พึงทราบว่าลำดับการสื่อความกันในทางพุทธศาสนา มี 5 แบบ ดังนี้ คือ

ประเภทสถานภาพลำดับแห่งธรรมนั้นๆที่เกื้อให้การศึกษาธรรมะเข้าใจได้สะดวกไม่สับสนจำได้แม่น มี 5 ประเภท คือ

1. ปหานกมะ ลำดับการละเช่น ทสฺสเนน ปหาตพฺพา (ธรรมที่พึงละด้วยโสดาปัตติมรรค) , ภาวนาย ปหาตพฺพา (ธรรมที่พึงละด้วยมรรคชั้นสูง)

2ฺ. ภูมิกมะ ลำดับภูมิ เช่น กามาวจรํ (กามาวจรภูมิ) , รูปาวจรํ (รูปาวจรภูมิ) , อรูปาวจรํ (อรูปาวจรภูมิ)

3. อุปปัตติกมะ ลำดับการเกิดขึ้น เช่น ปฐมํ กลลํ โหติ (น้ำเมือกใสเกิดขึ้นก่อน) , กลลา โหติ อพฺพุทํ (จากน้ำเมือกใสก็เป็นฟองเมือกใส)

4. ปฏิปัตติกมะ ลำดับการปฏิบัติ เช่น ศีลวิสุทธิ (ทำศีลให้หมดจด) , จิตตวิสุทธิ (ทำจิต คือ สมาธิให้หมดจด)

5. เทสนากมะ ลำดับการแสดง เช่น จตฺตาโร สติปฏฺฐานา (สติปัฏฐานสี่) , จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา (ส้มมัปปธานสี่)

      ซึ่งธรรมบางอย่างมีสถานภาพเป็นลำดับได้ครบ ทั้ง 5 ประเภท เช่น วิสุทธิเจ็ดเป็นต้น ขึ้นอยู่กับสถานภาพของธรรมะนั้นๆ เช่น ปฏิจจสมุปบาทขณะจิตเดียว เป็นลำดับการแสดง ส่วนสายเกิดและสายดับ เป็นลำดับลำดับการเกิดขึ้นแห่งความเป็นไป แม้นมีสถานภาพเป็นลำดับการแสดงเพียงอย่างเดียว การแสดงอะไรก่อนหลังก็จะมีเหตุผลประกอบรองรับเสมอ (คัมภีร์อรรถกถาพระอภิธรรม อภิ.อ.2.32)

--------------------------------

ศัพท์ว่า สงสาร มาจาก สํปุพพ สรธาตุ คติยํ ณปัจจัย สำเร็จเป็นคำศัพท์ว่า สํสาร แปลว่า การเวี่ยนว่ายตายเกิด ไทยนิยมเขียนเป็นสงสาร และใช้ในความหมายว่า สมเพช แปลว่า รู้สึกเห็นใจในทุกข์ของผู้อื่น

   ในคัมภีร์มิลินทปัญหามีกล่าวถึงสํสาร ดังนี้

   พระเจ้ามิลินท์ : พระคุณเจ้านาคเสน สงสาร คืออะไร? เป็นอย่างไร?

   พระนาคเสน : ขอถวายพระพร มหาบพิตร บุคคลเกิดในโลกนี้แล้วก็ตายในโลกนี้นั่นแหละ ครั้นตายในโลกนี้แล้ว ก็เกิดขึ้นในโลกอื่น, เกิดในโลกนั้นแล้วก็ตายในโลกนั้นนั่นแหละ ครั้นตายในโลกนั้นแล้ว ก็เกิดขึ้นในโลกอื่นอีก. ขอถวายพระพร สงสารเป็นอย่างนี้แล

   พระเจ้ามิลินท์ : ขอพระคุณเจ้าจงกระทำอุปมา

   พระนาคเสน : ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนว่า บุรุษคนหนึ่งเคี้ยวกินผลมะม่วงสุก แล้วเพาะเมล็ดมะม่วงนั้นไว้, ต่อจากเมล็ดมะม่วงที่เพาะไว้นั้น พึงบังเกิดเป็นต้นมะม่วงใหญ่แล้วให้ผล, ลำดับนั้นบุรุษผู้นั้นก็จะพึงเคี้ยวกินผลมะม่วงสุก แม้จากต้นมะม่วงต้นที่สองนั้น แล้วก็เพาะเมล็ดมะม่วงไว้, แม้ต่อจากเมล็ดมะม่วงที่เพาะไว้นั้น พึงบังเกิดเป็นต้นมะม่วงใหญ่แล้วให้ผล เมื่อเป็นวงรอบหมุนวนเวียนเป็นวัฏฏะเช่นนี้ร่ำไป ต้นแรกสุดแห่งบรรดาต้นมะม่วงเหล่านั้น ก็ย่อมไม่ปรากฏ เหมือนการหาจุดเริ่มต้นในวงกลม เป็นฉันใด แม้นการหาจุดในวัฏฏสงสารก็เป็นฉันนั้นแล

   พระเจ้ามิลินท์ : พระคุณเจ้านาคเสน ท่านตอบได้กระจ่างชัดแล้วแล

--------------------------------

ความต่างกันแห่ง "อสัญญีสมาบัติ และสัญญาเวทยิตนิโรธ" นั้น คือ 

- อสัญญีสมาบัติ หรือปัญจมฌานสัญญาวิราคภาวนา (ภาวนาจิตเพื่อคลายความพอใจในสัญญา หรือนามขันธ์ ๔) ผู้นั้นบำเพ็ญสำเร็จ เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว จึงจะเข้าสู่ภพที่ไม่มีสัญญา (นามขันธ์ ๔) คือเข้าสู่ภพอสัญญีสัตว์ (อสัญญสัตตภูมิ) จึงจะได้ชื่อว่าดับสัญญา หรือดับนามขันธ์ ๔ ได้ เหลือแต่เพียงรูปขันธ์อย่างเดียว ฯ 

- ส่วน สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ผู้นั้น ๆ (พระอนาคามีและพระอรหันต์ที่เพรียบพร้อมด้วยองค์คุณ) สามารถดับสัญญา เวทนา (นามขันธ์ ๔ ) ได้ โดยที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องสิ้นชีวิตก่อนแล้วจึงดับสัญญา เวทนา หรือนามขันธ์ ๔ ได้ ...ฯ 

-*** ความพิเศษของพระอรหันต์ ก็คือ เมื่อสิ้นชีวิตลง (ดับขันธปรินิพพาน) ได้ชื่อว่า "ดับขันธ์ได้ทั้งหมด ทั้งรูปขันธ์-นามขันธ์ ไม่มีเหลือ" 

------------///----------

 

[full-post]

ลำดับการสื่อความกันในทางพุทธศาสนา มี 5 แบบ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.