สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
การรอบรู้นัยธรรมะทั้ง 3 แห่งคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค
แม้นคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคที่รจนาโดยพระอัครสาวก คือพระสารีบุตรเถระผู้เลิศด้วยปัญญา มีผลให้ศึกษาได้สะดวกระดับหนึ่ง ซึ่งคนยุคพุทธกาลแค่นี้ก็พอเพียงแล้ว เพราะมีความโดดเด่นที่สามารถทดสอบได้(สัลลักขณะ)ด้วยการเจริญให้รู้แจ้งได้(วิภาวนะ) โดยอาศัยการรอบรู้นัยธรรมะทั้ง 3 นัย คือ
1. ปวัตตินัย เป็นนัยความเป็นไปแห่งสภาวธรรม
2. ปริยัตินัย เป็นนัยแห่งการเล่าเรียน
3. ปฏิบัตินัย เป็นนัยแห่งการฝึกหัด
ซึ่งทั้ง 3 นัย อิงอาศัยกัน เหมือนไม้ 3 อันที่ทรงอยู่ได้ เพราะการพิงอาศัยกัน ขาดอันใดอันหนึ่งก็จะล้มทันที
ปัจจุบันการศึกษาธรรมบ้านเราสูงสุดเอาแค่ 2 นัย คือ ปริยัตินัยกับปฏิบัตินัย ขาดความใส่ใจปวัตตินัย จึงมีการปฏิเสธว่า รูปอิริยาบถ 4 ไม่มีในรูป 28 ทั้งที่เป็นรูปในปวัตตินัย เช่น การยืน การนั่ง การนอนก็เกิดจากจิต มีธาตุหนัก คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ เป็นปธาน ส่วนการเดิน การเหยียด การคู่ ก็เกิดจากจิต มีธาตุเบา คือ ธาตุลม ธาตุไฟ เป็นปธาน จึงปฏิเสธการกำหนดรูปอิริยาบถ 4(อิริยาบถบรรพ) และรูปอิริยาบถย่อย(สัมปชัญญบรรพ)ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐานว่าไม่มี มีแต่การกำหนดธาตุ 4 เท่านั้น ทั้งๆที่มีอยู่ ดังนั้นการศึกษาคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค จึงขาดความโดดเด่นการทดสอบ (สัลลักขณะ) การเจริญให้รู้แจ้ง (วิภาวนะ) พร้อมกับความรอบรู้นัยธรรมทั้ง 3 ไม่ได้เลย ดังจะขอยกตัวอย่างเรื่องปัจจัย 8 ประการที่อาจารย์ท่านอื่น(อปเร หมายถึงอาจารย์อื่นที่มีชื่อเสียงเพราะถือมติตนเป็นใหญ่)กล่าวว่าเกื้อหนุนให้บรรลุปฏิสัมภิทาในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ที่พระอรรถกถาจารย์วินิจฉัยไว้ในคัมภีร์สัทธัมมปกาสินี ดังนี้
ปัจจัยที่เกื้อหนุนให้ปฏิสัมภิทาปรากฏขึ้นมีดังนี้
1. ปุพพโยคะ เคยเจริญวิปัสสนาถึงขั้นสังขารุเปกขาญาณมาก่อน
2. พาหุสัจจะ ความฉลาบดในศาสตร์ต่างๆที่ก่อให้เกิดการทำมาหากินได้
3. เทสภาสา เก่งสภาวะภาษาเป็นพิเศษโดยเฉพาะภาษาบาลี
4. อาคม การเล่าเรียนพุทธพจน์ที่เข้าถึงเหตุผลและหลักฐานได้
5. ปริปุจฉา การสอบถามข้อสงสัยในพุทธพจน์ให้คลายสงสัย
6. อธิคม การบรรจุเป็นพระอริยะบุคคล มี พระโสดาบันเป็นต้น
7. ครุสันนิสสยะ การได้อาศัยเรียนกับครูผู้มากด้วยสุตะและปฏิภาน
8. มิตตสมบัติ การได้เพื่อนร่วมสำนักที่มีคุณสมบัติเพรียบพร้อม
