อาการ ๒๐
อนึ่ง ภวจักรนี้ บัณฑิตพึงทราบว่ามีอาการ ๒๐ โดยซี่กำกล่าวคืออาการ ๒๐ นั่นคือ
คาถาสังเขปอาการ ๒๐
เหตุในกาลล่วงแล้ว ๕ ผลในกาลบัดนี้ ๕ เหตุในกาลบัดนี้ ๕ ผลในกาลต่อไป ๕
ขยายความ
อดีตเหตุ ๕
ใน ๔ ข้อนั้น ข้อว่า "เหตุในกาลล่วงแล้ว ๒" ขยายความว่า ชั้นแรก (อดีตเหตุนั้น) ก็กล่าวเอาธรรม ๒ ประการ คือ "อวิชชากับสังขาร" นี้เท่านั้น แต่เพราะคนไม่รู้ย่อมทะเยอทะยาน คนทะเยอทะยานย่อมถือมั่น เพราะความถือมั่นของเขาเป็นปัจจัย-
----------------
น. ๙๖๖ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ภพก็มีขึ้น เพราะฉะนั้น แม้ตัณหา อุปาทานและภพ ก็จึงถูกรวมเข้าด้วย เหตุนั้นพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงกล่าวไว้ว่า "ความหลงในปุริมกรรมภพเป็นอวิชชา เจตนาอันประมวลไว้ในปุริมกรรมภพเป็นสังขาร ความใคร่ในปุริมกรรมภพเป็นตัณหา ความข้องแวะในปุริมกรรมภพเป็นอุปาทาน เจตนาในปุริมกรรมภพเป็นภพ ปัจจัยธรรม ๕ ประการดังกล่าวนี้ ในปุริมกรรมภพ ย่อมเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิในภพนี้"(1) อรรถ (แห่งพระบาลีนั้น) พึงทราบดังนี้ว่า ในบทเหล่านั้น บทว่า "ในปุริมกรรมภพ" คือ ในกรรมภพที่มีมาก่อน หมายความว่า ในกรรมภพที่ได้ทำมาในชาติที่ล่วงแล้ว
คำว่า "ความหลงเป็นอวิชชา" ความว่า ความหลงในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความหลงทั้งหลายมีทุกข์เป็นต้นในกาลนั้นอันใด บุคคลผู้หลงแล้วทำกรรมด้วยความหลงอันใดความหลงอันนั้นเป็นอวิชชา
คำว่า "เจตนาอันประมวลไว้เป็นสังขาร" ได้แก่เจตนาดวงแรก ๆ ของบุคคลผู้ทำกรรมนั้น ดังเช่นเจตนาดวงแรก ๆ ที่เกิดขึ้นแก่ทายกผู้ยังจิตให้เกิดขึ้นว่า เราจักให้ท่านแล้วตระเตรียมเครื่องอุปกรณ์ แห่งทานทั้งหลายอยู่เดือนหนึ่งก็ดี ปีหนึ่งก็ดี ส่วนเจตนาของทายกนั้นผู้วางทักษิณาลงในมือของปฏิคาหกทั้งหลาย เรียกว่า (กรรม) ภพ นัยหนึ่งเจตนาในชวนะ ๖ ที่เป็นจิตมีอาวัชซนะเดียว ชื่อว่าเจตนาอันประมวลไว้ นับเป็นสังขาร เจตนาในชวนะที่ ๗ เป็นภพ หรือมิฉะนั้น เจตนาทุกดวงเป็น (กรรม) ภพ ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุต (กับเจตนาเหล่านั้น) ชื่อว่า เจตนาอันประมวลไว้เป็นสังขาร
คำว่า "ความใคร่เป็นตัณหา" ความว่า เมื่อบุคคลทำกรรมอยู่ ความใคร่คือความปรารถนาในอุปปัตติภพ อันเป็นผลของกรรมนั้นอันใด ความใคร่อันนั้นชื่อว่า "ตัณหา" คำว่า "ความข้องแวะเป็นอุปาทาน" ความว่า การที่ทำกรรมอันเป็นปัจจัยแก่กรรมภพนี้แล้ว ข้องแวะคือถือเอา ยึดเอาอันเป็นไปโดยนัยว่า "เราจัก (ไปเกิด)เสพกามทั้งหลายในที่ชื่อโน้น (หรือว่า) เราจักขาดสูญ (คือไม่เกิด)" ดังนี้เป็นต้นอันใดความข้องแวะอันนี้ชื่อว่า "อุปาทาน"
