ประมวลปัญญาทั้งสิ้น
ประเด็นที่พึงรอบรู้ เพื่อความกระจ่างชัดแห่งปัญญา มีดังนี่
1. กา ปญฺญา. ปัญญา คือ อะไร ?
คือ ความรอบรู้
2. เอนฏฺเฐน ปญฺญา. เป็นปัญญาด้วยสภาวอาการอย่างไร ? (ปทานุกรมบาลี อตฺถ = สภาวอาการ, อภิธาน 785 อตฺถ = สทฺทาภิเธยฺย)
ด้วยสภาวอาการที่เป็นสัททาภืเธยยะ(ชื่อตามความหมายศัพท์) ว่า ปชานนา คือ การรู้แบบความรอบรู้ทั้งส่วนที่เหมือนทั่งส่วนที่ต่าง เพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาแยกแยะ ซึ่งต่างกับสัญญาที่รู้แบบ สัญชานนา คือ รู้เอกลักษณ์ เพื่อประโยชน์แก่การจดจำ และต่างกับจิตที่รู้แบบ วิชานนา คือรู้สัมผัสจากอารมณ์ทั้งหก เพื่อประโยชน์แก่การคำนึงถึง ท่านจึงอุปมาการรู้ทั้ง 3 แบบว่า เหมือนบุคคล 3 คน คือ เด็ก ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่เก็บรักษาเงิน เมื่อมองเห็นกองเหรียญกหาปณะที่วางไว้ เด็กย่อมรู้แบบสัญชานนา คือรู้ลักษณเหรียญว่าเป็นเหลี่ยมหรือกลมเป็นต้น ชาวบ้านย่อมรู้แบบวิชานนา คือ รู้ลักษณเหรียญแล้ว ยังรู้ค่ากำหนดของเหรียญด้วย เจ้าหน้าที่เก็บรักษาเงินย่อมรู้แบบ ปชานนา คือ รู้ลักษณเหรียญพร้อมทั้งค่ากำหนดของเหรียญ เพื่อกำหนดรุ่น และรู้ส่วนผสมที่ผลิตเป็นเหรียญพร้อมทั่งรู้แหล่งผลิต เพื่อกันการปลอมแปลง
3. กานสฺสา ลกฺขณรสฺปจฺจุปฏฺฐานปทฏฺฐานานิ. ปัญญามีอะไรเป็นลักษณะ(หน้าตา) เป็นรส(กิจ) เป็นปัจจุปัฏฐาน(ผลปรากฏ) เป็นปทัฏฐาน(เหตุใกล้)
คือ คำถามถึงลักษณเฉพาะที่เป็นหน้าตาของปัญญา ดังนี้
มีการหยั่งรู้ถึงสภาวธรรม เป็นลักษณ์
มีการกำจัดความมืดมิด คือโมหะที่ปกปิดสภาวธรรมไว้ เป็นรส(กิจ)
มีความไม่หลงไหล เป็นปัจจุปัฏฐาน(ผลปรากฏ)
มีสมาธิ เป็นปทัฏฐาน(เหตุใกล้)
4. กติวิธา ปญฺญา. ปัญญามีกี่ประเภท ?
คือคำถามถึงการจำแนกปัญญาเป็นประเภทต่างๆ
5. กถํ ภาเวตพฺพา. ปัญญาพึงเจริญอย่างไร ?
