต่พอถึงตอนนมัสการ “อะระหัง  สัมมาสัมพุทโธ  ภะคะวา ...” ท่อนต่อไปท่านก็ไม่ได้เปลี่ยนเป็น “พุทธัง  ภะคะวันตัง  อะภิวาเทมะ” หากแต่กลับเป็น “อะภิวาเทมิ” ตามแบบที่ลงตัวอยู่แล้วนั่นเอง (อะภิวาเทมิ นะมัสสามิ นะมามิ ๓ คำนี้เป็น “มิ” เสมอ ไม่เปลี่ยนเป็น “มะ”)

ควรจะสงสัยว่า ถ้ายึดหลักว่า-ต้องคงเป็น “อะภิวาเทมิ” ก็แล้วไฉนในตอนคำบูชาจึงไม่เป็น “อะภิปูชะยามิ” เสียเล่า จะได้ตรงกัน ไม่ลักลั่นกัน?

คำอธิบายก็คือ คำบูชาพระที่พระสงฆ์ท่านใช้ในเวลาทำวัตรเช้าหรือทำวัตรเย็นนี้ ไม่ใช่เป็นแค่คำบูชา แต่เป็น “คำถวายเครื่องสักการะ” ด้วย คือ ผู้กล่าวตั้งอารมณ์เสมือนกำลังกราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์ จึงต้องยึดหลัก “คนเดียว มิ หลายคน มะ”

แต่เมื่อกล่าวคำถวายเครื่องสักการะจบลงตรงคำว่า “อัมหากัง  ทีฆะรัตตัง  หิตายะ  สุขายะ” (โปรดสังเกตว่า ใช้คำแบบเดียวกับคำถวายของให้แก่สงฆ์) คำต่อจากนั้นไม่ใช่คำกราบทูลอยู่เฉพาะพระพักตร์อีกแล้ว แต่เป็นคำในลักษณะพูดกับตัวเองคนเดียว จึงใช้ “มิ” ไม่ใช้ “มะ”

หลักฐานอีกแห่งหนึ่งก็คือบททำวัตรเช้า

บททำวัตรเช้านั้น ตอนที่เป็น “คำนัด” คือ หันทะ  มะยัง ... ท่านก็ใช้หลัก “คนเดียว มิ หลายคน มะ” ดังคำเต็มๆ ว่าดังนี้

.........................................................

หันทะ  มะยัง  พุทธัสสะ  ภะคะวะโต  ปุพพะภาคะนะมะการัง  กะโรมะ  เส

 หันทะ มะยัง  พุทธาภิถุติง  กะโรมะ  เส

 หันทะ  มะยัง  ธัมมาภิถุติง  กะโรมะ  เส

 หันทะ  มะยัง  สังฆาภิถุติง  กะโรมะ  เส

.........................................................

คำนัดเหล่านี้ แปลเป็นใจความว่า “พวกเรามานมัสการพระพุทธเจ้ากันเถิด พวกเรามาสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์กันเถิด” เป็นการพูดกับผู้ที่ร่วมอยู่ในกิจนั้นด้วยกัน จึงต้องใช้ -มะ

แต่พอถึงตอนท้ายของแต่ละบท ท่านกลับใช้ “มิ”

โปรดดูคำเต็มๆ ดังนี้

.........................................................

... ตะมะหัง  ภะคะวันตัง  อะภิปูชะยามิ  ตะมะหัง  ภะคะวันตัง  สิระสา  นะมามิ.

... ตะมะหัง  ธัมมัง  อะภิปูชะยามิ  ตะมะหัง  ธัมมัง  สิระสา  นะมามิ.

... ตะมะหัง  สังฆัง  อะภิปูชะยามิ  ตะมะหัง  สังฆัง  สิระสา  นะมามิ.

.........................................................

ผมขอเสนอเหตุผลตามที่ผมพิจารณาแล้ว ดังนี้

คำที่กล่าวในศาสนพิธีเช่นนี้จะมีอยู่ ๒ ประเภท คือคำกล่าวที่มุ่งต่อพระรัตนตรัย ประเภทหนึ่ง และคำที่กล่าวต่อพระสงฆ์ ประเภทหนึ่ง 

๑ คำกล่าวที่มุ่งต่อพระรัตนตรัย ผู้กล่าวไม่ได้พูดกับพระรัตนตรัย พระรัตนตรัยไม่ได้มานั่งฟังเหมือนเป็นคู่สนทนากับเรา หากแต่เป็นเหมือนการพูดกับตัวเอง หรือบอกตัวเองว่าเราจะทำอะไร แม้จะมีผู้พูดเป็นสิบหรือเป็นร้อย ก็เท่ากับต่างคนต่างพูด ลักษณะเช่นนี้ก็คือพูดคนเดียว คำกริยาจึงต้องเป็น “มิ” ดังที่ปรากฏในคำบูชาพระว่า อะภิวาเทมิ  นะมัสสามิ  นะมามิ 