คำว่า "เจตนาเป็น (กรรม) ภพ" คือเจตนาที่กล่าวแล้วในที่สุดแห่งเจตนาอันประมวลไว้เป็นภพ
---------------------
(1) ขุ,ป. (ไทย) ๓๑/๔๗/๗๓
---------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๖๗
ปัจจุบันผล
ข้อว่า "ผลในกาลบัดนี้ ๕" ได้แก่ องค์มีวิญญาณเป็นต้น มีเวทนาเป็นที่สุด อันมาในพระบาลี นั่นเอง ดังพระบาลีว่า "ปฏิสนธิในปัจจุบันภพนี้เป็นวิญญาณ ความก้าวลง (ในครรภ์ ในปัจจุบันภพนี้ป็นนามรูป ปสาทรูปในปัจจุบันภพนี้เป็นอายตนะ (มีจักขายตนะเป็นต้น) เจตสิกที่กระทบ (อารมณ์ ในปัจจุบันภพนี้เป็นผัสสะ ความเสวย (อารมณ์) ในปัจจุบันภพนี้เป็นเวทนา ธรรม ๕ ประการดั่งกล่าวนี้ มีในอุปปัตติภพ (ปัจจุบันภพ) นี้ เพราะกรรมที่ทำไว้ในภพก่อนเป็นปัจจัย"(1)
อรรถ (แห่งพระบาลีนั้น) พึงทราบดังนี้ว่า ในคำเหล่านั้น คำว่า "ปฏิสนธิเป็นวิญญาณ" หมายความว่าสิ่งใดท่านเรียกว่าปฏิสนธิ เพราะเกิดขึ้นด้วยอำนาจการสืบต่อภพอื่น (กับ)ปัจจุบันภพนี้ สิ่งนั้นเป็น "วิญญาณ"
คำว่า "ความก้าวลงเป็นนามรูป" ความว่าความก้าวลงแห่งรูปธรรมและอรูปธรรมในครรภ์ ราวกะว่ามา (แต่ที่อื่น) แล้วเข้าไป (ในครรภ์) อันใด อันนี้เป็นนามรูป คำว่า "ปะสาทเป็นอายตนะ" นี้ท่านกล่าวด้วยอำนาจอายตนะ ๕ มีจักขายตนะ เป็นต้น
คำว่า "ภาวะที่กระทบ (อารมณ์) เป็นผัสสะ" ความว่า ภาวะที่กระทบคือเกิดขึ้นถูกต้องอารมณ์ใด อันนี้เป็นผัสสะ
คำว่า "ความเสวยเป็นเวทนา" ความว่า ความเสวยวิบากอันเกิดขึ้นร่วมกับปฏิสนธิวิญญาณก็ดีกับผัสสะที่มีสฬายตนะเป็นปัจจัยก็ดีความเสวยวิบากนั้นเป็น "เวทนา"
ปัจจุบันเหตุ ๕
ข้อว่า "เหตุในกาลบัดนี้ ๕" ได้แก่ ปัจจยธรรมมีตัณหาที่มาในพระบาลี ก็ตัณหาอุปาทาน และ(กรรม)ภพ แต่เมื่อภพถูกถือเอาแล้ว สังขาร(เจตนา)อันเป็นบุรพภาคของภพนั้น หรือว่าที่สัมปยุตกับภพนั้น ก็เป็นอันถือเอาด้วย และด้วยการถือเอาตัณหา อุปาทาน อวิชชาอันสัมปยุตกับตัณหา อุปาทานนั้น หรือว่าที่เป็นเหตุทำกรรมแห่งคนหลง ก็เป็นอันถือเอา
--------------------
(1) ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๔๗/๗๓
-----------------
น. ๙๖๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ด้วยดังนี้แหละ ปัจจุบันเหตุจึงเป็น ๕ เหตุนั้น พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า "เพราะความที่อายตนะทั้งหลายงอมแล้วในภพนี้ ความหลงเป็นอวิชชา เจตนาอันพยายามเป็นสังขารความใคร่เป็นตัณหา ความข้องแวะเป็นอุปาทาน เจตนาเป็นภพ ธรรม ๕ ประการดังกล่าวนี้ในกรรมภพนี้ ย่อมเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิในภพต่อไป"(1)
