วิธีเจริญพุทธานุสสติ
โดย
ท่านอาสภเถร วัดมหาธาตุ ยุวราชรังสฤษฎิ์
-------------
วิธีปฏิบัติ
อันโยคาวจรบุคคล ผู้ประกอบด้วยปสาทศรัทธา ปรารถาที่จะเจริญพุทธานุสสติกรรมฐาน พึงไปเลือกหาสถานที่อันลับหูลับตา หลีกเร้นอยู่ในเสนาสนะอันสมควรตามแบบแล้ว พึงระลึกถึงพระคุณทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า อย่างเนืองนิจว่า _
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น (๑) เป็นอรหันต์ เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลส (๒) เป็น สัมมาสัมพุทโธ เพราะเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยถูกต้อง (๓) เป็น วิชชาจรณสัมปันโน เพราะเบ็นผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชา ๓ หรือ ๘ และจรณะ ๑๕ (๔) เบ็น สุคโต เพราะเป็นผู้เสด็จไปดี (๕) เป็น โลกวิทู เพราะเบ็นผู้ทรงรู้แจ้งโลก (๖) เป็น อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ เพราะทรงเป็นนายสารถีผืกคนที่ควรฝึกได้ชั้นยอดเยี่ยม (๗) เป็น สัตถา เทวมนุสสานัง เพราะเบ็นศาสดาผู้สั่งสอนของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย (๘) เป็น พุทโธ เพราะเบ็นผู้ทรงเบิกบาน (๙) เป็น ภควา เพราะเบ็นผู้ทรงจำแนกแจกธรรม ฉะนั้น
ปรากฎการณ์แห่งการปฏิบัติ
เมื่อโยคาวจรบุคคล ระลึกถึงพระคุณทั้งหลายของพระพุทธเจ้าอยู่เนืองนิจ โดยให้ติดต่อกันไปนาน ๆ เช่นนี้ เวลานั้น จิตของท่านก็จะไม่ถูกราคะโทสะโมหะรบกวนครอบงำ สมัยนั้น จิตของท่านจะปรารภตรงดิ่งต่อพระพุทธคุณนั้นอย่างเดียว เมื่อโยคาวจรบุคคลข่มนิวรณ์ลงได้ เพราะไม่มีราคะโทสะโมหะรบกวนครอบงำ มีจิตตรงแน่ว เพราะมุ่งหน้าเฉพาะต่อพระพุทธคุณอยู่เช่นนี้ วิตกและ วิจาร ที่ตริตรึกนึกตรองไปในพระพุทธคุณ ย่อมปรากฏชัดขึ้นแก่ท่าน ขณะเมื่อท่านตริตรึกนึกตรองถึงพระพุทธคุณทั้งหลายอยู่นั้น ปีติ ย่อมเกิดตามมา โยคาวจรบุคคลผู้มีใจประกอบด้วยปีติ ความกระวนกระวายกายและใจย่อมสงบไป ด้วยความสงบซึ่งมีปีติเบ็นบรรทัดฐาน เมื่อความกระวนกระวายสงบไปแล้ว ความสุขกายสุขใจ ย่อมบังเกิดขึ้นมาแทน จิตของโยกาวจรบุคคลผู้มีความสุขกายสุขใจ ซึ่งได้พระพุทธคุณเป็นอารมณ์ ย่อมเป็นสมาธิ คือแน่วแน่อยู่ในอารมณ์พุทธคุณอย่างเดียว เป็นอันว่าองค์แห่งอุปจารฌานทั้ง ๕ คือ วิตก, วิจาร, ปีติ, สุข และเอกัคคตา ได้เกิดขึ้นในขณะเดียวกันโดยลำดับ ด้วยประการฉะนั้น
แต่อย่างไรก็ดี ฌานนี้ขึ้นไม่ถึงขั้นอัปปนาฌาน ถึงเพียงขั้นอุปจารฌานเท่านั้น ทั้งนี้ เพราะเหตุที่พระคุณทั้งหลายของพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่ลึกล้ำคัมภีรภาพยิ่งนักอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่ต้องน้อมจิตไปในการระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าหลายอย่างหลายประการด้วยกันอย่างหนึ่ง กรรมฐานนี้นั้นย่อมถึงซึ่งอันนับได้ว่าพุทธานุสสติกรรมฐาน ทั้งนี้ เพราะเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งการระลึกถึง ซึ่งพระคุณของพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญอานิสงส์การปฏิบัติ
