อวดอุตริ : ปาราชิกที่น่าเลื่อมใส (๑)

------------------------------

ภาษาไทยมีคำว่า “อุตริ” (อ่านว่า อุด-ตะ-หฺริ) หมายถึง นอกคอก นอกทาง นอกรีต 

ได้ยินใครคุยโวโอ้อวดจะทำนั่นทำนี่ที่ไม่มีใครทำได้ คนฟังเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ ก็จะบอกว่า “อวดอุตริ”

คำว่า “อุตริ” น่าจะมาจากคำเต็มในภาษาบาลีว่า “อุตฺตริมนุสฺสธมฺม” (อุด-ตะ-ริ-มะ-นุด-สะ-ทำ-มะ) เอามาใช้ในภาษาไทยสะกดเป็น “อุตริมนุสธรรม” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกไว้ว่า - 

.....................................................

อุตริมนุสธรรม [-มะนุดสะทํา] น. คุณอย่างยวดยิ่งของมนุษย์ ได้แก่ธรรมวิเศษมีการสําเร็จฌาน สําเร็จมรรคผลเป็นต้น. (ป. อุตฺตริ + มนุสฺส + ธมฺม; ส. อุตฺตริ + มนุษฺย + ธรฺม).

.....................................................

“อุตริมนุสธรรม” เป็นคำที่เกี่ยวกับวินัยของภิกษุในพระพุทธศาสนา เป็นศีลข้อหนึ่งที่เรียกว่า “ปาราชิก” ซึ่งมี ๔ ข้อในจำนวน ๒๒๗ ข้อ 

ในวินัยปิฎกมีสิกขาบทบัญญัติไว้ว่า -

(ท่านที่อึดอัดกับภาษาบาลี ไม่ต้องอ่านคำบาลีก็ได้นะครับ ผมยกมาแสดงไว้ด้วยก็เพื่อกระตุ้นเตือนให้เราระลึกว่า คำสอนในพระพุทธศาสนามีที่ไปที่มา หรือมีต้นธาตุต้นธรรมต้นน้ำต้นทาง ไปให้ถึงต้นน้ำก่อน ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ต่อจากนั้นใครพอใจจะถือเอาที่ต้นน้ำ กลางน้ำ หรือปลายน้ำ ก็ใช้สติปัญญาเลือกเอา ไม่ควรเลือกโดยไม่รู้ว่าต้นกลางปลายอยู่ที่ไหน สำหรับนักเรียนบาลีก็จะได้เกิดอุตสาหะว่า คัมภีร์บาลีไม่ได้หมดแค่ ๕ คัมภีร์ที่สอบได้ แต่ยังมีอีกมากที่ควรศึกษาต่อยอดไปอีก)

.....................................................

โย  ปน  ภิกฺขุ  อนภิชานํ  อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ  อตฺตูปนายิกํ  อลมริยญาณทสฺสนํ  สมุทาจเรยฺย  อิติ  ชานามิ  อิติ  ปสฺสามีติ  ตโต  อปเรน  สมเยน  สมนุคฺคาหิยมาโน  วา  อสมนุคฺคาหิยมาโน  วา  อาปนฺโน  วิสุทฺธาเปกฺโข  เอวํ  วเทยฺย  อชานเมวํ  อาวุโส  อวจํ  ชานามิ  อปสฺสํ  ปสฺสามิ  ตุจฺฉํ  มุสา  วิลปินฺติ  อญฺญตฺร  อธิมานา  อยมฺปิ  ปาราชิโก  โหติ  อสํวาโสติ  ฯ  

ที่มา: จตุตถปาราชิกกัณฑ์ วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๑ ข้อ ๒๓๒

.....................................................

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงแปลไว้ว่า -

.....................................................

อนึ่ง ภิกษุใดไม่รู้เฉพาะ [คือไม่รู้จริง] กล่าวอวดอุตริมนุสธรรมอันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐอย่างสามารถ น้อมเข้ามาในตัวว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ ครั้นสมัยอื่นแต่นั้น อันผู้ใดหนึ่งถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอาตามก็ตาม [คือเชื่อก็ตามไม่เชื่อก็ตาม แต่ในบทภาชนีย์คัมภีร์วิภังค์แก้ความว่า ถูกซักถามก็ตาม ไม่ถูกซักถามก็ตาม] ก็เป็นต้องอาบัติแล้ว มุ่งความหมดจด [คือพ้นโทษ] จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า แน่ะท่าน ข้าพเจ้าไม่รู้ได้กล่าวว่ารู้ ไม่เห็นได้กล่าวว่าเห็น ได้พูดพล่อยๆ เป็นเท็จเปล่าๆ เว้นไว้แต่สำคัญว่าได้บรรลุ แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิกหาสังวาสมิได้

ที่มา: วินัยมุข เล่ม ๑ หน้า ๔๗

.....................................................

หนังสือ นวโกวาท หน้า ๒ แปลสรุปความ “ภิกษุอวดอุตริมนุสธรรม (คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์) ที่ไม่มีในตน ต้องปาราชิก”

.................