ในคำเหล่านั้น คำว่า "เพราะความที่อายตนะทั้งหลายงอมแล้วในภพนี้" ท่านแสดงความลุ่มหลงในเวลาทำกรรมแห่งบุคคลผู้มีอายตนะงอมแล้ว คำที่เหลือมีเนื้อความชัดเจนแล้ว
อนาคตผล ๕
ข้อว่า "ผลในกาลต่อไป ๕" ได้แก่ องค์ ๕ มีวิญญาณเป็นต้น ธรรม ๕ นั้น ท่านกล่าวโดยถือเอาว่า เป็นชาติ ส่วนชรามรณะ ก็คือชรามรณะแห่งธรรมเหล่านั้นนั่นเอง
เหตุนั้น พะสารีบุตรจึงกล่าวว่า "ปฏิสนธิในภพต่อไปเป็นวิญญาณ ความก้าวลง (ในครรภ์) ในภพต่อไปเป็นนามรูป ประสาทในภพต่อไปเป็นอายตนะ ภาวะที่กระทบ (อารมณ์ ในภพต่อไปเป็นผัสสะ ความเสวย (อารมณ์) ในภพต่อไปเป็นเวทนา ธรรม ๕ ประการดังกล่าวนี้ มีในอุปปัตติภพ ต่อไป เพราะกรรมที่ทำในภพนี้เป็นปัจจัย" ภวจักรนี้มีซี่กำคืออาการ ๒๐ ดังกล่าวมาฉะนี้
วัฏฏะ ๓
ส่วนในข้อว่า "ภวจักรมีวัฏฏะ ๓ หมุนไปไม่หยุด" นี้มีอรรถาธิบายว่า ภวจักรนี้มีวัฏฏะ ๓ โดยวัฏฏะ ๓ นี้ คือ สังขารและภพ(กัมมภว)เป็นกรรมวัฏ อวิชชาตัณหาและอุปาทานเป็นกิเลสวัฏ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา เป็นวิปากวัฏ พึงทราบเถิดว่า กิเลสวัฏยังไม่ขาดลงตราบใด ก็ชื่อว่า หมุน เพราะเป็นไปรอบแล้วรอบเล่า ชื่อว่าไม่หยุด เพราะมีปัจจัย ยังไม่ขาดลงตราบนั้นอยู่นั่นเอง
ความรู้เบ็ดเตล็ดในภวจักร
[๖๕๕] ภวจักรนั้นอันหมุนอยู่อย่างนั้น บัณฑิตพึงทราบโดยว่า
(องค์ไหน) เกิดแก่สัจจะ (ไหนและองค์ไหนเป็นสัจจะอะไร)
, โดยกิจ , โดยเป็นเครื่องกั้น , โดยอุปมาทั้งหลาย ๑ โดย
ต่างความลึก ๑ โดยต่างนัย ๑ (อีก) ตามควร
----------------------
(1)๑-๑ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๔๗/๗๓
-----------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๖๙
ขยายความ
โดยว่าองค์ไหนเกิดแต่สัจจะไหน
ในข้อเหล่านั้น เพราะเหตุที่กรรมทั้งที่เป็นกุศลและอกุศล ท่านกล่าวไว้ในสัจจวิภังค์ว่า เป็นสมุทยสัจ"(1) โดยไม่แปลกกัน ในธรรมทั้งหลาย ในบทว่า "อวิชชาปจฺจยาสงฺขารา" เป็นต้น สังขารมีเพราะอวิชชา จึงเป็นทุติยสัจเกิดแต่ทุติยสัจ (ด้วยกัน) วิญญาณมีได้ซึ่งเป็นปฐมสัจจ์(ทุกขสัจจ์) มีได้ก็เพราะสังขารซึ่งเป็นทุติยสัจจ์ (อันหนึ่ง) องค์ทั้งหลายมีนามรูปเป็นต้น มีเวทนาที่เป็นวิบากเป็นที่สุด มีได้เพราะวิญญาณป็นต้นเป็นปฐมสัจ เกิดแต่ปฐมสัจ (ด้วยกัน) ตัณหา ซึ่งเป็นทุติยสัจจ์ มีได้เพราะเวทนาซึ่งเป็นปฐมสัจ(เป็นปัจจัยให้) อุปาทาน มีได้ก็เพราะตัณหาซึ่งเป็นทุติยสัจจ์(เป็นปัจจัยให้) ภพ (กรรมภพ) ซึ่งเป็นทุติยสัจจ์(สมุทัยสัจจ์) มีได้ ก็เพราะอุปาทานซึ่งเป็นทุติยสัจจ์เหมือนกัน (เป็นปัจจัยให้) ชาติซึ่งเป็นปฐมสัจจ์ (ทุกขสัจจ์) เกิดได้เพราะมีทุติยสัจจ์ (สมุทัยสัจจ์) (เป็นปัจจัยให้) มรณะซึ่งเป็นปฐมสัจจ์ มีได้ก็เพราะชาติซึ่งเป็นปฐมสัจ(เช่นกัน) เป็นปัจจัยให้.