ก็แหละ โยคาวจรบุคคลผู้บำเพ็ญอยู่อย่างเนืองนิจซึ่งพุทธานุสสติกรรมฐานนี้ ย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงในพระพุทธเจ้า ทั้งย่อมจะได้บรรลุถึงซึ่งความไพบูลย์ด้วยศรัทธา, สติ, บัญญา และความไพบูลย์ด้วยบุญกุศล ท่วมท้นอยู่ด้วยความปีติและปราโมทย์ หักห้ามเสียได้ซึ่งโทษภัยอันน่าสพึงกลัว สามารถระงับยับยั้งทุกข์ให้ชะงักงันพลันสลายตัวไป ย่อมได้ความสำคัญมั่นหมายว่า ได้อยู่ร่วมกับพระพุทธเจ้า แม้สรีระร่างกายของโยคาวจรบุคคลนั้น อันพระพุทธคุณสถิตอยู่แล้วในภายใน ย่อมเป็นสิ่งที่ควรแก่การสักการะบูชา เป็นเสมือนองค์แห่งพระเจดียสถานฉะนั้น จิตของโยคาวจรบุคคลผู้เจริญพุทธานุสสติกรรมฐาน ย่อมน้อมไหลไปในพุทธภูมิ ครั้นถึงคราวประสบกับสิ่งที่จะพึงละเมิดล่วงเกินก็จะมีหิริความละอายและโอตตัปปะความเกรงกล้วปรากฏขึ้นมา เหมือนพระพุทธเจ้าปรากฎอยู่เฉพาะหน้า ฉะนั้น อันโยคาวจรบุคคล ผู้เจริญพุทธานุสสติกรรมฐานซึ่งมีประการดังพรรณนามา หากยังจะไม่ได้ตรัสรู้มรรคผลยิ่ง ๆ ขึ้นไปในบัจจุบันชาตินี้ ก็จะมีสุคติเบ็นที่หวังได้ในสัมปรายภพภายภาคหน้าเป็นแน่แท้
เพราะเหตุฉะนั้นแล โยคาวจรบุคคลผู้มีบัญญาจึงไม่ควรทำความประมาท คือพึงพยายามหาโอกาสในอันเจริญพุทธานุสสติภาวนา อันมีอานุภาพยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ.
อรรถาธิบายประกอบ
การระลึกอย่างเนืองนิจ ซึ่งเกิดขึ้นปรารภถึงพระพุทธเจ้า เรียกว่า พุทธานุสสติ คำนี้เบ็นชื่อของสติที่มีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์
ก็แหละ พุทธานุสสติกรรมฐานนี้นั้น ท่านจัดเป็น ๒ อันดับ คือที่มีความมุ่งหมายเพื่อพยุงจิตให้หรรษาร่าเริงอย่างหนึ่ง ที่มีความมุ่งหมายเพื่อความสุขในวิปัสสนาอย่างหนึ่ง ทั้ง ๒ อย่างนั้น มีอรรถาธิบายตามลำดับดังนี้
๑. กาลใด เมื่อโยคาวจรบุคคลเจริญอสุภกรรมราน ๑๐ ประการอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่นั้น จิตของท่านเกิดพะอึดพะอมเหนื่อยหน่ายขึ้นมา ไม่มีอัสสาทะความยินดี ไม่ดำเนินไปตามวิถีทางของพระกรรมฐาน ซึ่งมีอาการเหมือนโคขี้โกง วิ่งเพ่นพ่านไปมาทางโน้นทางนี้อยู่ ขณะนั้น โยคาวจรบุคคลพึงงดการเจริญอสุภกรรมฐานนั้นไว้เสียก่อน แล้วมาเจริญพระโลกิยคุณและพระโลกุตตรคุณของพระพุทธเจ้า โดยนัยมีอาทิว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เบ็น อรหันต์ เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลส ฉะนั้น
เมื่อโยคาวจรบุคคลเปลี่ยนพระกรรมฐานมาเจริญพระคุณทั้งหลายของพระพุทธเจ้าโดยประการดังนั้ จิตของโยคาวจรบุคคลนั้น ย่อมจะเกิดผ่องใส เป็นสภาวะห่างไกลจากนิวรณ์กิเลส ด้วยอำนาจแห่งอุปจารฌาน ครั้นโยกาวจรบุคคล ช่วยพยุงจิตไห้ผ่องใส ด้วยอุบายวิธีอย่างนี้แล้ว จึงหวนกลับไปเจริญอสุภกรรมฐานต่อไปใหม่