ใครเคยเข้าไปนั่งดูพิธีอุปสมบทในโบสถ์ จะสังเกตเห็นว่า เมื่อสำเร็จเป็นองค์พระแล้ว พระอุปัชฌาย์จะสอนพระใหม่เดี๋ยวนั้นทันที เรียกกันว่า “บอกอนุศาสน์” เนื้อหาสำคัญมี ๒ ส่วน คือ -

๑ วิธีดำรงชีพ คือจะกินจะอยู่ จะนุ่งจะห่มอย่างไร ต้องรู้ทันที เพราะเมื่อเปลี่ยนเพศแล้วจะกินจะอยู่อย่างชาวบ้านไม่ได้ ส่วนนี้ท่านเรียกว่า “นิสสัย” มี ๔ หัวข้อ

๒ สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด ส่วนนี้ก็ต้องรีบบอกให้รู้ไว้ เพราะถ้าไม่บอกไว้ก่อน แล้วไปทำเข้า จะขาดจากความเป็นบรรพชิตทันที ส่วนนี้ท่านเรียกว่า “อกรณียกิจ” มี ๔ หัวข้อ

เรื่องทั้ง ๒ ส่วนนี้ เรียกได้ว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ท่านจึงรีบสอนกันตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่บวชเข้ามา 

“อกรณียกิจ” ๔ หัวข้อ ก็ยกมาจากอาบัติปาราชิก ๔ สิกขาบทนั่นเอง หัวข้อที่ ๔ มีข้อความดังนี้ -

.....................................................

อุปสมฺปนฺเนน  ภิกฺขุนา  อุตฺตริมนุสฺสธมฺโม  น  อุลฺลปิตพฺโพ  อนฺตมโส  สุญฺญาคาเร  อภิรมามีติ  ฯ  โย  ภิกฺขุ  ปาปิจฺโฉ  อิจฺฉาปกโต  อสนฺตํ  อภูตํ  อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ  อุลฺลปติ  ฌานํ  วา  วิโมกฺขํ  วา  สมาธึ  วา  สมาปตฺตึ  วา  มคฺคํ  วา  ผลํ  วา  อสฺสมโณ  โหติ  อสกฺยปุตฺติโย  ฯ  

อันภิกษุผู้อุปสมบทแล้วไม่พึงพูดอวดอุตริมนุสธรรม โดยที่สุดว่าเรายินดียิ่งในเรือนว่างเปล่า ภิกษุใดมีความปรารถนาเลวทราม อันความปรารถนาเลวทรามครอบงำแล้ว พูดอวดอุตริมนุสธรรมอันไม่มีอยู่ อันไม่จริง คือฌานก็ดี วิโมกข์ก็ดี สมาธิก็ดี สมาบัติก็ดี มรรคก็ดี ผลก็ดี ภิกษุนั้นไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร

เสยฺยถาปิ  นาม  ตาโล  มตฺถกจฺฉินฺโน  อภพฺโพ  ปุน  วิรุฬฺหิยา  เอวเมว  ภิกฺขุ  ปาปิจฺโฉ  อิจฺฉาปกโต  อสนฺตํ  อภูตํ  อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ  อุลฺลปิตฺวา  อสฺสมโณ  โหติ  อสกฺยปุตฺติโย  ฯ  ตนฺเต  ยาวชีวํ  อกรณียนฺติ  ฯ 

เปรียบเหมือนต้นตาลมียอดด้วนแล้วไม่อาจจะงอกอีก ภิกษุก็เหมือนกัน มีความปรารถนาเลวทราม อันความปรารถนาเลวทรามครอบงำแล้วพูดอวดอุตริมนุสธรรมอันไม่มีอยู่ อันไม่เป็นจริง ไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร การนั้นเธอไม่พึงทำตลอดชีวิต

ที่มา: มหาขันธกะ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๔ ข้อ ๑๔๔ 

.....................................................

จึงมีการศึกษาเรียนรู้ถือเป็นหลักสืบมาว่า ห้ามภิกษุอวดอุตริมนุสธรรม 

ถ้าไม่มีคุณพิเศษตามที่อวด มีโทษถึงขาดจากความเป็นพระ ที่เรียกว่า “ต้องอาบัติปาราชิก” 

แม้จะมีคุณพิเศษจริงตามที่อวด ก็ยังต้องอาบัติอยู่นั่นเอง 

พระภิกษุที่ท่านรักษาศีลอย่างเคร่งครัด ท่านจึงระมัดระวังมาก ไม่เอ่ยถึงคุณธรรมพิเศษ หรือความสามารถทางด้านจิตใดๆ ที่ได้บรรลุให้ใครฟัง

ผู้ที่เอ่ยอ้างถึงคุณพิเศษของตัวเองให้คนอื่นฟัง เช่นตนรู้ว่าคนนั้นตายไปเกิดเป็นเทวดา เทพองค์นี้เมื่อชาติก่อนเคยเกิดเป็นคนนั้น อะไรทำนองนี้ ถ้าเป็นพระก็มักมีผู้เลื่อมใสนับถือว่าท่านเก่ง ท่านรู้อดีตอนาคต

ความจริงท่านกำลังเดินเฉียดปากเหว (หรือตกเหวลงไปแล้ว) โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น จะศรัทธาเลื่อมใสท่านผู้ใด จึงต้องมีปัญญากำกับไว้ด้วย

.......................

มีวิธีอวดอุตริมนุสธรรมอีกแบบหนึ่ง คือ แสดงความเคร่งให้คนเห็น หรือแสดงตัวว่าเป็นผู้ฝักใฝ่ในการปฏิบัติโดยลักษณะอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง

พูดอย่างนี้ ชวนให้สงสัยว่า ความเคร่งในพระธรรมวินัยและการฝักใฝ่ในการปฏิบัติ เป็นเรื่องดีงามมิใช่หรือ ทำไมมองไปว่าเป็นอวดอุตริมนุสธรรมเสียเล่า

ทิ้งไว้ให้สงสัยแค่นี้ก่อน

ตอนหน้าค่อยเปิดวงพิจารณากัน

-----------------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

๑๙:๐๓

[full-post]

อวดอุตริมนุสสธรรม, อาบัติปาราชิก

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.