ภวจักรนี้ บัณฑิตพึ่งทราบโดย (ว่าองค์ไหน) เกิดแต่สัจจะ (ไหน) ตามควรโดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้ เป็นอันดับแรก
โดยกิจ
(๖๕๖] อีกข้อหนึ่ง เหตุใดในองค์เหล่านี้ อวิชชาย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้ลุ่มหลงในวัตถุ (คือ อารมณ์) ทั้งหลายและเป็นปัจจัยเพื่อความปรากฏขึ้นแห่งสังขารทั้งหลายด้วย นัยเดียวกันนั้น สังขารก็ปรุงแต่งสังขตธรรมและเป็นปัจจัยแก่วิญญาณด้วย ฝ่ายวิญญาณก็รับรู้วัตถุ (คือ อารมณ์และเป็นปัจจัยแก่นามรูปด้วย ข้างนามรูปก็ค้ำจุนกันและกันและเป็นปัจจัยแก่สฬายตนะด้วย สฬายตนะเล่าก็เป็นไปในวิสัยของตน ๆ มีรูปเป็นต้น) และเป็นปัจจัยแก่ผัสสะด้วย ผัสสะเล่าก็สัมผัสอารมณ์ป็นปัจจัยแก่เวทนาด้วย เวทนาเล่าก็เสวยรสอารมณ์และเป็นปัจจัยแก่ตัณหาด้วย ตัณหาเล่า
----------------------
อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๑๐/๑๗๗
--------------------
น. ๙๗๐ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ก็กำหนัดยินดีในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดยินดีและเป็นปัจจัยแก่อุปาทานด้วยอุปาทานเล่าก็ถือมั่นในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความถือมั่นและเป็นปัจจัยแก่ภพด้วยภพเล่าก็พล่านไปในคติต่างๆ และเป็นปัจจัยแก่ชาติด้วย ชาติเล่าก็ยังขันธ์ทั้งหลายให้เกิดและเพราะเป็นไปโดยเป็นอาการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ทั้งหลายนั้น จึงเป็นปัจจัยแก่ชรามรณะด้วย ชรามรณะเล่าก็ครอบเอาความงอมและความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายไว้ และเป็นปัจจัยเพื่อความปรากฏขึ้นในภพอื่น เพราะเป็นที่ตั้ง (คือเป็นเหตุ) แห่งปกิณณกทุกข์มีโสกะเป็นต้น เหตุนั้น ภวจักรนี้ บัณฑิตพึงทราบแม้โดยกิจ คือความเป็นไปโดยหน้าที่ ๒ ในบททั้งปวงตามควร
โดยเป็นเครื่องกั้น
(๖๕๗) อีกข้อหนึ่งเหตุใดในบทเหล่านี้ บทว่า "สังขารมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา" นี้เป็นเครื่องกั้น (คือปฏิเสธ) ความเห็นว่ามีผู้สร้าง บทว่า "วิญญาณมีเพราะปัจจัยคือสังขาร" เป็นเครื่องกั้นความเห็นว่า อัตตาเคลื่อนที่ได้ บทว่า "นามรูปมีเพราะวิญญาณ" เป็นเครื่องกั้นฆนสัญญา (ความสำคัญว่าเป็นก้อน) เพราะแสดงความแตกได้แห่งวัตถุที่คนเขลากำหนดเอา (เอง) ว่า เป็นอัตตา บทว่า "สฬายตนะมีเพราะปัจจัยคือนามรูป" เป็นตัน เป็นเครื่องกั้นความเห็น (ผิด ต่างๆ) มีเห็นว่า อัตตาเห็น ฯลฯอัตตารู้สึก อัตตาสัมผัส อัตตาเสวย (เวทนา) อัตตาอยาก อัตตาถือมั่น อัตตาเป็นอัตตาเกิด อัตตาแก่ อัตตาตาย ดังนี้เป็นตัน เหตุนั้น ภวจักรนั้น บัณฑิตพึงทราบแม้โดยเป็นเครื่องกั้นความเห็นผิดตามควร
โดยอุปมา
[๖๕๘) อีกข้อหนึ่ง เหตุใด ในองค์เหล่านี้ อวิชชาอุปมาเหมือนคนบอดเพราะไม่เห็นธรรมทั้งหลายทั้งโดยลักษณะประจำตัว(ของธรรมนั้นๆ) ทั้งโดยสามัญญลักษณะสังขารอันมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา เหมือนการก้าวพลาดของคนบอด วิญญาณอันมีเพราะปัจจัยคือสังขาร เหมือนการหกล้มของคนก้าวพลาด นามรูปอันมีเพราะปัจจัยคือวิญญาณ เหมือนความเกิดเป็นแผลฝีขึ้นแห่งคนหกล้ม สฬายตนะอันมีเพราะปัจจัยคือนามรูป เหมือนต่อม (หัวฝีอันเกิดขึ้นเพื่อให้) ฝีแตก ผัสสะอันมีเพราะ
