พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ ภาษาบาลี อักษรไทย

พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๖ สุตฺต. ม. อุปริปณฺณาสกํ

วิภงฺควคฺโค

------------

ภทฺเทกรตฺตสุตฺตํ (บาลี-ไทย)

     [๕๒๖] เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ ภทฺเทกรตฺตสฺส โว ภิกฺขเว อุทฺเทสญฺจ วิภงฺคญฺจ เทสิสฺสามิ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ

      (ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอุเทศและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญแก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังอุเทศและวิภังค์นั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ)

     [๕๒๗] ภควา เอตทโวจ

            อตีตํ นานฺวาคเมยฺย                นปฺปฏิกงฺเข อนาคตํ 

            ยทตีตมฺปหีนนฺตํ                      อปฺปตฺตญฺจ อนาคตํ

            ปจฺจุปฺปนฺนญฺจ โย ธมฺมํ          ตตฺถ ตตฺถ วิปสฺสติ

            อสํหิรํ อสงฺกุปฺปํ                       ตํ วิทฺธา มนุพฺรูหเย

            อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ               โก ชญฺญา มรณํ สุเว

            น หิ โน สงฺครนฺเตน                 มหาเสเนน มจฺจุนา

            เอวํ วิหาริมาตาปึ                     อโหรตฺตมตนฺทิตํ

            ตํ เว ภทฺเทกรตฺโตติ                 สนฺโต อาจิกฺขเต มุนีติ ฯ

      [๕๒๗] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า

             บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่

             มาถึง สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว และสิ่งที่

             ยังไม่มาถึง ก็เป็นอันยังไม่ถึง ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบัน

             ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้นๆ ได้ บุคคลนั้นพึง

             เจริญธรรมนั้นเนืองๆ ให้ปรุโปร่งเถิด พึงทำความเพียรเสียใน

             วันนี้แหละ ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่ง เพราะว่าความ

             ผัดเพี้ยนกับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย

             พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคลผู้มีปรกติอยู่อย่างนี้ มีความเพียร

             ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน นั้นแลว่าผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ ฯ


     [๕๒๘] กถญฺจ ภิกฺขเว อตีตํ อนฺวาคเมติ ฯ "เอวํรูโป อโหสึ อตีตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ สมนฺวาเนติ, "เอวํเวทโน อโหสึ อตีตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ สมนฺวาเนติ, "เอวํสญฺโญ อโหสึ    อตีตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ สมนฺวาเนติ, "เอวํสงฺขาโร อโหสึ อตีตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ สมนฺวาเนติ, "เอวํ วิญฺญาโณ อโหสึ อตีตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ สมนฺวาเนติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว อตีตํ อนฺวาคเมติ ฯ

      [๕๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างไร? คือ บุคคล รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ ว่า เราได้มีรูปอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว ได้มีเวทนาอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว ได้มีสัญญาอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว ได้มีสังขารอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว ได้มีวิญญาณอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่าคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ฯ


     [๕๒๙] กถญฺจ ภิกฺขเว อตีตํ นานฺวาคเมติ ฯ "เอวํรูโป อโหสึ อตีตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ น สมนฺวาเนติ, "เอวํเวทโน อโหสึ อตีตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ น สมนฺวาเนติ, "เอวํสญฺโญ   อโหสึ อตีตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ น สมนฺวาเนติ, "เอวํสงฺขาโร อโหสึ อตีตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ น สมนฺวาเนติ, "เอวํวิญฺญาโณ อโหสึ อตีตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ น สมนฺวาเนติ ฯ เอวํ โข  ภิกฺขเว อตีตํ นานฺวาคเมติ ฯ

     [๕๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลจะไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วอย่างไร คือ -ไม่รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ ว่า เราได้มีรูปอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว ได้มีเวทนาอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว ได้มีสัญญาอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้วได้มีสังขารอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว ได้มีวิญญาณอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ฯ


     [๕๓๐] กถญฺจ ภิกฺขเว อนาคตํ ปฏิกงฺขติ ฯ "เอวํรูโป สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ สมนฺวาเนติ, เอวํเวทโน สิยํ สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ สมนฺวาเนติ, "เอวํสญฺโญ สิยํ สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ สมนฺวาเนติ, "เอวํสงฺขาโร สิยํ สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ สมนฺวาเนติ, "เอวํวิญฺญาโณ สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ สมนฺวาเนติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว อนาคตํ ปฏิกงฺขติ ฯ

