อวดอุตริ : ปาราชิกที่น่าเลื่อมใส (๒)

------------------------------

ความเคร่ง ความฝักใฝ่ในธรรมปฏิบัติ เป็นเรื่องดี 

แต่ถ้าเอามาแสดงออกเพื่อให้คนอื่นรู้ ถือว่าเป็นการ “อวดอุตริ” วิธีหนึ่ง

ความเคร่ง คือการตั้งใจปฏิบัติตามข้อกำหนดทางพระวินัย 

อะไรห้ามทำ ไม่ทำเด็ดขาด

อะไรต้องทำ ไม่ละเลยเด็ดขาด

นี่คือความเคร่ง

ความฝักใฝ่ในธรรมปฏิบัติ คือการตั้งใจปฏิบัติตามข้อกำหนดทางพระธรรม เช่นตั้งใจเจริญสมาธิภาวนา ตั้งใจเจริญวิปัสสนาภาวนา เจริญสติกำกับจิตอยู่ทุกอิริยาบถ

ถ้าจะมองภาพรวมให้เข้าใจ ก็ขอให้ตั้งหลักกันที่หลักคำสอนในพระพุทธศาสนาที่รู้จักกันในนาม “โอวาทปาติโมกข์”

.......................................

๑ สพฺพปาปสฺส อกรณํ: ไม่ทำชั่วทั้งปวง 

นี่คือไม่ทำความเดือดร้อนให้ตัวเองและสังคม

๒ กุสลสฺสูปสมฺปทา: ยังกุศลให้ถึงพร้อม 

นี่คือทำประโยชน์ให้ตัวเองและสังคม (ไม่ใช่ทำประโยชน์ให้ตัวเอง แต่เบียดบังประโยชน์ของสังคม)

๓ สจิตฺตปริโยทปนํ: ทำจิตของตนให้ผ่องใส 

นี่คือปฏิบัติขัดเกลาตนเอง

.......................................

ผู้ที่เข้ามานับถือพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะเป็นคฤหัสถ์หรือเป็นบรรพชิต มีหน้าที่เหมือนกันคือปฏิบัติตามหลักคำสอนนี้ โดยเฉพาะการปฏิบัติขัดเกลาตนเองซึ่งเป็นกิจที่สำคัญแตกต่างไปจากศาสนาอื่น

และในกระบวนการปฏิบัติตามคำสอน ก็ไม่ปรากฏเงื่อนไขว่า ใครปฏิบัติอะไรไปแล้วหรือกำลังปฏิบัติอยู่ จะต้องบอกแจ้งแถลงข่าวให้คนอื่นรับรู้ด้วย มิเช่นนั้นการปฏิบัติจะไม่เกิดผล 

อุปมาเหมือนคนป่วย ใช้ยารักษาโรค ประสงค์จะหายจากโรคก็กินยาใช้ยาไปตามกำหนดกฎเกณฑ์ของยาชนิดนั้นๆ ไม่ใช่ว่ากินยาแล้วต้องไปแจ้งความก่อนโรคจึงจะหาย มิเช่นนั้นโรคจะไม่หาย

อันนี้อุปมาแบบสนุกๆ แต่ในการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีคติแบบนี้จริงๆ ผลเกิดจากการปฏิบัติของแต่ละคน ไม่ใช่ว่าต้องแสดงต้องอวดใครๆ ว่าฉันเคร่งฉันเป็นนักปฏิบัติ ผลจึงจะเกิด

อนึ่ง พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนเพื่อประโยชน์ของผู้ฟัง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผู้สอน การที่มีผู้เข้ามาเลื่อมใสคำสอน ก็เพื่อเอาคำสอนไปปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของตัวผู้เลื่อมใสเอง มิใช่เพื่อให้ผู้เลื่อมใสเอาประโยชน์มาให้ผู้สอน

เป็นอันได้หลักว่า 

(๑) ผู้ปฏิบัติก็มุ่งขัดเกลาตนเอง จึงไม่จำเป็นต้องประกาศบอกกล่าวเพื่อให้ใครเลื่อมใส 

(๒) ฝ่ายผู้เลื่อมใสก็เพื่อเอาคำสอนไปปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของตนเอง มิใช่เพื่ออำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ที่ตนเลื่อมใส

ดังนั้น การปฏิบัติเพื่อมุ่งขัดเกลาตนเอง กับปฏิบัติเพื่อให้คนเลื่อมใส จึงไม่ใช่อย่างเดียวกัน และการปฏิบัติเพื่อให้คนเลื่อมใส-เพื่อให้เขาอำนวยประโยชน์ให้ตน-ย่อมไม่ใช่เป้าหมายของการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา

สมดังพระพุทธพจน์ว่า -

.......................................