-------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๗๑
ปัจจัยคือสฬายตนะ เหมือน (อะไร) กระทบต่อมฝีเข้า เวทนาอันมีเพราะปัจจัยคือผัสสะ เหมือนความทุกข์ (เจ็บปวด) เกิดแต่การกระทบ ตัณหาอันมีเพราะปัจจัยคือเวทนา เหมือนความปรารถนาจะแก้ทุกข์ อุปาทานอันมีเพราะปัจจัยคือตัณหาเหมือนการคว้าเอายาแสลงด้วยมุ่งแต่จะแก้ (ทุกข์) ภพอันมีเพราะปัจจัยคืออุปาทานเหมือนการทายาแสลงที่ตนถือไว้ ชาติอันมีเพราะปัจจัยคือภพ เหมือนเกิดเป็นฝีกลายเพราะทายาแสลงเข้า ชรามรณะอันมีเพราะชาติ เหมือนความแตกแห่งฝีเพราะฝีกลาย
หรือนัยหนึ่ง เหตุใด ในองค์เหล่านี้ อวิชชาย่อมครอบงำสัตว์ทั้งหลายไว้ โดยทำให้ไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติผิด เหมือนฝ้างำดวงตา (ทั้งสองข้าง) ไว้ คนโง่ที่ถูกอวิชชานั้นครอบงำไว้แล้ว ย่อมห่อตัวไว้ด้วยสังขารทั้งหลายอันนำไปสู่ภพใหม่ เหมือนตัวไหมห่อตัวได้ด้วยส่วน ๆ หนึ่งแห่งฝักไหม วิญญาณที่สังขารครอบครองแล้วย่อมได้ที่อาศัยในคติทั้งหลาย เหมือนพระราชกุมารที่ปริณายกปกป้องแล้วย่อมได้ความสนับสนุนในราชสมบัติ วิญญาณย่อมยังนามรูปมากประการให้เกิดในปฏิสนธิเพราะตรึกไปในอารมณ์อันเป็นนิมิตแห่งอุปบัติ (มีกรรมนิมิต เป็นต้น) เหมือนนักเล่นกลทำกลให้เกิดได้หลายประการ สฬายตนะที่ตั้งมั่นอยู่ในนามรูปแล้วย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ เหมือนพุ่มไม้ในป่าที่ตั้งมั่นอยู่ในพื้นดินดี ย่อมถึงความเติบโตงอกงามแผ่กว้าง ผัสสะย่อมเกิดเพราะความกระทบกันแห่งอายตนะ เหมือนไฟเกิดเพราะการสีแห่งไม้สีไฟอันบน เวทนาย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ถูกผัสสะกระทบ เหมือนความร้อนเกิดแก่คนที่ไฟถูกเอา ตัณหาย่อมเจริญมากแก่คนที่เสวยเวทนาอยู่เหมือนความกระหาย เพิ่มมากขึ้นแก่คนที่ดื่มน้ำทะเลเข้าไป ผู้ทะเยอทะยาน (ด้วยตัณหา) แล้วย่อมทำความปรารถนาในภพทั้งหลาย เหมือนคนกระหายปรารถนาในน้ำดื่ม การทำความปรารถนานั้นนับเป็นอุปาทานของเขา เขาย่อมถือมั่นด้วยอุปาทานเหมือนปลายึดเอาเบ็ดไว้มั่นด้วยความโลภในเหยื่อ เมื่อภพมีอยู่ ชาติก็ย่อมมีเหมือนเมื่อพืชมีอยู่หน่อก็ย่อมมี ชรามรณะย่อมมีแก่ผู้เกิดมาแล้วแน่แท้ เหมือนการล้มย่อมมีแก่ต้นไม้ที่เกิดขึ้นแล้วเป็นแน่ เหตุนั้น ภวจักรนั้น บัณฑิตพึงทราบแม้โดยอุปมาทั้งหลายดังกล่าวมาฉะนี้ ตามควร
-------------------
น. ๙๗๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
โดยต่างความลึก
[๖๕๙] อีกข้อหนึ่ง เหตุใดคำพระบาลีว่า "อานนท์ ก็แลปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นธรรมลึกด้วย (เค้าที่ปรากฏออกมา) ก็ลึกด้วย"*(1) ดังนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสหมายเอาความที่ปฏิจจสมุปบาทนั้นเป็นธรรมลึกทั้งโดยอรรถ (คือผล) ทั้งโดยธรรม (คือเหตุ)ทั้งโดยการแสดง ทั้งโดยปฏิเวธ เหตุนั้น ภวจักรนั้น บัณฑิตพึงทราบแม้โดยต่างความลึกตามควร
ลึกโดยผล