คือ คำถามถึงองค์ที่ต้องใช้ในการเจริญปัญญา มี วิปัสสนาภูมิ 6 คือ ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 สัจจะ 4 ปฏิจจสมุปบาท 12 เป็นดุจพื้นดิน มีวิสุทธิ 2 คือ สีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ เป็นดุจโคนต้น มีวิสุทธิ 5 คือ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธื เป็นดุจลำต้น
6. ปญฺญาภาวนาย โก อานิสํโส. การเจริญปัญญามีอะไรเป็นอานิสงส์
คือ คำถามถึงผลที่หลั่งไหลออกมาจากการเจริญปัญญา(หมายเอาอานิสงส์ผลไม่ใช่วิบากผล) อานิสงส์ผลที่สูงสุด คือ การหยุดไหลแห่งอาสวะ เพื่อความเป็นไทนั่นเอง เช่นปุถุชนซี่งยังละอาสวะที่ไหลเอิบอาบใจไม่ได้ ปัญญาย่อมไม่เป็นไท ตัวอย่างเช่น เมื่อบุรุษมัวเมาอยู่(อาสวะไหลอยู่) ก็จะเกิดความหลงไหล(โมหะ) หญิงที่ตนรักขึ้น โดยเฉพาะประเภทวัวแก่อยากกินหญ้าอ่อน ย่อมขาดสติไม่สัมรวมทวารกรรม(พฤติกรรม)ที่ล่วงละเมิดออกมา ทางวาจา ทางกาย และทางใจ ด้วยปาติโมกขสังวรศีล และไม่ปัองกันปิดกั้นอาสวะกิเลสไม่ให้ไหลรั่วรดใจ ด้วยใอินทรีย์สังวรศีล คือสติที่เป็นไปทางทวาร 6 มีทางตา เป็นต้น(ชีวิตความเป็นอยู่) ถามว่าปัญญาทรามกำลังไม่เป็นไทเป็นไฉน ? ก็คือ เมื่อมัวเมาหญิงสาวเข้าให้ แม้ปัญญารู้อยู่ว่า ไม่พึงมีพฤติกรรม และชีวิตเป็นอยู่เช่นนั้น แต่ก็ต้านอาสวะที่ไหลเชี่ยวไม่ไหว หญิงสาวอ้อนขออะไร ก็หาประเคนให้หมด จึงเป็นทาสอาสวะดีๆนั่นแหละ ยกเว้นสัตตบุรษที่ฝึกใจให้เข้มแข็ง ด้วยการพิจารณาโทษของกามเนื่องๆถึงพอจะต้านได้ ส่วนพระอรหันต์ซึ่งสิ้นอาสวะแล้ว แต่ยังมีชีวิตอยู่ แม้สังขารยังไม่ดับ ท่านก็ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย เพราะมีปาติโมกขสังวรศีล และอินทรีย์สังวรศีลเกิดขึ้นเป็นปกติวิสัย โดยไม่ต้องเจริญ เนื่องมาการละอาสวะได้เป็นสมุจเฉทนั่นเอง สมจริงดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า พระอรหันต์เป็นผู้อยู่จบพรหมจรรย์ ก็เพราะอานิสงส์ผลการละอาสวะได้นั่นแล
ในที่นี้ประสงค์ประโยชน์การประมวลปัญญาทั้งสิ้น จึงขอกล่าวเฉพาะประเด็นข้อที่ 3 กับข้อที่ 4 ดังนี้
1. เอกกะ คือ ปัญญาหมวดเดียว มีได้ 1 หมวด
เพราะลักษณะที่เป็นหน้าตาบ่งบอกความเป็นปัญญามีได้เพียงหนึ่งเดียว
2. ทุกะ คือ ปัญญาหมวดสอง มีได้ 5 หมวด คือ
- ทุกะ ที่ 1. อาศัยวัฏฏะ(สังขารโลก)จำแนก มีได้ 2 ประเภท คือ
1. โลกิยปัญญา คือ ปัญญาที่สัมปยุตกับโลกิยมรรต
2. โลกุตตรปัญญา คือ ปัญญาที่สัมปยุตกับโลกุตตรมรรต
- ทุกะ ที่ 2 อาศัยความสิ้นอาสวะจำแนก มีได้ 2 ประเภท คือ
1. สาสวะ คือ ปัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะได้
2. อนาสวะ คือ ปัญญาที่เป็นอารมณ์ของอาสวะไม่ได้
- ทุกะ ที่ 3. อาศัยขันธ์ 5 ที่เป็นอารมณ์ จำแนก มีได้ 2 ประเภท คือ