อญฺญา หิ ลาภูปนิสา        อญฺญา นิพฺพานคามินี 

เอวเมตํ อภิญฺญาย           ภิกฺขุ พุทฺธสฺส สาวโก 

สกฺการํ นาภินนฺเทยฺย        วิเวกมนุพฺรูหเย.

ปฏิบัติเพื่อลาภสักการะ เป็นอย่างหนึ่ง ปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง

ภิกษุพุทธสาวกรู้ชัดอย่างนี้แล้ว ไม่ควรไยดีลาภลักการะ ควรอยู่อย่างสงบ 

ที่มา: พาลวรรค ธรรมบท พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๑๕

.......................................

ได้หลักอย่างนี้แล้ว พอเห็นใครทำอะไรที่ส่อว่าต้องการให้คนเลื่อมใส คือ “อวด” เราก็รู้ทัน

หลักข้อนี้ไม่ได้ห้ามใครไม่ให้ศรัทธาเลื่อมใสใคร ใครจะศรัทธาเลื่อมใสใครยังคงทำได้เต็มที่ เพียงแต่ควรรู้ทันว่ากำลังศรัทธาเลื่อมใสอะไร และด้วยเหตุผลอะไร

.......................................

คนส่วนมากไม่มีความรู้แม้ในเรื่องที่ตนกำลังศรัทธานั่นเอง เป็นอย่างที่ว่าศรัทธากับปัญญาไม่สมดุลกัน นี่เป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่ง

.......................................

ต้นเรื่องของอาบัติปาราชิกกรณีอวดอุตริมนุสธรรม เกิดจากการขาดแคลนอาหาร แล้วมีภิกษุคิดอุบายอวดว่าได้บรรลุมรรคผลเพื่อทำให้คนเลื่อมใส คนที่เลื่อมใสก็ถวายอาหาร ภิกษุได้อาหารสมความปรารถนา

จึงได้ข้อสรุปว่า -

(๑) อวดอุตริก็เพื่อผลประโยชน์ของผู้อวด 

(๒) การปฏิบัติตามคำสอนในพระพุทธศาสนาไม่มีความจำเป็นจะต้องอวดหรือแสดงตัว

(๓) หากจะเลื่อมใสใคร ก็มีหลักอยู่ว่า เลื่อมใสเพื่อเอาคำสอนมาปฏิบัติ มิใช่เพื่ออำนวยประโยชน์ให้เจ้าของคำสอน

(๔) เมื่อมีผู้อวดหรือแสดงตัวจะด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม ถ้าเราเข้าใจหลักดังกล่าวมา ก็จะช่วยให้รู้ทันและวางท่าทีที่ถูกต้องได้

.......................................

เราไม่สามารถจะห้ามใครๆ ไม่ให้อวดอุตริได้

แต่เราสามารถรู้ทันได้

การรู้ทันจะช่วยไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือกลายเป็นเครื่องมือโดยไม่รู้ตัว

.......................................

ผู้มุ่งปฏิบัติธรรมก็ดี ผู้บรรลุผลแห่งการปฏิบัติแล้วก็ดี ถ้าเป็นผู้สุจริตแท้จริงย่อมไม่มีความต้องการที่จะอวดหรือแสดงตัวด้วยอาการอย่างใดๆ ทั้งสิ้น ตรงกันข้ามมีแต่จะพยายามไม่ให้ใครรู้ว่าตนเป็นนักปฏิบัติหรือมีคุณธรรมเช่นไร

มีตัวอย่างเป็นอันมากที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ ขอยกมาเล่าสั้นๆ เพียงเรื่องเดียว

.......................................

พระเถระ ๒ องค์เป็นพี่น้องกัน องค์พี่ถือเอกาสนิกังคธุดงค์ (ฉันมื้อเดียวคือเมื่อฉันเสร็จแล้วจะไม่ฉันอะไรอีก) ถือมาเงียบๆ ๕๐ ปีไม่มีใครรู้ 

วันหนึ่ง มีโยมถวายอ้อยให้พระน้องชาย พระน้องชายเอาไปถวายพระพี่ชาย ประจวบเวลาที่ท่านฉันเสร็จแล้ว ท่านบอกว่า ไม่ละ 

พระน้องชายถามว่าหลวงพี่ถือธุดงค์หรือ 

แทนที่ท่านจะรับว่าใช่ ท่านกลับรับอ้อยเอามาฉันเพื่อไม่ใช่พระน้องชายรู้ว่าท่านถือธุดงค์ข้อนี้

วันนั้นท่านฉันเสร็จแล้ว ฉันอ้อยอีก ธุดงค์ข้อเอกาสนิกังคะที่ถือติดต่อกันมา ๕๐ ปีก็ขาด 

ธุดงค์ขาด ท่านก็ตั้งใจสมาทานใหม่ เริ่มถือใหม่ ไม่บอกให้ใครรู้เหมือนเดิม

.......................................