ในความลึกเหล่านั้น เหตุใด อรรถคือความที่ชรามรณะเกิดขึ้นเป็นไปพร้อมเพราะปัจจัยคือชาติ ชื่อว่าเป็นธรรมลึก เพราะอรรถคือความที่ชรามรณะเป็นไปพร้อมเพราะปัจจัยคือชาติอย่างนี้ว่า "ชรามรณะย่อมไม่มีแต่ชาติหามิได้ และเว้นชาติเสียมันจะมีเหตุอื่นก็หามิได้ และมันย่อมเป็นไปพร้อมแต่ชาติด้วยประการอย่างนี้" ดังนี้เป็นธรรมที่รู้ได้ยาก นัยเดียวกันนั้น อรรถคือความที่ชาติเกิดขึ้นเป็นไปพร้อมเพราะปัจจัยคือภพ ฯลฯ อรรถคือความที่สังขารเกิดขึ้นไปพร้อมเพราะปัจจัยคืออวิชชา (ล้วน)เป็นธรรมลึก เหตุนั้น ภวจักรนี้จึงชื่อว่าลึกโดยอรรถแล นี่เป็นความลึกโดยอรรถ(คือผล) ในภวจักรนี้เป็นอันดับแรก แท้จริง ผลที่เกิดแต่เหตุ ท่านเรียกว่าอรรถดังพระบาลีว่า "ความรู้ในผลอันเกิดแก่เหตุ ชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา"(2)
ลึกโดยเหตุ
ประการหนึ่ง เหตุใด อรรถคือความที่อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นธรรมลึก เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารนั้น ๆ โดยอาการใดและโดยสถานะใด อาการนั้นและสถานะนั้นเป็นกรณีที่รู้ได้ยาก นัยเดียวกันนั้น อรรถคือความที่สังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ ฯลฯ อรรถคือความที่ชาติเป็นปัจจัยแก่ชรามรณะ (ล้วน)เป็นธรรมลึก เหตุนั้น ภวจักรนี้จึงชื่อว่าลึกโดยธรรมแล นี่เป็นความลึกโดยธรรม (คือเหตุ)ในภวจักรนี้ แท้จริง คำว่า "ธรรม" เป็นชื่อแห่งเหตุ ดังพระบาลีว่า "ความรู้ในเหตุชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา"(3)
-----------------------
(1) ดูเทียบ ที. ม. (ไทย) ๑๐/๙๕/๕๗
(2) อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๗๒๐/๔๕๙
(3) อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๗๒๐/๔๕๙
-----------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๗๓
ลึกโดยการแสดง
ประการหนึ่ง เหตุใด แม้การแสดงปฏิจจสมุปบาทนั้นก็ลึก เพราะเป็นการแสดงที่พึงให้ดำเนินไปโดยเหตุนั้นๆ โดยประการนั้นๆ ญาณอื่นแต่พระสัพพัญญุตญาณย่อมไม่ได้ที่ตั้ง ในปฏิจจสมุปบาทนั้น จริงอย่างนั้น ภวจักรนั่น ในบางสูตรทรงแสดงอนุโลม บางสูตรทรงแสดงโดยปฏิโลม บางสูตรทรงแสดงทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลมบางสูตรทรงแสดงตั้งแต่ตอนกลางไปโดยอนุโลมบ้าง บางสูตรทรงแสดงทั้ง ๓ สนธิ ๔ สังเขป บางสูตรทรงแสดง ๒ สนธิ ๓ สังเขป บางสูตรทรงแสดงแต่สนธิเดียว ๒ สังเขปเหตุนั้น ภวจักรนี้จึงชื่อว่าลึกโดยการแสดงผล นี่เป็นความลึกโดยการแสดงลึกโดยปฏิเวธ
ประการหนึ่ง เหตุใดในปฏิจจสมุปปาทธรรมนี้ สภาวะแห่งธรรมมีอวิชชาเป็นต้นนั้นใด อนึ่ง เพราะสภาวะใดที่พระโยคาวจรแทงตลอดแล้ว ธรรมทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้นก็เป็นอันได้แทงตลอดโดยลักษณะประจำตัว(ของธรรมนั้นๆ) อย่างถูกต้องด้วยสภาวะนั้นจัดว่าลึกเพราะหยั่งได้ยาก เหตุนั้น ภวจักรนี้จึงชื่อว่าลึกโดยปฏิเวธนัยเดียวกันนั้นแล เหตุใด ในปฏิจจสมุปปาทธรรมนี้ อรรถคือความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่แทงตลอดด้วยดีซึ่งสัจจะแห่งอวิชชาก็ลึก อรรถคือความปรุงแต่ง ความพอกพูนขึ้น ความเป็นไปกับราคะ ความแย้งต่อราคะแห่งสังขารทั้งหลายก็ลึก อรรถคือความว่างเปล่า ความไม่ขวนขวาย (คือไม่มีความคิด) ความไม่เคลื่อนที่ไป (แต่)ปรากฎโดยปฏิสนธิได้ แห่งวิญญาณก็ลึก อรรถคือความเกิดขึ้นพร้อมกัน ความแยกกัน ความแยกกันไม่ได้ ความน้อมไปได้ ความสลายได้แห่งนามรูปก็ลึก อรรถคือความเป็นอธิบดี ความเป็นโลก ความเป็นทวาร ความเป็นเขต ความเป็นวิสยี (คือเป็นอินทรีย์ แห่งสหายตนะก็ลึก อรรถคือความต้องกันเข้า ความเบียดกันเข้า ความถึงกันเข้า ความประชุมกันเข้าแห่งผัสสะก็ลึก อรรถคือความเสวยรสอารมณ์ ความเป็นสุข เป็นทุกข์ และกลางๆ ความเสวยอย่างนิชชีวะ (คือไม่มี อัตตาผู้เสวย) แห่งเวทนาก็ลึก อรรถคือความเพลิดเพลิน ความจอดใจ ความปรารถนา (ที่ไหลรุด) ดุจลำธาร (แผ่คลุม) ดุจเครือเถา (แผ่กว้าง) ดุจแม่น้ำ และไม่รู้จักเต็มดุจทะเลแห่งตัณหาก็ลึก อรรถคือความยึด ความถือ ความปักใจ ความจับใจ ความก้าวล่วง
--------------------
น. ๙๗๔ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ยากแห่งอุปาทานก็ลึก อรรถคือความประมวลไว้ ความปรุงแต่งไว้ และความซัดไปในกำเนิด ในคติ ใน (วิญญาณ) ฐิติ และใน (สัตต) นิวาสแห่งภพก็ลึก อรรถคือ ความเกิดความได้กำเนิด ความหยั่งลง (ในครรภ์) ความผลิตขึ้น ความปรากฏขึ้นแห่งชาติก็ลึก อรรถคือความสิ้นไป ความเสื่อมไป ความตกไป ความแปรไปแห่งชรามรณะก็ลึก เหตุนั้นภวจักรนี้จึงชื่อว่าลึกโดยปฏิเวธแล
นี้เป็นความลึกโดยปฏิเวธในปฏิจจสมุปปาทธรรมนี้
(พุทธพจน์ - อธิคโต โข มฺยายํ ธมฺโม คมฺภีโร ทุทฺทโส ทุรนุโพโธ สนฺโต ปณีโต อตกฺกาวจโร นิปุโณ ปณฺฑิตเวทนีโย / วิ.มหา. ๔/๗/๗)
โดยต่างนัย
(๖๖๐] ประการหนึ่ง เหตุใด ในปฏิจจสมุปปาทธรรมนี้ มีนัยแห่งอรรถอยู่ ๔ คือ เอกัตตนัย (นัยแห่งอรรถเป็นอันเดียว) นานัตตนัย (นัยแห่งอรรถต่างๆ กัน) อัพยาปารนัย (นัยแห่งอรรถว่าไม่มีความขวนขวาย) เอวังธัมมตานัย (นัยแห่งอรรถว่าเป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง) เหตุนั้น ภวจักรนั้น บัณฑิตจึงควรทราบแม้โดยความต่างนัยอีกตามควร
เอกัตตนัย
ใน ๔ นัยนั้น ความไม่ขาดสายแห่งความสืบต่อดังนี้คือ สังขารมีเพราะปัจจัย คืออวิชชา วิญญาณมีเพราะปัจจัยคือสังขารเป็นต้น ดุจความที่พืชถึงความเป็นต้นไม้เพราะความมีขึ้น แห่งอวัยวะของต้นไม้มีหน่อเป็นต้น (สืบต่อกันมา) ฉะนั้น ชื่อว่าเอกัตตนัย ซึ่งเป็นนัยที่เมื่อพระโยคาวจรเห็นโดยถูกต้อง ย่อมละอุจเฉททิฏฐิได้เพราะหยั่งรู้ความไม่ขาดสายแห่งความสืบต่ออันเป็นไปอยู่โดยความสัมพันธ์กันแห่งเหตุและผล เมื่อเห็นผิดไป ย่อมจะยึดมั่นสัสสตทิฏฐิ เพราะถือเอาความไม่ขาดสายแห่งความสืบต่อเป็นไปอยู่โดยความสัมพันธ์กันแห่งเหตุและผลว่า เป็นอันเดียวไปเสีย
-------------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๗๕
นานัตตนัย
ส่วนการกำหนดลักษณะของใครของมันแห่งธรรมทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น ชื่อว่านานัตตนัย ซึ่งเป็นนัยที่เมื่อเห็นโดยถูกต้องย่อมละสัสสตทิฏฐิได้ เพราะเห็นความเกิดขึ้นแห่งสิ่งใหม่ ๆ เมื่อเห็นผิดไปย่อมจะยึดมั่นอุจเฉททิฏฐิ เพราะถือเอาเหตุผลอันตกอยู่ในสันดานเดียวกัน (คือมีสันตติเดียวกันดังกล่าวแล้ว) สันดานมาแตกลง (คือตาย)นั่นเองว่าต่างกัน (คือเป็นคนละอัน ไม่สืบต่อกัน) ไปเสีย
