แนะนำพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ (๕)
--------------------------------
ขณะกำลังค้นหาเรื่อง “สูกรโปติกาวตฺถุ” ว่าอยู่ภาคไหนในคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ๘ ภาค ผมหวนระลึกถึงความฝันของตัวเองในช่วงเวลาที่กำลังเรียนชั้น ป.ธ.๓
ขออนุญาตนำมาบอกเล่าสู่กันฟัง
สมัยโน้น (พ.ศ.๒๕๐๖-๒๕๐๘) ป.ธ.๓ เรียนแปลคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาทั้ง ๘ ภาค ไม่ได้แบ่งครึ่งเหมือนเวลานี้
ผมเป็นคนมีสติปัญญาปานกลางค่อนไปข้างทึบ ปัญหาของผมคือจำไม่ได้ว่า “วตฺถุ” หรือเรื่องต่างๆ ในคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถานั้น เรื่องไหนอยู่ภาคไหน (“ภาค” คือเล่ม) เรื่องเด่นสะดุดใจบางเรื่องพอระลึกได้ เช่น -
เรื่องจูเฬกสาฎก อยู่ภาค ๕ จำได้เพราะเป็นเรื่องแรกที่เริ่มแปล
เรื่องจักขุบาล อยู่ภาค ๑ จำได้เพราะเป็นเรื่องแรกในคัมภีร์
เรื่องสามาวดี อยู่ภาค ๒ จำได้เพราะเป็นเรื่องยาวมาก เนื้อเรื่องชวนตื่นเต้น
นอกนั้น อย่าถาม จำภาคไม่ได้ แต่เจอแล้วแปลได้
สมัยโน้น อุปกรณ์เครื่องช่วยที่ทันสมัยที่สุดคือเครื่องบันทึกเสียงแปลคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาโดยพยัญชนะ ซึ่งช่วยให้ “แปลหนังสือ” ได้เร็วขึ้นและมีเสียงแปลติดหูอยู่บ้างเท่านั้น อย่างอื่นช่วยไม่ได้ คอมพิวเตอร์ยังมาไม่ถึง โทรศัพท์เคลื่อนที่ยังไม่มี เว็บไซต์ต่างๆ ยังไม่มีใครรู้จัก การเรียนบาลีจึงต้องใช้ความพยายามส่วนตัวกันล้วนๆ
เพื่อแก้ปัญหาจำเรื่อง/ภาคไม่ได้ ผมก็เกิดความคิด ลอกเอาชื่อเรื่องทุกเล่มมารวมกันไว้ ลงหมายเลขภาคไว้ข้างหลังชื่อ พยายามเรียงลำดับตามตัวอักษรเหมือนพจนานุกรม เวลาอยากรู้ว่าเรื่องไหนอยู่ภาคไหนก็เปิดดู เป็นอันสำเร็จประโยชน์
ตอนที่ทำอยู่นั้น เห็นว่าท้ายเล่มแต่ละภาคจะมี “อสาธารณนาม” ที่ปรากฏในภาคนั้นๆ เรียงไว้เหมือนพจนานุกรม ก็เกิด “วาบความคิด” ว่า ถ้ารวมทุกเล่มมาไว้ในที่เดียวกันก็จะได้อสาธารณนามในธัมมปทัฏฐกถาครบถ้วน เวลาอยากรู้-เช่นอยากรู้เรื่อง “อานนฺโท” (พระอานนท์)-ก็เปิดดูได้ว่าเรื่องของชื่อนั้นๆ มีอยู่ในเล่มไหนบ้าง หน้าไหนบ้าง
คิดแล้วก็ลงมือคัดลอกอสาธารณนามจากทุกเล่มมารวมไว้ในที่เดียวกัน เรียงตามตัวอักษร ฝันไว้ว่าถ้าจัดพิมพ์ด้วยพิมพ์ดีด เย็บเล่มเก็บไว้อ่าน ก็จะโก้ไม่หยอก