1. นามววัฏฐาปนปัญญา คือ ปัญญากำหนดนามขันธ์ 4 เช่น ในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นเวทนาขันธ์ ในจิตตานุปัสสนาสติปัฐานเป็นวิญญาณขันธ์ ส่วนที่เป็นสัญญากับสังขารในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นสัญญาขันธ์ สังขารขันธ์
2. รูปววัฏฐาปนปัญญา คือ ปัญญาที่กำหนดรูปขันธ์ ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน และในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานส่วนที่รูป เป็นรูปขันธ์
- ทุกะ ที่ 4. อาศัยปัญญามีเวทนาได้ 2 เวทนาจำแนก มีได้ 2 ประเภท คือ
1. โสมนัสสสหคตา คือ ปัญญาที่ประกอบร่วมกับโสมัสสเวทนาในกามาวจรกุศลจิต 2 ดวง ในมรรคจิตจตุกนัย 12 ดวง(มรรคจิต 4×ฌานจิต 3 ที่มีเวทนาเป็นโสมนัส คือ ฌาน ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3) = 12 ดวง, ในมรรคจิต ปัจกนัย 16 ดวง (มรรคจิต 4×ฌานจิต 4 ที่มีเวทนาเป็นโสมนัส คือ ฌานที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4)=16 ดวง
2. อุเปกขาสหคตา คือ ปัญญาประกอบร่วมกับอุเบกขาเวทนา ในกามาวจรกุศลจิต 2 ดวง ในมรรคจิต 4 ดวง (เพราะทั้งจตุกนัยทั้งปัญจกนัย ฌานสุดท้ายต่างก็เป็นอุเบกขาเวทนาเหมือนกัน)
- ทุกะ ที่ 5 อาศัยระดับชั้นของมรรคจิตจำแนก มีได้ 2 ประเภท คือ
1. ทัสสนภูมิ คือ ปัญญาที่เห็นแจ้งอริยสัจจะ 4 เป็นครั้งแรก ได้แก่ปัญญาในปฐมมรรคจิต
2.ภาวนาภูมิ คือ ปัญญาที่ต้องทำให้เจริญขึ้นด้วยการเห็นแจ้งอริยสัจจะ 4 อีก 3 ครั้ง ได้แก่ปัญญาในมรรคจิต 3 ที่เหลือ
3. ติกะ คือ ปัญญาหมวดสาม มีได้ 4 หมวด คือ
- ติกะ ที่ 1. อาศัยอาการความสำเร็จ จำแนก มีได้ 3 ประเภท คือ
1. จินตามบปัญญา คือ ปัญญาที่สำเร็จด้วยตนเอง ซึ่งต้องเป็นผู้มีเหตุผล(ตามนัยกัมมัสสกตาญาณ) และเป็นผู้มีผลงาน(ตามนัยสัจจานุโลมิกญาณ)
2. สุตมยปัญญา คือ ปัญญาที่สำเร็จด้วยการฟังจากผู้อื่น
3. ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่สำเร็จ ด้วยการเจริญ ได้แก่ ปัญญาในสมาบัติ ใน 8 วิปัสสนาญาณ 14 ในมรรคญาณ 1 ในผลญาณ 1
- ติกะ ที่ 2. อาศัยการปรารภเอาประเภทธรรมเป็นอารมณ์ มีได้ 3 ประเภท คือ
1. ปริตตารัมมณะ ปัญญา. คือ ปัญญาที่ปรารภเอากามาวจรธรรมเป็นอารมณ์
2. มหัคคตารัมมณะ ปัญญา. คือ ปัญญาที่ปรารภเอามหัคคตาธรรมเป็นอารมณ์
3. อัปปนารัมมณะ ปัญญา. คือ ปัญญาที่ปรารภเอานิพพานเป็นอารมณ์
- ติกะ ที่ 3. อาศัยความฉลาดในการบริหารจัดการกรรมฐาน จำแนก มีได้ 3 ประเภท คือ
1. อายโกศล ปัญญา. คือ ปัญญาที่ฉลาดในความเจริญ ด้วยอาการ 2 ได้แก่
ก. ความไม่มีประโยชน์หายไป
ข. ความมีประโยชน์เกิดขึ้น
2. อัปปายโกศล ปัญญา. คือ ปัญญาที่ฉลาดในความเสื่อม ด้วยอาการ 2 คือ
ก. ความมีประโยชน์หายไป
ข. ความไม่มีประโยชน์เกิดขึ้น
3. อุบายโกศล ปัญญา. คือ ปัญญาที่ฉลาดในอุบายที่พร้อมใช้ทันท่วงทีทุกกรณีย์
- ติกะ ที่ 4. อาศัยการปรารภเอาการกำหนดรู้ขันธ์ จำแนก (อภินิเวสะในที่นี้มหาฏีกาแก้ว่า " การกำหนดรู้ " ไม่ใช่การยึดถือ, ไม่ใช่การลถือมั่น) มีได้ 3 ประเภท คือ
