แนะนำพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ (๒)
--------------------------------
ทีนี้จะกล่าวเฉพาะพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕
ที่เจาะจงเฉพาะเล่มที่ ๒๕ ก็เพราะเมื่อวันก่อนผมได้อ่านโพสต์ของญาติมิตรท่านหนึ่ง ท่านยกข้อความจากพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ มาอ้าง โดยระบุ “ที่มา” ว่า -
.................................................
( สูกรโปติกาวตฺถุ. สุตฺต. ขุ. ขุทฺทกปาฐ-ธมฺมปทคาถา. ๒๕/๓๔.๓๔๐ )
.................................................
เพื่อประโยชน์แก่ท่านที่ไม่คุ้นกับคัมภีร์ ขออนุญาตไขความดังนี้
สูกรโปติกาวตฺถุ. :
เป็นชื่อเรื่อง หรือ “วัตถุ” ในคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาซึ่งมีเรื่องหรือ “วัตถุ” ทั้งหมด ๓๐๒ เรื่อง ในที่นี้อ้างเฉพาะ สูกรโปติกาวตฺถุ เรื่องเดียว
สุตฺต. :
ย่อมาจากคำว่า สุตฺตนฺตปิฏก หมายถึงพระไตรปิฎกส่วนที่เป็นพระสุตตันตปิฎกหรือ “พระสูตร” (พระไตรปิฎกมี ๓ ส่วน คือส่วนที่เป็นพระวินัย ส่วนที่เป็นพระสูตร (สุตตันตปิฎก) และส่วนที่เป็นพระอภิธรรม)
ขุ. :
ย่อมาจากคำว่า ขุทฺทกนิกาย ซึ่งเป็น ๑ ใน ๕ นิกายในพระสุตตันตปิฎก (พระสุตตันตปิฎกแบ่งเป็น ๕ ส่วน เรียกว่า “นิกาย” คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย และขุททกนิกาย-สะกดตามศัพท์ธรรมะ)
ขุทฺทกปาฐ-ธมฺมปทคาถา. :
เป็นชื่อคัมภีร์ย่อย ๒ คัมภีร์ คือ ขุทฺทกปาฐ และ ธมฺมปทคาถา ซึ่งรวมอยู่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ มีคัมภีร์ย่อยรวมอยู่ด้วยกัน ๕ คัมภีร์-ดูข้างหน้า)
๒๕/๓๔.๓๔๐ :
- ตัวเลข ๒๕ คือลำดับเล่มพระไตรปิฎกของไทย บอกให้รู้ว่าข้อความที่ยกมานั้นอยู่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕
- ตัวเลข ๓๔ คือลำดับข้อ บอกให้รู้ว่าข้อความที่ยกมานั้นอยู่ใน ข้อ ๓๔ ของพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ (“ข้อ” คืออะไร ดูคำอธิบายข้างหน้า)
- ตัวเลข ๓๔๐ เฉพาะ “ที่มา” ที่อ้างนี้ หมายถึงลำดับคาถา บอกให้รู้ว่าข้อความที่ยกมานั้นเป็นคาถาลำดับที่ ๓๔๐
โดยปกติ การอ้างพระไตรปิฎกในวงการวิชาการบ้านเรายุติกันว่า อ้างโดยระบุ เล่ม/ข้อ/หน้า
“เล่ม” คือเป็นพระไตรปิฎกเล่มที่เท่าไรในพระไตรปิฎก ๔๕ เล่ม
“ข้อ” คือข้อความที่ยกมาอยู่ในข้อที่เท่าไรในพระไตรปิฎกเล่มนั้น
“หน้า” คือชี้เฉพาะลงไปว่าข้อความนั้นอยู่ในหน้าที่เท่าไรในพระไตรปิฎกเล่มนั้น
พระไตรปิฎกแต่ละเล่มมีข้อความยืดยาวเป็นร้อยหน้า แต่ก็สามารถแบ่งเป็นตอนๆ ได้ เพื่อความสะดวกในการอ้างอิง ผู้ปริวรรตและชำระพระไตรปิฎกจากอักษรขอมเป็นอักษรไทย เมื่อพิมพ์เป็นเล่ม จึงลงหมายเลขไว้ข้างหน้าข้อความแต่ละตอนเมื่อขึ้นย่อหน้าใหม่ตามที่เห็นสมควร
หมายเลขที่ลงไว้นี่แหละเรียกว่า “ข้อ”
ถ้าจะเทียบให้พอเข้าใจก็คล้ายกับ “มาตรา” ในพระราชบัญญัตินั่นแหละ พระราชบัญญัติแต่ละฉบับมีหลายมาตรา พระไตรปิฎกแต่ละเล่มก็มีหมายเลขข้อหลายข้อ
หมายเลข “ข้อ” ในแต่ละเล่มใช้ระบบ running number คือเรียงลำดับตั้งแต่ข้อ ๑ เรื่อยไปจนจบเล่มโดยไม่ขึ้นต้นใหม่ไม่ว่าในเล่มนั้นจะมีคัมภีร์รวมอยู่ด้วยกันกี่คัมภีร์ ดังเช่นพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ เป็นต้น
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ มีคัมภีร์ย่อยรวมอยู่ด้วยกัน ๕ คัมภีร์ คือ -
(๑) ขุททกปาฐะ
(๒) ธรรมบท (ธัมมปท)
(๓) อุทาน
(๔) อิติวุตตกะ
(๕) สุตตนิบาต
คัมภีร์ที่ ๑ ขุททกปาฐะ จบลงที่ข้อหมายเลขอะไร คัมภีร์ที่ ๒ คือธรรมบท ก็ใช้หมายข้อต่อกันไปเลย ไม่ขึ้นหมายเลข ๑ ใหม่-อย่างนี้เป็นต้น
......................