     [๕๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร คือ รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ ว่า ขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ในกาลอนาคต พึงมีเวทนาอย่างนี้ในกาลอนาคต พึงมีสัญญาอย่างนี้ในกาลอนาคต พึงมีสังขารอย่างนี้ในกาลอนาคต พึงมีวิญญาณอย่างนี้ในกาลอนาคต ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่ามุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง ฯ


     [๕๓๑] กถญฺจ ภิกฺขเว อนาคตํ นปฺปฏิกงฺขติ ฯ "เอวํรูโป สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ น สมนฺวาเนติ, "เอวํเวทโน สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ น สมนฺวาเนติ, "เอวํสญฺโญ สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ น สมนฺวาเนติ, "เอวํสงฺขาโร สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ น สมนฺวาเนติ, "เอวํ วิญฺญาโณ สิยํ อนาคตมทฺธานนฺติ ตตฺถ นนฺทึ น สมนฺวาเนติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว อนาคตํ นปฺปฏิกงฺขติ ฯ

      [๕๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลจะไม่มุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร คือ ไม่รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ ว่า ขอเราพึงมีรูปอย่างนี้ในกาลอนาคตพึงมีเวทนาอย่างนี้ในกาลอนาคต พึงมีสัญญาอย่างนี้ในกาลอนาคต พึงมีสังขารอย่างนี้ในกาลอนาคต พึงมีวิญญาณอย่างนี้ในกาลอนาคต ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แลชื่อว่าไม่มุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง


     [๕๓๒] กถญฺจ ภิกฺขเว ปจฺจุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ สํหิรติ ฯ อิธ ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส  อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต 

     [๕๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมง่อนแง่นในธรรมปัจจุบันอย่างไร คือ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้ฝึกในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกในธรรมของสัตบุรุษ

     - รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ, รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ, อตฺตนิ วา รูปํ, รูปสฺมึ วา อตฺตานํ, 

       (ย่อมเล็งเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาบ้าง, เล็งเห็นอัตตาว่ามีรูปบ้าง, เล็งเห็นรูปในอัตตาบ้าง, เล็งเห็นอัตตาในรูปบ้าง)

     - เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ, เวทนาวนฺตํ วา อตฺตานํ, อตฺตนิ วา เวทนํ, เวทนายํ วา อตฺตานํ,

       (ย่อมเล็งเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตาบ้าง, เล็งเห็นอัตตาว่ามีเวทนาบ้าง, เล็งเห็นเวทนาในอัตตาบ้าง, เล็งเห็นอัตตาในเวทนาบ้าง)

     - สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ, สญฺญาวนฺตํ วา อตฺตานํ, อตฺตนิ วา สญฺญํ, สญฺญายํ วา อตฺตานํ, 

       (ย่อมเล็งเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตาบ้าง, เล็งเห็นอัตตาว่ามีสัญญาบ้าง, เล็งเห็นสัญญาในอัตตาบ้าง, เล็งเห็นอัตตาในสัญญาบ้าง)

     - สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ, สงฺขารวนฺตํ วา อตฺตานํ, อตฺตนิ วา สงฺขาเร, สงฺขาเรสุ วา อตฺตานํ,

       (ย่อมเล็งเห็นสังขารโดยความเป็นอัตตาบ้าง, เล็งเห็นอัตตาว่ามีสังขารบ้าง, เล็งเห็นสังขารในอัตตาบ้าง, เล็งเห็นอัตตาในสังขารบ้าง)

     - วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ, วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ, อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ, วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ 

       (ย่อมเล็งเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง, เล็งเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณบ้าง, เล็งเห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง, เล็งเห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง)

เอวํ โข ภิกฺขเว ปจฺจุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ สํหิรติ ฯ (ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่าง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน ฯ)


     [๕๓๓] กถญฺจ ภิกฺขเว ปจฺจุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ น สํหิรติ ฯ อิธ ภิกฺขเว สุตวา อริยสาวโก อริยานํ ทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส โกวิโท อริยธมฺเม สุวินีโต สปฺปุริสานํ ทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส โกวิโท สปฺปุริสธมฺเม สุวินีโต๑- (@เชิงอรรถ: ๑ ยุ. วินีโต)

     [๕๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลย่อมไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบันอย่างไร คือ อริยสาวกผู้สดับในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ได้เห็นพระอริยะ ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ฝึกดีแล้วในธรรมของพระอริยะ ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ฝึกดีแล้วในธรรมของสัตบุรุษ