1. อัชฌัตตาภินิเวสา ปัญญา. คือ วิปัสสนาปัญญาที่ปรารภเอาการกำหนดรู้ขันธ์อันเป็นภายในของตน
2. พหิทธาภินิเวสา ปัญญา. คือ วิปัสสนาปัญญาที่ปรารภเอาการกำหนดรู้ขันธ์ อันเป็นภายนอกตน
3. อัชฌัตตพหิทธาภินิเวสา ปัญญา. คือ วิปัสสนาปัญญาที่ปรารภเอาการกำหนดรู้ขันธ์ทั้งภายในภายนอกตน
4. จตุกะ คือ ปัญญาหมวดสี่ มีได้ 2 หมวด คือ
- จตุกะ ที่ 1. อาศัยการปรารภเอาอริยสัจจะ 4 เป็นอารมณ์ มีได้ 4 ประเภท คือ
1. ทุกฺเข ญาณํ. คือ ปัญญาที่ปรารภเอาทุกขสัจจ์ เป๊นอารมณ์
2. ทุกขสมุทเย ญาณํ. คือ ปัญญาที่ปรารภเอาสมุทัยสัจจ์(เหตุให้เกิดทุกข์ คือ ตัณหา) เป็นอารมณ์
3. ทุกฺขนิโรเธ ญาณํ. คือ ปัญญาที่ปรารภเอานิโรธสัจจ์(ความดับทุกข์ คือ พระนิพพาน)เป็นอารมณ์
4. ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ คือ ปัญญาที่ปรารภเอามัคคสัจจ์(ทางปฏิบัติที่ดับทุกข์) เป็นอารมณ์
- จตุกะ ที่ 2 อาศัยความแตกฉานจำแนก มีได้ 4 ประเภท คือ
1. อัตถปฏิสัมภิทาญาณ คือ ปัญญาที่แตกฉานในผล 5 ประการ มี
ก. ผลของเหตุ
ข. อรรถของคำพูด
ค. นิพพาน(ผลของการบรรลุธรรมที่ดับกิเลสได้)
ง. กิริยาจิต(ผลการละความเป็นอกุศล กุศลได้)
จ. วิบากจิต(ผลที่สุกงอมพร้อมเผด็จศึกของอกุศลกรรม และของกุศลกรรม)
2. ธัมมปฏิสัมภิทาญาณ คือ ปัญญาที่แตกฉานในเหตุ 5 ประการ มี
ก. เหตุของผล
ข. คำพูดอันเป็นเหตุที่อาศัยอรรถ
ค. อริยมรรคอันเป็นเหตุให้บรรลุนิพพาน
ง. กศล อันเป็นเหตุแห่งวิบากผลที่เป็นสุข
จ. อกุศล อันเป็นเหตุแห่งวิบากผลที่เป็นทุกข์
3. นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ คือ ปัญญาที่แตกฉานในสภาวภาษา(ภาษาบาลี) เพื่อรักษาพระธรรมไว้ และภาษาถิ่น เพื่อเผยแพร่พระธรรม
4. ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ คือ ปัญญาที่แตกฉานในไหวพริบ ที่ทะลุทะลวง กระฉับกระเฉง ว่องไว ในอัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา
ปฏิสัมภิทาจะชำนาญได้ก็ด้วยอาการ 5 ประการ คือ
1. การบรรลุเป็นพระอริยบุคคล(อธิคม)
2. การเล่าเรียนพระปริยัติ(ปริยัติ)
3. การฟังพระสัทธรรมด้วยความเคารพ(สวนะ)
4. การสอบถามพระบาลี(พระไตรปิฏก) อรรถกถา ฏีกา(ปริปุจฉา)
5. การเจริญวิปัสสนาถึงขั้นสังขารุเบกขาญาณเนื่องๆในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ(ปุพพโยคะ)
สำหรับพระพุทธเจ้ากับพระปัจเจกพุทธะ มีเพียง 2 อาการ คือ อธิคม กับปุพพโยคะ พระอริยสาวกนอกนั้นต้องมีครบทั้ง 5 อาการ ดังนั้น การที่กล่าวว่า เจริญวิปัสสนาถึงขั้นสังขารุเบกขาญาณเนืองๆเพียงอาการเดียว จึงไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้
สรุปยอกการประมวลปัญญาทั้งสิ้น มีได้ดังนี้
เอกกะ มี 1 หมวด = 1×1=1 ประเภท
ทุกะ มี 5 หมวด =2×5=10 ประเภท
ติกะ มี 4 หมวด =3×4=12 ประเภท
จตุกะ มี 2 หมวด =4×2=8 ประเภท
รวมปัญญาทั้งสิ้น 31 ประเภท

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