ได้แต่ฝัน แต่ไม่ได้ทำ เพราะไม่มีเครื่องมือ
ตอนนั้นยังไม่กำเริบถึงขั้นจะทำคำอธิบายเรื่องของชื่อนั้นๆ แบบย่อเรื่องกำกับไว้ด้วย ที่ไม่คิดก็เพราะตัวเองรู้เรื่องอยู่แล้ว ยังไม่คิดถึงขั้นจะทำเผยแพร่ให้คนอื่นรู้เรื่องด้วย
ตอนนั้น โลกบาลีของผมยังแคบมากๆ ผมไม่เคยรู้ว่า หนังสือแบบนั้นมีคนทำแล้ว นั่นคือ DICTIONARY OF PALI PROPER NAMES ของ G.P. MALALASEKERA
MALALASEKERA เป็นชาวศรีลังกา ไม่ได้บวช แต่เรียนบาลีเพื่อทำงานบาลี จึงมีผลงานบาลีออกมามาก เฉพาะ DICTIONARY OF PALI PROPER NAMES เป็นหนังสือชุดใหญ่ มีทั้งที่พิมพ์ ๓ เล่มชุดและ ๒ เล่มชุด คณะสงฆ์ไทยเคยเอามาแปลเป็นไทย ให้ชื่อว่า “นามานุกรม บาลี-ไทย” พิมพ์ออกมาเป็นเล่มเล็กๆ ได้ไม่กี่คำก็เลิกไป น่าเสียดาย
ผมเคยเสนอฝากลมลอยไปว่า คณะสงฆ์ไทยสมัยปัจจุบันนี้น่าจะหยิบเอางานนี้ขึ้นมาปัดฝุ่นทำต่อ - ข้อเสนอนี้ละลายไปกับสายลมหมดแล้ว ไปไม่ถึงหูตาของพระมหาเถระผู้บริหารการพระศาสนา
.......................................................
ท่านผู้ใดมีอำนาจวาสนาบารมีพอ ขอความเมตตาขยับตัวสักนิด ก็จะเป็นมหากุศลแก่วงการศึกษาบาลี-ซึ่งก็คือการรักษาตัวพระศาสนา-ของบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง
.......................................................
พอเห็น DICTIONARY OF PALI PROPER NAMES ของ G.P. MALALASEKERA ผมก็ยังเกิด “วาบความคิด” เหมือนเดิม นั่นคือ ถ้านักเรียนบาลีบ้านเราจะหยิบเอา “อสาธารณนาม” จากคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถามาจัดทำคำอธิบายสั้นๆ แบบเดียวกับ “นามานุกรม บาลี-ไทย” ที่คณะสงฆ์ไทยเคยตั้งท่าทำไว้แล้ว ก็จะเป็นการดีนักหนา
อสาธารณนามหลายๆ คำอาจอาศัย DICTIONARY OF PALI PROPER NAMES เป็นคู่มือหรือเป็นเครื่องมือได้เป็นอย่างดี แต่เราจำกัดขอบเขตเฉพาะคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาคัมภีร์เดียวเท่านั้น งานก็น่าจะง่ายกว่า
ถ้าทำขึ้นมาได้ หนังสือเล่มนี้จะเป็นอุปการะแก่การเรียนบาลีในบ้านเราอย่างมหาศาล เพราะธัมมปทัฏฐกถาเป็นคัมภีร์ที่นักเรียนบาลีทุกคนจะต้องเรียน
คำถามคือ แล้วใครจะทำ?
ตอบง่ายที่สุด - นักเรียนบาลีที่เรียนจบแล้วนั่นไงเป็นคนทำ เรามีนักเรียนบาลีที่เรียนจบแล้วอยู่เป็นกระบุงมิใช่หรือ?
