องค์ศีล (๑๔)-จบ

----------

มโนกรรมในกรรมบถ

.............

กรรมบถจำแนกเป็นกายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓

มโนกรรม ๓ ฝ่ายอกุศลประกอบด้วย

๑ อภิชฌา = เพ่งเล็งอยากได้ของเขา (covetousness; avarice)

๒ พยาบาท = คิดร้ายผู้อื่น (illwill)

๓ มิจฉาทิฏฐิ = เห็นผิดจากคลองธรรม (false view; wrong view)

ขยายความ: 

๑ อภิชฌา เรียกเต็มๆ ว่า “อภิชฌาวิสมโลภะ” นักเรียนธรรมะมักแปลกันตามตำราว่า “ความโลภไม่สม่ำเสมอคือความเพ่งเล็ง” ซึ่งแปลแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่า โลภแบบไหนหรือโลภอย่างไร

เก็บความและขยายความตามนัยอรรถกถาได้ความว่า -

๑ อยากได้ของที่พึงได้ตามสิทธิอันชอบธรรมของตน เรียกว่า “โลภ” แบบนี้เป็นปกติของมนุษย์ปุถุชน

๒ อยากได้ของที่ไม่ใช่ของตนหรือตนไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ คืออยากได้ของของคนอื่น เรียกว่า “วิสมโลภ” แบบนี้ผิดปกติของสาธุชน เข้าขั้นเป็นพาลชน 

“อภิชฌาวิสมโลภะ” ผมขอแปลว่า “โลภไม่เลือก” 

โลภธรรมดาหรือ “โลภเลือก” รู้ขอบเขตว่าอะไรควรโลภ อะไรไม่ควรโลภ ปุถุชนมีกันทุกคน ไม่เสียหายอะไร

“โลภไม่เลือก” ไม่รู้จักขอบเขต ผิดถูกควรไม่ควรไม่รับรู้ คิดจะเอาท่าเดียว แบบนี้คือ “อภิชฌา” ในกรรมบถ

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ข้อ [347] ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกความหมายไว้ดังนี้ - 

.........................................................

อภิชฌาวิสมโลภะ : คิดเพ่งเล็งอยากได้ โลภไม่สมควร, โลภกล้า จ้องจะเอา ไม่เลือกควรไม่ควร (greed and covetousness; covetousness and unrighteous greed)

.........................................................

องค์ประกอบที่ตัดสินว่าเป็นอภิชฌาวิสมโลภะมี ๒ ประการ คือ -

(๑) ปรภณฺฑํ (ปะระภัณฑัง) = ของที่อยากได้เป็นของผู้อื่น

(๒) อตฺตโน ปริณามนํ (อัตตะโน ปะริณามะนัง) = คิดหาวิธีที่จะเอามาเป็นของตน

...................

๒ พยาบาท คิดร้ายผู้อื่น พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกความหมายไว้ดังนี้ - 

.........................................................

พยาบาท : ความขัดเคืองแค้นใจ, ความเจ็บใจ, ความคิดร้าย; ตรงข้ามกับ เมตตา; ในภาษาไทยหมายถึง ผูกใจเจ็บและคิดแก้แค้น

.........................................................

องค์ประกอบที่ตัดสินว่าเป็นพยาบาทมี ๒ ประการ คือ -

(๑) ปรสตฺโต (ปะระสัตโต) = มีผู้อื่นสัตว์อื่นที่เป็นเป้าหมายของพยาบาท

(๒) ตสฺส วินาสจินฺตา (ตัสสะ วินาสะจินตา) = คิดที่จะให้เขาพินาศฉิบหาย

...................

๓ มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรม 

(คำว่า “ทิฏฐิ” พจนานุกรมสะกด “ทิฐิ” ในที่นี้สะกดตามศัพท์ธรรมะ)

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ.ปยุตฺโต บอกไว้ว่า -

.........................................................