อัพยาปารนัย
ความที่อวิชชาไม่มีความขวนขวาย (คือไม่มีความคิดว่า) "สังขารทั้งหลายข้าทำให้เกิดขึ้น" หรือว่าสังขารไม่มีความขวนขวาย (คือไม่มีความคิด) ว่า "วิญญาณข้าทำให้เกิดขึ้น" ดังนี้เป็นอาทิ ชื่อว่าอัพยาปารนัย ซึ่งเป็นนัยที่เมื่อเห็นโดยถูกต้องย่อมละอัตตทิฏฐิ (ความเห็นว่ามีอัตตา) ได้ เพราะหยั่งรู้ความไม่มีผู้สร้าง เมื่อเห็นผิดไปย่อมจะยึดเอาอกิริยทิฏฐิ เพราะไม่ถือเอาความเป็นเหตุแห่งธรรมทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น ซึ่งแม้เมื่อความขวนขวายไม่มี ก็มีได้โดยสภาวนิยม
เอวังธัมมตานัย
ส่วนนัยว่า "ความเกิดขึ้นแห่งผลมีสังขารเป็นต้น ย่อมมีแต่เหตุมีอวิชชาเป็นต้นเท่านั้น ดุจความเกิดขึ้นแห่งนมส้มเป็นต้น ย่อมมีแต่นมสดเป็นต้นฉะนั้นมิใช่อื่น" (ดัง)นี้ ชื่อว่า เอวังธัมมตานัย ซึ่งเป็นนัยที่เมื่อเห็นโดยถูกต้อง ย่อมละอเหตุกทิฏฐิและอกิริยทิฏฐิได้ เพราะหยั่งรู้ผลโดยสมควรแก่ปัจจัย เมื่อเห็นผิดไปย่อมจะยึดมั่นอเหตุกทิฏฐิและนิยตวาทะ เพราะไม่ถือเอาความเป็นไปแห่งผลตามควรแก่ปัจจัยแล้ว ยังถือว่าสิ่งอะไร ๆ มิได้เกิดแต่เหตุอะไร (ถือว่าสุดแต่โชคเคราะห์ต่างหาก) แล
------------------
น. ๙๗๖ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ภวจักรนี้ บัณฑิตพึงทราบโดยว่า (องค์ไหน) เกิดแต่
สัจจะ (ไหน) ๑ โดยกิจ ๑ โดยเป็นเครื่องกั้น ๑ โดยอุปมา
ทั้งหลาย ๑ โดยต่างความลึก , โดยต่างนัย ๑ ตามควร
ด้วยประการฉะนี้
(๖๖๑] เพราะเหตุที่บุคคลผู้ยังมิได้ทำลายภวจักร อันหยั่งไม่ถึงเพราะเป็นธรรมลึก อันต่อต้านยาก เพราะถือเอาได้โดยนัยต่างๆ นี้เสียด้วยดาบคือญาณอันลับดีที่หินอย่างประเสริฐคือสมาธิแล้ว แลล่วงสังสารภัยอันเป็นขั้นอยู่เป็นนิตย์ ดุจอสนีวิจักร (คือสายฟ้า) ไปได้ ไม่มีสักคนแม้ในฝัน จริงอยู่ ข้อนี้แม้พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสไว้ว่า "อานนท์ ก็ปฏิจจสมฺปบาทนี้เป็นธรรมลึกด้วย เค้า (ที่ปรากฎออกมา)ก็ลึกด้วย อานนท์ ก็เพราะไม่เข้าใจ ไม่รู้ตามธรรมนั่น หมู่สัตว์นี้จึงเกิดเป็นผู้ (ยุ่งเหยิง)ดุจด้ายยุ่ง เกิดเป็นผู้ (ซับซ้อน) ดุจรังนกคุณิ เกิดเป็นผู้ (สับสน) ดุจหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง ไม่ล่วงอบาย ทุคติ วินิบาต สงสารไปได้"*(1) ดังนี้ เพราะเหตุนั้น บัณฑิตผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลและเพื่อความสุขแก่ตนก็ดี แก่ผู้อื่นก็ดี พึงละกิจเศษๆ เสียแล้วจะได้ความหยั่งลงมั่น ในประเภทแห่งปัจจยาการอันลึกนี้ ด้วยประการใด ก็พึงเป็นผู้แสดงประกอบเนืองๆ ด้วยประการนั้นเทอญ
ปริเฉทที่ ๑๗ ชื่อปัญญาภูมินิเทศ
ในอธิการแห่งปัญญาภาวนาในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค
อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมชแห่งสาธุชน ดังนี้
-----------------
(1) ที.ม. (ไทย) ๑๐/๙๕/๕๗; สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๖๐/๑๑๓
--------///--------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