ในบรรดาปัจจัยเหล่านั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระปัจเจกพุทธะทั้งหลาย อาศัยปูพพโยคะ และอธิคมก็บรรลุปฏิสัมภิทาได้,พระสาวกทั้งหลายต้องอาศัยปัจจัยทั้งหมด คือ เพิ่ม ปริยัติ(การเรียน) สวนะ(การฟัง) ปริปุจฉา(การสอบถาม) รวมทั้งหมด 5 ประการ
จึงบรรลุได้ อนึง ในการบรรลุปฏิสัมภิทา ชื่อว่า จะมีการบำเพ็ญเพียรภาวนากัมฐานเฉพาะอย่างเดียวก็หาไม่ ก็พระเสกขบุคคลมีการหลุดพ้นขั้นเสกขผลเป็นที่สุด การบรรลุปฏิสัมภิทาจึงมีได้ และพระอเสกขบุคคลมีการหลุดพ้นขั้นอเสกขผลเป็นที่สุดการบรรลุปฏิสัมภิทาจึงมีได้ จริงอย่างนั้น ปฏิสัมภิทาทั้งหลายย่อสำเร็จแก่บรรดาพระอริยบุคคลทั้งหลายด้วยอริยผลทั้งหลายเท่านั้น ดุจทศพลญาณย่อมสำเร็จแก่พระตถาคตทั้งหลายเพราะเหตุนั้นนั่นแล
ถามว่าทำไมพระอรรถกถาจารย์จึงพิจารณาเหลือแค่ 5 ประการเล่า?
ตอบว่า ก็ด้วยการทดสอบ(สัลลักขณะ) และด้วยการเจริญภาวนาให้รู้แจ้ง ดุจบุคคลผู้เดินทางบรรลุเป้าหมายแล้ว ย่อมพิจารณาเส้นทางนั้นได้ พร้อมทำเครื่องหมาย ธรรมนัยทั้ง 3 มีปวัตตินัย ปริยัตตินัย ปฏิบัตินัย เพื่อกันความสับสนอันจะก่อให้เกิดการหลงทางได้
ดังมีการอธิบายธรรมนัยทั้ง 3 ในประเด็นนี้ โดยพระนิสสยาจารย์ ดังนี้
* ช่องทางความแตกฉาน(ปฏิสัมภิทามรรค)อันเป็นปวัตตินัย
พระสัมมาสัมพุทธะ กับพระปัจเจกพุทธะ อาศัย ปุพพโยคะ กับอธิคมะ เพราะบุคคลเหล่านี้ตรัสรู้ได้เอง ส่วนพระอริยสาวกที่ตรัสรู้ตามต้องมีเหตุทั้ง 5 ครบ
* การบรรลุ(อธิคม)อันเป็นปฏิบัตินัย
พระโพธิสัตว์ เช่น สุเมธดาบสต้องเจริญวิปัสสนาญาณบรรลุขั้นสังขารุเบกขาญาณใต้ฝ่าพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร พร้อมกับได้รับพุทธพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า โคตมะ บรรลุสโมธาน 8 พระเสกขบุคคลบรรลุเสกขผล พระอเสกขบุคคลบรรลุอเสกขผล พระตถาคตบรรจุพระทศพลญาณ
*การเล่าเรียนอันเป็นปริยัตินัย ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ การเรียน(ปริยัติ) การฟังพระสัทธรรม(สวนะ) การสอบถามปัญหาพระธรรมวินัย(ปริปุจฉา) ซึ่งเป็นไปเพื่อวิราคะ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความหลงมัวเมาติดสุขสบายเหมือนวิชาการทางโลก
เนื้อหาในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคที่ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า โดดเด่นด้วยการทดสอบได้ รู้แจ้งได้ มีธรรมนัย 3 ช่วยให้จับความได้สะดวก ไม่สับสน จึงสมจริงตามที่ท่านพระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ในอารัมภกถาว่า " ปฏิสมฺภิทานํ มคฺโคติ ตนฺนามวิเสสโต จ "
แปลว่า " ที่เรียกว่า ปฏิสัมภิทามรรค(ช่องทางแห่งความแตกฉาน) ก็เพราะเป็นชื่อที่ได้มาจากความโดดเด่นแห่งคัมภีร์นั้นนั่นแล "
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