ทีนี้มาดูข้อความที่ระบุชื่อคัมภีร์ที่มาข้างต้น ท่านบอกว่า “ขุทฺทกปาฐ-ธมฺมปทคาถา” คือระบุชื่อคัมภีร์ ๒ คัมภีร์ อีก ๓ คัมภีร์ไม่ได้ระบุ
ทำไมจึงระบุแค่ ๒ คัมภีร์ อีก ๓ คัมภีร์ทำไมจึงไม่ระบุไว้ด้วยในเมื่อพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ มีคัมภีร์รวมกันถึง ๕ คัมภีร์?
สันนิษฐานได้ไม่ยาก นั่นคือเมื่อตามไปดูพระไตรปิฎกภาษาบาลีเล่มที่ ๒๕ ก็จะพบว่า ตอนบนของแต่ละหน้าท่านบอกชื่อคัมภีร์ไว้ด้วย แต่เพราะมีถึง ๕ คัมภีร์ เนื้อที่ไม่พอที่จะใส่ชื่อไว้ทั้งหมด จึงระบุไว้เฉพาะ ๒ คัมภีร์แรกคือ ขุทฺทกปาฐ-ธมฺมปทคาถา แล้วก็ใช้จุดไข่ปลา ต่อด้วยคัมภีร์สุดท้ายคือ สุตฺตนิปาต
เมื่อตามไปดูที่ “ข้อ” และลำดับคาถาที่ระบุแล้ว ปรากฏว่าข้อความที่ยกมาอ้างเป็นข้อความในคัมภีร์ ธมฺมปทคาถา
ตรงนี้คือหัวใจของเรื่อง ที่ผมเขียนเรื่องนี้ก็มีเหตุสำคัญตรงจุดนี้เอง
นั่นคือ ในเมื่อข้อความที่ยกมาแสดงนั้นอยู่ในคัมภีร์ธมฺมปทคาถา (ธัมมปท/ธรรมบท) ไม่ได้อยู่ในคัมภีร์ขุทฺทกปาฐ
ถามว่า แล้วยกชื่อคัมภีร์ขุทฺทกปาฐมาด้วยทำไม?
ถ้าตอบตามซื่อ ก็ต้องตอบว่า อ้าว! ก็พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ บอกชื่อคัมภีร์ไว้อย่างนั้นนี่ ก็ต้องยกมาตามนั้นสิ ถ้าไม่ยกมาตามนั้นแล้วจะให้ทำอย่างไร?
ตรงนี้แหละครับคือหลักวิชา ที่ผมบอกแต่แรกว่า-เป็นเรื่องวิชาการ
เมื่อจะยกข้อความในพระไตรปิฎกไปอ้าง ต้องรู้หลัก
จะรู้หลักก็ต้องศึกษา ไม่ใช่คิดเอาเองเข้าใจเอาเอง
และการศึกษาเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัย
เวลานี้ทั้งผู้อ้าง ทั้งผู้อ่าน ต่างก็ไม่รู้หลัก
ความวิปริตผิดเพี้ยนจึงเกิดขึ้นโดยไม่มีใครสนใจ โดยมีความรู้สึกที่ว่า- “จะต้องเรียนรู้ไปทำไม ไม่เห็นจะมีประโยชน์”-เป็นปุ๋ยอันโอชะให้ความวิปริตนั้นงอกงามขึ้นเรื่อยๆ
จนในที่สุด ผิดกลายเป็นถูก
แต่ถูกตัวจริงอยู่ที่ไหน ไม่มีใครสนใจที่จะตามไปศึกษา
ตอนหน้า ตามไปศึกษากันครับ-ยกข้อความในพระไตรปิฎกไปอ้าง อ้างอย่างไรถูก
(ยังมีต่อ)
-------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๓๑ มกราคม ๒๕๖๖
๑๑:๒๒
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