มิจฉาทิฏฐิ : เห็นผิด, ความเห็นที่ผิดจากคลองธรรม เช่นเห็นว่าทำดีได้ชั่ว ทำชั่วได้ดี มารดาบิดาไม่มี เป็นต้น และความเห็นที่ไม่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ ....

.........................................................

เพื่อความรู้ทัน พึงสดับตัวอย่างทฤษฎีที่เป็น “มิจฉาทิฏฐิ” ดังต่อไปนี้ -

.........................................................

ทานไม่มีผล การบูชาไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่ว ไม่มี 

โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาบิดาไม่มี สัตว์ผู้เกิดผุดขึ้น (โอปปาติกะ) ไม่มี 

สมณพราหมณ์ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งกระทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ไม่มีในโลก 

คนเรานี้เป็นแต่ประชุมมหาภูตทั้งสี่ เมื่อทำกาลกิริยา ธาตุดินไปตามธาตุดิน ธาตุน้ำไปตามธาตุน้ำ ธาตุไฟไปตามธาตุไฟ ธาตุลมไปตามธาตุลม อินทรีย์ทั้งหลายย่อมเลื่อนลอยไปในอากาศ คนทั้งหลายมีเตียงเป็นที่ห้าจะหามเขาไป ร่างกายปรากฏอยู่แค่ป่าช้า กลายเป็นกระดูกมีสีดุจสีนกพิราบ 

การเซ่นสรวงมีเถ้าเป็นที่สุด ทานนี้คนเขลาบัญญัติไว้ คำของคนบางพวกพูดว่า มีผลๆ ล้วนเป็นคำเปล่า คำเท็จ คำเพ้อ เมื่อร่างกายสลายทั้งพาลทั้งบัณฑิตย่อมขาดสูญพินาศสิ้น เบื้องหน้าแต่ตายย่อมไม่มีอะไรไปเกิด

ที่มา: สามัญญผลสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๙ ข้อ ๙๖ 

(เป็นความเห็นของอชิตะ เกสกัมพล หนึ่งในครูทั้ง ๖ สมัยพุทธกาล)

.........................................................

องค์ประกอบที่ตัดสินว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิมี ๒ ประการ คือ -

(๑) วตฺถุโน คหิตาการวิปรีตตา (วัตถุโน คะหิตาการะวิปะรีตะตา) = เรื่องที่คิดเห็นเป็นเรื่องไม่ตรงกับความเป็นจริง (ความจริงของเรื่องนั้นเป็นอย่างหนึ่ง แต่เห็นไปอีกทางหนึ่ง)

(๒) ยถา ตํ คณฺหาติ ตถาภาเวน ตสฺสุปฏฺฐานํ (ยะถา ตัง คัณหาติ ตะถาภาเวนะ ตัสสุปัฏฐานัง) = มีพยานหลักฐานปรากฏให้เห็นว่า เรื่องที่คิดเห็นนั้นไม่ตรงตามที่คิด

เทียบตัวอย่างง่ายๆ -

๑ มิจฉาทิฏฐิ: เชื่อว่าคนเราเกิดมาแล้วไม่ตาย

๒ ข้อเท็จจริง: มีคนตายปรากฏให้เห็น

นี่เป็นตัวเทียบที่เห็นเป็นรูปธรรม แต่เรื่องที่เป็นนามธรรมหรือเรื่องที่ไม่อาจนำของจริงมาดูได้จะเห็นได้ยากที่สุด เนื่องจากเป็นเรื่องที่สัมผัสได้เฉพาะตัว

ลองฟังอีกตัวอย่างหนึ่ง -

คนคนหนึ่งไม่เคยไปอเมริกา ไม่เคยเห็นอเมริกา เขาจึงเชื่อว่าประเทศอเมริกาไม่มีอยู่จริง แม้ใครจะเอาภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอเมริกามาให้ดู เขาก็จะบอกว่า นั่นไม่ใช่ภาพอเมริกา จนที่สุดมีผู้พาเขาไปถึงอเมริกาและบอกว่านี่คือประเทศอเมริกา เขาก็ยังบอกว่า นี่ไม่ใช่อเมริกา เขาไม่เชื่อว่าอเมริกามีอยู่จริง

ไปเจอคนแบบนี้ เราจะทำอย่างไร?