ภูเขาที่สูงใหญ่กว่าหิมาลัยที่ขวางทางเราอยู่ก็คือ แนวคิด หรือค่านิยม หรือความเชื่อ ที่ฝังหัวมาช้านาน-และแม้ขณะนี้ก็ยังฝังอยู่-ที่ว่า นักเรียนบาลีที่เรียนจบแล้วจะไปทำอะไร ควรปล่อยให้เป็นไปตามอัธยาศัย ไม่ควรบังคับ เพราะคนเรามีความมุ่งหมายในชีวิตไม่เหมือนกัน
ดังนั้น เราจึงไม่เคยมีการแนะแนวการเรียนบาลีว่า เรียนไปเพื่ออะไรได้บ้าง และใครควรเรียนไปเพื่ออะไร
เรามีแต่ผู้สร้างนักเรียนบาลีอยู่เป็นอันมาก
เรามีแต่ผู้สนับสนุนการเรียนบาลีอยู่เป็นอันมาก
แต่เราไม่เคยมีการสร้างคนทำงานบาลี
และคงไม่ผิดถ้าจะพูดว่า-เราก็ไม่เคยมีการสนับสนุนคนทำงานบาลีด้วย
เราได้แต่ยืนยันมั่นเหมาะว่า ไม่ต้องไปสร้าง ไม่ต้องไปสนับสนุนหรอก-คนทำงานบาลีน่ะ สร้างนักเรียนบาลี สนับสนุนการเรียนบาลีอย่างเดียว พอแล้ว เพราะผู้ที่เรียนจบแล้วนี่แหละ ต่อไปเขาก็จะไปทำงานบาลี ไม่ต้องห่วงเลย คนทำงานบาลีมีแน่ๆ ขอให้เรียนบาลีกันเยอะๆ เถอะ
.......................................................
ผมนึกใคร?
ผมนึกถึงพระนาคเสนครับ
พระพุทธศาสนาเมื่อยุคศตวรรษที่ ๕ ถูกรุกรานทางปัญญา
คณะสงฆ์สมัยนั้นวางแผนสร้างคนขึ้นมาเพื่อเอาชนะปัญหา
เด็กที่เป็นเป้าหมายของงานนี้เกิดในตระกูลที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา งานจึงหนักขึ้นเป็นหลายเท่า
ด้วยความสุขุมรอบคอบและอดทนอย่างสูงสุด ในที่สุดพระเถระที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานนี้ก็นำเด็กน้อยมาบวชในพระพุทธศาสนาได้สำเร็จ-ไม่ได้รอให้เด็กคนนั้นมาเองตามอัธยาศัย
พระพุทธศาสนาจึงมี “พระนาคเสน” เกิดขึ้นสยบความอหังการของพระยามิลินท์ลงได้อย่างราบคาบ
เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พระพุทธศาสนายั่งยืนมาจนถึงเราทุกวันนี้
.......................................................
คงอีกนานกว่าวงการบาลีบ้านเราจะเห็นคุณค่าของการแนะแนวและปลูกฝังอุดมการณ์ในการเรียนบาลี
และคงจะอีกนานนักหนาที่วงการบาลีบ้านเราจะเห็นคุณค่าของการสร้างและการสนับสนุนคนทำงานบาลีขึ้นมาโดยเฉพาะ
ถ้าเรายังคงยอมสยบให้กับแนวคิด--นักเรียนบาลีจะทำอะไรควรเป็นไปตามอัธยาศัย
ผมคงไม่ต้องอยู่ไปจนอายุ ๑๒๐ ปีเท่าพระอานนท์ เพื่อจะได้ทำ “นามานุกรมธัมมปทัฏฐกถา” ได้สำเร็จ เหมือนที่ท่าน MALALASEKERA ทำ DICTIONARY OF PALI PROPER NAMES ได้สำเร็จ ถ้า --
ถ้าวันนี้หรือพรุ่งนี้จะมีนักเรียนบาลีที่เรียนจบแล้วสักท่านหนึ่งหรือหลายๆ ท่านลุกขึ้นมาทำงานนี้เพื่อสนองคุณบาลีและรักษาพระศาสนา
และถ้าวันนี้หรือพรุ่งนี้จะมีท่านที่มีกำลังเพียงพอสักท่านหนึ่งหรือหลายๆ ท่านลุกขึ้นมาสร้างและสนับสนุนคนทำงานบาลีเพื่อรักษาพระศาสนา
นี่คือความฝันของผมที่ขออนุญาตนำมาบอกเล่าสู่กันฟังในบทความชุด “แนะนำพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕”
ตอนหน้า-แนะนำพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ ตามชื่อเรื่องครับ แล้วก็คงจบชุด
(ยังมีต่อ)
--------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖
๑๕:๓๕
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