     - น รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ, น รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ, น อตฺตนิ วา รูปํ, น รูปสฺมึ วา อตฺตานํ, 

       (ย่อมไม่เล็งเห็นรูปโดยความเป็นอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีรูปบ้าง ไม่เล็งเห็นรูปในอัตตาบ้าง ไม่เล็งเห็นอัตตาในรูปบ้าง)

     - น เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ, น เวทนาวนฺตํ วา อตฺตานํ, น อตฺตนิ วา เวทนํ, น เวทนายํ วา อตฺตานํ, 

       (ย่อมไม่เล็งเห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตาบ้าง, ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีเวทนาบ้าง, ไม่เล็งเห็นเวทนาในอัตตาบ้าง, ไม่เล็งเห็นอัตตาในเวทนาบ้าง)

     - น สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ, น สญฺญาวนฺตํ วา อตฺตานํ, น อตฺตนิ วา สญฺญํ, น สญฺญายํ วา อตฺตานํ,  

       (ย่อมไม่เล็งเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตาบ้าง, ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีสัญญาบ้าง, ไม่เล็งเห็นสัญญาในอัตตาบ้าง, ไม่เล็งเห็นอัตตาในสัญญาบ้าง)

     - น สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ, น สงฺขารวนฺตํ วา อตฺตานํ, น อตฺตนิ วา สงฺขาเร, น สงฺขาเรสุ วา อตฺตานํ,  

       (ย่อมไม่เล็งเห็นสังขารโดยความเป็นอัตตาบ้าง, ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีสังขารบ้าง, ไม่เล็งเห็นสังขารในอัตตาบ้าง, ไม่เล็งเห็นอัตตาในสังขารบ้าง)

     - น วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ, น วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ, น อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ, น วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ 

       (ย่อมไม่เล็งเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตาบ้าง, ไม่เล็งเห็นอัตตาว่ามีวิญญาณบ้าง, ไม่เล็งเห็นวิญญาณในอัตตาบ้าง, ไม่เล็งเห็นอัตตาในวิญญาณบ้าง)

เอวํ โข ภิกฺขเว ปจฺจุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ น สํหิรติ ฯ (ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน ฯ)


     [๕๓๔] อตีตํ นานฺวาคเมยฺย         นปฺปฏิกงฺเข อนาคตํ

            ยทตีตมฺปหีนนฺตํ                    อปฺปตฺตญฺจ อนาคตํ

            ปจฺจุปฺปนฺนญฺจ โย ธมฺมํ        ตตฺถ ตตฺถ วิปสฺสติ

            อสํหิรํ อสงฺกุปฺปํ                     ตํ วิทฺธา มนุพฺรูหเย

            อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ *-        โก ชญฺญา มรณํ สุเว

            น หิ โน สงฺครนฺเตน              มหาเสเนน มจฺจุนา

            เอวํวิหาริมาตาปึ                   อโหรตฺตมตนฺทิตํ

            ตํ เว ภทฺเทกรตฺโตติ             สนฺโต อาจิกฺขเต มุนีติ

     [๕๓๔] บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่

             ยังไม่มาถึง สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไป

             แล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นอันยังไม่ถึง ก็บุคคล

             ใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบันไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน

             ในธรรมนั้นๆ ได้ บุคคลนั้นพึงเจริญธรรมนั้นเนืองๆ

             ให้ปรุโปร่งเถิด พึงทำความเพียรเสียในวันนี้แหละ

             ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่ง เพราะว่าความผัดเพี้ยน

             กับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย

             พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคลผู้มีปรกติอยู่อย่างนี้ มีความ

             เพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน นั้นแลว่า

             ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ ฯ


     ภทฺเทกรตฺตสฺส โว ภิกฺขเว อุทฺเทสญฺจ วิภงฺคญฺจ เทสิสฺสามีติ ฯ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตนฺติ ฯ

     (ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำที่เรากล่าวไว้ว่า เราจักแสดงอุเทศและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญแก่เธอทั้งหลายนั้น เราอาศัยเนื้อความดังนี้ กล่าวแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ฯ)

     อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ

     (พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ)

                 ภทฺเทกรตฺตสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ปฐมํ ฯ

                 (จบ ภัทเทกรัตตสูตร ที่ ๑)

                      ----------

@เชิงอรรถ: * มีการแก้ไขคำ กิจฺมาตปฺปํ เป็น กิจฺจมาตปฺปํ

===============================

[full-post]

สุตตันตปิฎก,ภัทเทกรัตตสูตร,พระสูตร,ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.