มิจฉาทิฏฐิก็เช่นเดียวกันนี่แหละ

ด้วยเหตุฉะนี้ พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่า -

.........................................................

นาหํ  ภิกฺขเว  อญฺญํ  เอกธมฺมํปิ  สมนุปสฺสามิ  

ยํ  เอวํ  มหาสาวชฺชํ  ยถยิทํ  ภิกฺขเว  มิจฺฉาทิฏฺฐิ  

มิจฺฉาทิฏฐิปรมานิ  ภิกฺขเว  วชฺชานีติ ฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรามองไม่เห็นธรรมอย่างหนึ่งอันอื่นที่มีโทษมากเหมือนอย่างมิจฉาทิฏฐิเลย กระบวนโทษทั้งหลาย มิจฉาทิฏฐิมีโทษอย่างยิ่ง

ที่มา: อังคุตรนิกาย เอกนิบาต พระไตรปิฎกเล่ม ๒๐ ข้อ ๑๙๓

.........................................................

ในที่สุดนี้ ขอสรุปข้อธรรมในศีลและกรรมบถให้เห็นภาพรวมดังนี้

(๑) ปาณาติบาต 

(๒) อทินนาทาน 

๒ ข้อนี้มีในศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ และในกรรมบถ

(๓) กาเมสุมิจฉาจาร มีในศีล ๕ และในกรรมบถ ไม่มีในศีล ๘ และศีล ๑๐

(๔) อพรหมจริยา มีในศีล ๘ และศีล ๑๐ ไม่มีในศีล ๕ และในกรรมบถ

(๕) มุสาวาท มีในศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ และในกรรมบถ

(๖) ปิสุณาวาจา

(๗) ผรุสวาจา

(๘) สัมผัปปลาปะ

๓ ข้อนี้มีในกรรมบถ ไม่มีในศีล ๕ ศีล ๘ และศีล ๑๐

(๙) วิกาลโภชน์

(๑๐) นัจจคีตะ...

(๑๑) มาลาคันธะ... 

(๑๒) อุจจาสยนมาสยนะ

๔ ข้อนี้มีในศีล ๘ และศีล ๑๐ ไม่มีในศีล ๕ และในกรรมบถ

(๑๓) อภิชฌาวิสมโลภะ (ตรงข้ามคือ อนภิชฌา)

(๑๔) พยาบาท (ตรงข้ามคืออพยาบาท หรือเมตตา)

(๑๕) มิจฉาทิฏฐิ (ตรงข้ามคือสัมมาทิฏฐิ)

๓ ข้อนี้มีในกรรมบถ ไม่มีในศีล ๕ ศีล ๘ และศีล ๑๐

องค์ธรรม ๑๕ ข้อนี้ มีทั้งส่วนที่ไม่ทำความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นและส่วนที่ปฏิบัติขัดเกลาตนเอง ชาวบ้านผู้มีศรัทธามีอุตสาหะสามารถเลือกปฏิบัติได้ 

ผู้เว้นการควรเว้น ประพฤติการควรประพฤติ อานิสงส์ที่เห็นได้ชัดๆ คือไม่ทำความเดือดร้อนแก่ตนเองและสังคม

มีคนประพฤติเช่นนี้มากเท่าไร โลกก็จะมีสันติสุขมากขึ้นเท่านั้น

หากแม้คนอื่นๆ จะไม่ประพฤติ มีเราประพฤติอยู่คนเดียว เราก็จะมีสันติสุขในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ

-----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๘ มกราคม ๒๕๖๖

๑๓:๔๔

[full-post]

มโนกรรมในกรรมบถ, องค์ศีล

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.