จะนำเขาฤๅจะเป็นเหมือนเขา

---------------------------

ผมได้อ่านโพสต์ของท่านผู้หนึ่งว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่มักจะ “มีเรื่อง” อยู่เรื่อยๆ ท่านว่าเหตุทั้งนี้เป็นเพราะพระสงฆ์ไปเรียนวิชาการทางโลกมากกว่าที่จะเรียนเรื่องของตัวเอง

ผมไม่ได้บันทึกไว้ ตามหาก็หาไม่เจอ

แต่ท่านว่าไว้ทำนองนี้แหละ

------------

อันที่จริง พระสงฆ์ไปเรียนทางโลกนั้นท่านเรียนกันมานานแล้ว

ถ้าเอาอายุมหาวิทยาลัยสงฆ์เป็นเกณฑ์ ก็เรียนกันมานานพอๆ กับอายุของมหาวิทยาลัยสงฆ์นั่นเอง

มหาวิทยาลัยสงฆ์นั้นท่านตั้งขึ้นมาด้วยเจตนาจะให้พระสงฆ์ได้เล่าเรียนพระปริยัติสัทธรรม และ “วิชาชั้นสูง”

เจตนาต่อจากนั้นไปก็คงเพื่อจะได้เอาวิชาชั้นสูงนั้นมาเป็นอุปกรณ์ในการศึกษา ปฏิบัติ และเผยแผ่พระศาสนา

ท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ท่านว่า เอาวิชาชั้นสูงมาเป็นรางเพื่อให้รถคือพระธรรมแล่นไปสู่สังคมได้

พูดภาษาง่ายๆ ก็ว่า พระจะได้รู้ทันโลก พูดกับชาวโลกสมัยใหม่เขารู้เรื่อง

เรื่องนี้เป็นความจริง เพราะชาวโลกสมัยใหม่เห็นพระพูดภาษาอังกฤษได้ อ้างหลักวิชาของนักปราชญ์คนนั้นคนโน้นได้ ใช้ศัพท์แสงวิชาการทันยุคสมัย ก็พากันทึ่งและนับถือว่าพระนี่ฉลาด รู้เท่าๆ กับที่ตนรู้

อาการเช่นว่านี้ต้องนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเผยแผ่พระศาสนา

เหมือนกับว่า-บัดนี้ชาวโลกเขายอมรับว่าพระมีความรู้ ก็คือเขาพร้อมที่จะฟังธรรมแล้ว

------------

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นมา ก็คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้

คือพระท่านก็พากันเรียน “วิชาชั้นสูง” และทำให้ชาวโลกชื่นชมว่าท่านก็รู้เหมือนกับที่พวกเขารู้ หรืออาจจะรู้ล้ำหน้าไปกว่าที่ชาวโลกเขารู้ด้วยซ้ำ

แต่การใช้วิชาชั้นสูงมาเป็นอุปกรณ์ในการศึกษา ปฏิบัติ และเผยแผ่พระศาสนาอย่างจริงจังนั้น ปรากฏว่ามีน้อยอย่างยิ่ง

แต่พร้อมกันนั้นสิ่งปรากฏตามมาก็คือ พระสงฆ์เองกลับสนใจในวิชาการอันเป็นตัวตนหรือรากเหง้าของตนเอง-กล่าวคือพระธรรมวินัย-น้อยลงไปอย่างน่าตกใจ

ข้อพิสูจน์คือ เมื่อมีกรณีใดๆ อันเกี่ยวด้วยความประพฤติ (ศีล) และความเห็น (ทิฏฐิ) ที่กระทบต่อพระธรรมวินัย ก็หาพระสงฆ์ที่จะหยิบยกเอาพระธรรมวินัยอันบริสุทธิ์ถูกต้องออกมาวินิจฉัยชี้ขาดแทบจะไม่ได้เลย

จบอะไรๆ มา ก็ใบ้รับประทานไปตามๆ กันหมด

ทั้งนี้ยังไม่นับความไม่รู้ไม่เข้าใจในพระธรรมวินัยของคนส่วนใหญ่ในสังคมที่ยิ่งนานวันไปก็ยิ่งมืดมัวลงทุกที ซึ่งหากจะชี้หาตัวผู้รับผิดชอบก็คงไม่พ้นไปจากพระสงฆ์อีกนั่นเอง

------------

การศึกษาของพระสงฆ์ควรเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่ชัดเจนมานานแล้ว

ดังที่มีคำพูดว่า -

“อยู่ก็เป็นศรีแก่พระศาสนา 

ลาสิกขาก็เป็นศรีแก่สังคม”

ปริยัติก็รู้ ปฏิบัติก็เป็น วิถีชีวิตสงฆ์ก็รักษาไว้ได้อย่างสง่างาม-เป็นศรีแก่พระศาสนา

วุฒิทางโลกที่จะเลี้ยงตัวได้ก็มี ออกไปเป็นชาวบ้านก็อยู่กับเขาได้และนำเขาได้ด้วย-เป็นศรีแก่สังคม

นี่คือคุณสมบัติของพระสงฆ์ที่ชาวโลกต้องการ

และระบบการศึกษาของพระสงฆ์ควรเป็นไปเพื่อผลิตบุคคลที่ชาวโลกต้องการเช่นว่านี้

------------

๑ รู้เรื่องของตัวเองด้วย รู้เรื่องของเขาด้วย : น่าศรัทธาและน่าอนุโมทนา

๒ รู้เรื่องของตัวเอง แม้จะไม่รู้เรื่องของเขา : ก็ยังน่าศรัทธา (หลวงปู่หลวงพ่อที่อยู่ตามป่าเขา ท่านพูดอังกฤษไม่ได้สักคำ แต่คนพูดอังกฤษได้ก็ยังดั้นด้นไปกราบไหว้ท่าน)

๓ รู้เรื่องของเขา แต่ไม่ใส่ใจเรื่องของตัวเอง : จะอนุโมทนาก็ไม่มีศรัทธารองรับ กลายเป็นว่า-ที่ได้มาไม่เท่ากับที่เสียไป

๔ เรื่องของเขาก็ไม่รู้ เรื่องของตัวเองก็ไม่ใส่ใจ : ไม่มีอะไรจะต้องพูด

------------

ถึงเวลาที่ควรจะทบทวนบทบาทกันสักทีแล้วนะขอรับ

จะเรียนเพื่อให้รู้ทันชาวโลกเหมือนกับที่เขารู้ ก็เรียนไป ขออนุโมทนาอย่างยิ่ง

แต่หลักวิชาของตัวเองก็ต้องช่ำชอง และต้องมาก่อนด้วย

ไม่ใช่ว่า-พอมีกรณีอะไรเกิดขึ้นในพระศาสนา 

จบอะไรๆ มา ก็ใบ้รับประทานไปตามๆ กันหมด

เรียนเพื่อเอาพระธรรมไปนำโลกกันด้วยนะขอรับ

อย่าเรียนเพียงเพื่อจะเป็นเหมือนโลกเขาเท่านั้น 

-------------------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

๑๐:๔๗

[full-post]

พระเรียนทางโลก

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.