นักปฏิบัติที่แท้จริง ไม่อวดตัวไม่แสดงตัวได้จริงๆ ถึงเพียงนี้

ถ้าได้ศึกษาตัวอย่างที่เล่านี้ เมื่อเห็นใครจัดฉากธุดงค์ เราก็รู้ทัน

............................................

ศึกษาเรื่องพระผู้ไม่อวดตัวได้ที่ลิงก์นี้

https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&i=62

............................................

ความต่อไปนี้ผมจงใจพูดเพื่อเกิดความกระทบใจครับ ---

เชื่อได้เลยว่า คนในประเทศนี้ส่วนมากไม่เคยอ่านเรื่องในคัมภีร์ที่แปะไว้ให้นี้ 

ไม่ต้องพูดถึงชาวบ้าน พูดเฉพาะชาววัดเอง ผมก็เชื่อว่าพระเณร-ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องศึกษาพระธรรมวินัยคือเรื่องในคัมภีร์แบบนี้-ส่วนมากก็ไม่ได้อ่านเรื่องนี้ 

อย่าว่าแต่พระเณรทั่วไปเลย แม้แต่พระเณรที่เรียนบาลีโดยตรงก็ไม่เคยอ่านเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในคัมภีร์ที่เป็นหลักสูตร

และแม้กระทั่งพระที่จบดอกเตอร์ซึ่งเรากำลังให้คะแนนนำพระจบเปรียญ ผมก็เชื่อว่าท่านก็ไม่ได้อ่านเรื่องนี้ 

เวลานี้ระบบการศึกษาทางพระของเรามีค่านิยมอยู่ว่า เมื่อจบประโยคจบชั้นนั้นๆ แล้วก็ถือว่าจบการศึกษา เก็บตำรา ไม่ต้องเรียนอะไรอีก โดยเฉพาะ-ถ้าจะให้อ่านพระไตรปิฎก เราก็มีเหตุผลรองรับอยู่ว่า-ควรเป็นไปตามอัธยาศัย 

การเรียนบาลีของเรา 

กล่าวได้ว่า เรามาถูกทาง 

แต่ไปไม่สุดทาง

สาเหตุใหญ่ที่ไปไม่สุดทางก็เพราะไปตกหลุมคือศักดิ์และสิทธิ์ที่เกิดจากการสอบได้

การตกหลุมคือศักดิ์และสิทธิ์ที่เกิดจากการสอบได้ ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะนั่นคือโลกธรรม แต่ข้อสำคัญตกแล้วต้องขึ้นจากหลุมเพื่อไปต่อ-ไปให้สุดทาง คือศึกษาต่อไปให้ถึงพระไตรปิฎก 

ไม่ใช่ตกคลักอยู่ในหลุม

ถ้าทำอย่างนี้ ก็จะได้อ่านเรื่องนี้ในพระไตรปิฎก-เรื่องพระปฏิบัติแท้ไม่อวดตัว

และเรื่องอื่นๆ อีกเป็นอเนกอนันต์-แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ อันเป็นหน้าที่โดยตรงของชาวพุทธ-โดยเฉพาะชาววัด-ที่จะต้องศึกษาเรียนรู้

สิ่งที่เราควรทำ แต่ยังไม่ได้ทำ และยังไม่เคยคิดจะทำ คือการปลูกฝังอุดมการณ์ “เรียนบาลีไปให้สุดทาง-คือไปให้ถึงพระไตรปิฎก”

ถ้าลงมือปลูกฝังกันตั้งแต่วันนี้ อีกไม่เกิน ๑๐๐ ปี นักเรียนบาลีในเมืองไทยจะตั้งเป้าเรียนไปถึงพระไตรปิฎกกันทุกคน

ไม่ต้องรอให้เป็นไปตามอัธยาศัย-เหมือนที่กำลังเป็นอยู่ทุกวันนี้

---------------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

๑๖:๕๖ 

[full-post]

อวดอุตริมนุสสธรรม

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.