ข้อนี้มีอุปมาดังนี้ เหมือนอย่างบุรุษผู้มีกำลังกายแข็งแรง มีความประสงค์จะตัดต้นไม้ใหญ่ เพื่อนำไปทำเป็นช่อพ้าเรือนยอด เมื่อคมขวานร่อยไป เพราะเหตุที่ใช้ลิดก็งก้านมาก่อนจนไม่อาจสามารถจะใช้ตัดต้นมันได้ถึงกระนั้น เขาก็ไม่พักทอดธุระ รีบกลับไปโรงงานลับขวานให้คมได้ที่แล้ว จึงมาลงมือตัดต้นไม้ต่อไป ใหม่ ฉันใด นักปฏิบัติพึงทราบความอุปไมย ฉันนั้น
ครั้นโยคาวจรบุคคล ช่วยพยุงจิตให้ผ่องใสด้วยพุทธานุสสติกรรมฐานฉะนี้แล้ว ก็จึงกลับไปเจริญอสุภกรรมฐานต่อไปใหม่ ทำปฐมฌานซึ่งมีอสุภเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้นแล้ว จึงพิจารณาองค์แห่งฌานทั้งหลายต่อไปอีก โยคาวจรบุคคลนั้น ย่อมจะหยั่งลงสู่ภูมิแห่งพระอริยเจ้าในที่สุด ด้วยประการฉะนี้ นี้จัดเป็น พุทธานุสสติกรรมฐาน ประเภทที่มีความมุ่งหมายเพื่อพยุงจิตให้หรรษาร่าเริง
๒. กาลใด โยคาวจรบุคคลระลึกถึงพระพุทธคุณทั้งหลายอยู่อย่างเนืองนิจนั้น พิเคราะห์ดูว่า "เอ! ใครเล่านี้ ระลึกถึงพระพุทธคุณอยู่นั้น เป็นสตรีหรือ หรือเป็นบุรุษ หรือเป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นนมาร หรือเป็นพรหม จำพวกใดจำพวกหนึ่ง" ครั้นแล้วก็เห็นชัดลงไปว่า "หาใช่ใครอื่นที่ไหน ที่แท้คือ จิตที่ประกอบด้วยสตินี้เองแหละระลึกอยู่นั้น" จึงพิจารณาแยกนามออกไปว่า
"ก็แหละ จิตนี้นั้น เมื่อว่าโดยประเภทแห่งขันธ์แล้ว จัดเป็น วิญญาณขันธ์ เวทนาที่ประกอบกับจิตนั้น จัดเป็นเวทนาขันธ์ สัญญาที่ประกอบกับจิตนั้น จัดเป็น สัญญาขันธ์ สหชาตธรรม คือสภาวธรรมที่เกิดร่วมกับจิตทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น จัดเป็น สังขารขันธ์ ขันธ์ทั้ง ๔ นี้ สงเคราะห์เข้าเป็น นามขันธ์ ด้วยประการฉะนี้ ครั้นพิจารณาแยกนามได้แล้วอย่างนี้ จึงพิจารณาแสวงหาที่อาศัยของนามจิตต่อไป ก็จะได้พบ หทยวัตถุรูป อันเบ็นที่เกิดของจิต แล้วพิจารณาเห็นมหาภูตรูป ๔ คือ ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม อันเป็นที่อาศัยของจิต และอุปาทายรูปที่เหลืออีก ๒๕ ซึ่งอาศัยมหาภูตรูป ๔ นั้นอยู่จึงกำหนดเห็นลงไปอย่างชัดแจ้งว่า รูปแม้ทั้ง ๒๘ รูปนั้นจัดเป็น รูปขันธ์ เป็นอันได้กำหนดเห็น รูป และ นามโดยย่อว่า สิ่งที่กำลังกล่าวถึงนี้เบ็น รูป สิ่งที่กล่าวถึงมาก่อนนั้นเป็น นาม ฉะนี้
ครั้นแล้วก็กำหนดพิจารณาอริยสัจในขันธ์ ๕ ต่อไปว่า เมื่อว่าโดยย่อนั้น ขันธ์ทั้ง ๕ นี้ จัดเป็น ทุกขสัจ ตัณหาอันเป็นแดนเกิดแห่งทุกขสัจนั้น จัดเป็น สมุทยสัจ ความดับแห่งสมุทยสัจนั้น จัดเบ็น นิโรธสัจ ปฏิปทาคือการปฏิบัติที่รู้แจ้งชัด ซึ่งนิโรธสัจนั้น จัดเป็น มัคคสัจจึงเป็นอันกำหนดรู้สัจจะ ๔ โดยประเภทในส่วนเบื้องต้นด้วยประการฉะนี้
ครั้นแล้ว โยคาวจรบุคคลผู้เจริญพุทธานุสสติกรรมฐานมาโดยทำนองนี้ ก็หยั่งลงสู่ภูมิแห่งพระอริยเจ้าโดยลำดับไป กาลนั้นแล พุทธานุสสติกรรมฐานของโยคาวจรบุคคลนั้น จัดเป็นประเภทที่มีความมุ่งหมายเพื่อสุขในวิบัสสนา ฉะนี้แล
(นัยแห่งอรรถกถาวิสุทธิมรรค และอรรถกถาแห่งอังคุตตรนิกาย)
-----------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