และถ้าถือตามหลักนี้ คำบูชาที่ขึ้นต้นว่า อิมินา  สักกาเรนะ ... ก็เป็นการพูดกับตัวเองเหมือนกัน ไม่มีตอนไหนเลยที่เราพูดกับพระพุทธเจ้า หรือพูดกับพระรัตนตรัย เพราะฉะนั้น คำบูชาจึงควรจะเป็น พุทธัง  ปูเชมิ  ... ธัมมัง ปูเชมิ  ... สังฆัง ปูเชมิ (หรือ อะภิปูชะยามิ ... ก็แล้วแต่) ก็จะสอดคล้องกันตลอดสาย 

๒ คำที่กล่าวต่อพระสงฆ์ หมายความว่ามีพระสงฆ์ (พระสงฆ์ที่มีชีวิต ไม่ใช่พระสงฆ์ในพระรัตนตรัย) มาอยู่ต่อหน้าเรา เหมือนเป็นคู่สนทนากับเรา คำที่เราพูดกับท่านก็ต้องพูดไปตามข้อเท็จจริง คือ “คนเดียว มิ  หลายคน มะ” คำประเภทนี้ก็อย่างเช่น คำอาราธนาศีล และคำถวายทานต่างๆ เป็นต้น 

ด้วยเหตุผลดังแสดงมา จึงควรยุติได้ว่า คำบูชาพระรัตนตรัยใช้ -มิ ไม่ใช่ -มะ มีคำที่ยืนยัน คือ 

พุทธัง  ภะคะวันตัง  อะภิวาเทมิ แม้กล่าวพร้อมกันหลายคนก็ไม่เคยเปลี่ยนเป็น ... อะภิวาเทมะ

ธัมมัง  นะมัสสามิ ไม่เคยเปลี่ยนเป็น ... ธัมมัง  นะมัสสามะ

สังฆัง  นะมามิ ไม่เคยเปลี่ยนเป็น ... สังฆัง  นะมามะ

..................

เมื่อเอาหลักนี้ไปจับคำบูชาข้าวพระ ก็จะได้แนวปฏิบัติแบบเดียวกัน นั่นคือ คำบูชาข้าวพระเป็นคำกล่าวที่มุ่งต่อพระพุทธเจ้าอันเป็นองค์หนึ่งในพระรัตนตรัย เราผู้กล่าวไม่ได้พูดกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ได้มานั่งฟังเหมือนเป็นคู่สนทนากับเรา หากแต่เป็นเหมือนการพูดกับตัวเอง หรือบอกตัวเองว่าเราจะบูชาข้าวพระ แม้จะมีผู้พูดเป็นสิบหรือเป็นร้อย ก็เท่ากับต่างคนต่างพูด ลักษณะเช่นนี้ก็คือพูดคนเดียว คำกริยาจึงต้องเป็น “ปูเชมิ”

อีกประการหนึ่ง งานบุญที่เป็นงานส่วนตัว (ทั้งส่วนตัวบุคคล และส่วนตัวของหน่วยงานต่างๆ) มีการถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์และจัดข้าวพระพุทธด้วย แต่เจ้าภาพหรือผู้เป็นประธานกล่าวคำบูชาข้าวพระคนเดียว บางทีพิธีกรเป็นผู้กล่าวเอง ไม่ได้ให้ผู้มาร่วมงานร่วมกันกล่าว กรณีเช่นนี้คำบูชาข้าวพระก็ต้องเป็น “ปูเชมิ” ตรงตามข้อเท็จจริงที่ผู้กล่าวมีคนเดียวด้วย และตรงตามหลักการที่อธิบายมานั้นด้วย แปลว่าใช้ยืนตัวแบบเดียวกันตลอด ไม่ต้องเปลี่ยนกลับไปกลับมาเป็น มิ มั่ง มะ มั่ง ไม่ต้องมานั่งสงสัยว่าจะใช้ มิ หรือ มะ เท่ากับตัดปัญหาได้เด็ดขาด

..................

ที่อธิบายมาทั้งหมดนี้เป็นเหตุผล เป็นแนวคิด หรือเป็นทัศนะของผมเอง มรรคนายกอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือต้องทำตามเสมอไป ท่านผู้ใดมีเหตุผลที่แยบคายหรือแนบเนียนกว่านี้ ย่อมสามารถปฏิบัติไปตามที่ท่านเห็นชอบได้เสมอ

เป็นอันว่าเรื่องบูชาข้าวพระสิ้นกระแสความเพียงเท่านี้

บูชาข้าวพระเสร็จแล้ว ต่อไปก็ถึงตอนสำคัญที่มักเรียกกันว่า “ถวายสังฆทาน” เป็นเรื่องที่จะต้องพูดกันให้หนักสักหน่อย เพราะถวายสังฆทานทุกวันนี้เลอะเทอะที่สุด-ต้องบอกว่า-เลอะเทอะที่สุดในโลกด้วย

------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

๑๑:๐๗

[right-side]

ทำบุญวันพระ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.