กฏการพัฒนาผ่าเหล่า เช่น พันธ์ุพืชสายพันธุ์ทั่วๆไปพัฒนาผ่าเหล่าเป็นสายพันธุ์ที่ดีขึ้น หรือเช่นมนุษย์ ที่มีพ่อแม่มีความฉลาดน้อย ลูกก็พัฒนาผ่าเหล่าเป็นนักวิทยาศาสตร์เลื่องลือชื่อได้ ก็มีประจักษ์ให้เห็นได้
แม้นสัตว์บุคคลผู้พัฒนาตนเองด้วยบารมีธรรมก็พัฒนาสู่ความเป็นบุคคลผู้เลิศได้ เพราะความเป็น" กฏ" นี่เอง ทางธรรมจึงกล่าวถึงผลที่เป็นเลิศว่า " ธรรมดา "
ในคัมภีร์พุทธวงศ์จึงมีเรื่อง
" สธัมมตากถา " คือเป็นเรื่องธรรมดา(ธรรมเนียม)ของพระพุทธเจ้าทั้งหมดทุกพระองค์ ต้องมีธรรมที่ทำให้เป็นบุคคลผู้เป็นเลิศครบ 30 ประการ ดังนี้ :-
1. ปัจฉิมภวิกโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ผู้มีการเกิดเป็นภพชาติสุดท้าย จะเป็นผู้มีสัมปชัญญะรู้สึกตัวขณะหยั่งลงสู่พระครรภ์พระชนนี
2. ปัจฉิมภวิกโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ผู้มีการเกิดเป็นภพชาติสุดท้าย จะเป็นผู้นั่งขัดสมาธิ่ในพระครรภ์พระชนนี โดยการหันพระพักตร์มุ่งตรงต่อภายนอก พระวรกายตั้งตรงไม่งองุ้ม
3. พระชนนีของพระปัจฉิมภวิกโพธิสัตว์ทรงยืนประสูติ
4. พระปัจฉิมภวิกโพธิสัตว์ทรงคลอดจากพระครรภ์พระชนนีในป่าเท่านั้น
5. พระปัจฉิมภวิกโพธิสัตว์ ทรงวางพระบาทลงบนแผ่นทอง หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ย่างพระบาทไป 7 ก้าว เหลียวดูทิศทั้ง 4 แล้วเปร่งสีหนาท
6. พระมหาสัตว์ทรงเห็นนิมิต 4 ประการ พอพระโอรสประสูติแล้ว ก็เสด็จออกมหาภิเนกษกรมณ์
7. พระมหาสัตว์ทรงถือธงชัยแห่งพระอรหันต์(ครองผ้ากาสาวพัสตร์) ทรงผนวช ทรงบำเพ็ญเพียรกำหนดอย่างน้อยที่สุด 7 วัน
8. ทรงเสวยข้าวมธุปายาส ในวันที่ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ
9. ทรงประทับนั่งบนสันถัดหญ้าบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ
10. ทรงบริกรรม(เจริญ)อานาปานสติปัฏฐาน
11. ทรงกำจัดมารและกองกำลังของมาร
12. ณ โพธิบัลลังก์นั้นนั่นแหละ ทรงได้คุณมีอสาธารณญาณ นับตั้งแต่ได้วิชชา 3 เป็นต้น
13. ทรงประทับเสวยวิมุตติสุขใกล้โพธิพฤกษ์ ตลอด 7 สัปดาห์
14. ท้าวมหาพรหมทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรมโปรดสัพพสัตว์
15. ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ ป่าอิสิปตนมิคทายวัน
16. ในวันมาฆปูรณมี ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในที่ประชุมสาวก อันประกอบด้วยองค์ 4
17. ทรงประทับประจำอยู่เป็นหลักที่พระวิหารเชตวัน
18. ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ใกล้ประตูกรุงสาวัตถี
19. ทรงแสดงพระอภิธรรม 7 ปกรณ์เพื่อโปรดพุทธมารดา ณ ภพดาวดึงส์
20. เสด็จลงจากเทวโลก ใกล้ประตูเมืองสังกัสสะ
21. ขณะที่ทรงแสดงธรรมต่อเนื่องทรงผักผ่อนด้วยการเข้าผลสมาบัติแทรก
22. ทรงตรวจดูเวไนยสัตว์ที่จะทรงโปรดวันละ 2 วาระ
23. เมื่อมีเเรื่องที่ไม่พึงเกิดขึ้นแล้ว จึงจะทรงบัญญัติสิกขาบท
24. เมื่อมีเรื่องที่พึงสะเทือนใจเกิดขึ้นแล้ว จึงจะทรงยกชาดกขึ้นเป็นอุทาหรณ์
25. ทรงตรัสพุทธวงค์ในสมาคมพระประยูรญาติ
26. ทรงกระทำปฏิสันถารกับภิกษุอาคันตุกะที่เข้าเฝ้าด้วยดีทุกครั้ง
27. ภิกษุจำพรรษาถูกนิมนต์ หากยังไม่ทูลลาก่อน จักยังไม่ไป เพราะเคารพซาบซึ้งปฏิสันถารของพระองค์
28. ทรงทำกิจก่อนและหลังเสวย(ปุเรภัตตกิจและปัจฉิมภัตตกิจ) และกิจในปฐมยาม(ปฐมยามกิจ) กิจในมัชฌิมยาม(มัชฌิมยามกิจ) และกิจในปัจฉิมยาม(ปัจฉิมยามกิจ)ทุกๆวัน
29.ทรงเสวยมังสาหารในวันปรินิพพาน(ไม่ใช่เห็ดดังที่เข้าใจกัน)
30.ทรงเข้าสมาบัติ 24 แสนโกฏิสมาบัติ แล้วจึงปรินิพพาน(จากสธัมมตาคาถา คัมภีร์พุทธวงค์)
----------------
ศาสดา 4 ประเภท
ศาสดาในโลก มี 4 ประเภท คือ เป็นศาสดาที่ควรถูกทักท้วง 3 ประเภท และไม่ควรถูกทักท้วง 1 ประเภท ดังนี้
ก. ศาสดาที่สมควรถูกทักท้วง
1) ศาสดาที่ไม่ได้บรรลุธรรม แต่ไปสอนสาวก ก็ทำให้สาวกไม่เชื่อถือ เปรียบเหมือนบุรุษสวมกอดสตรีที่หันหลังให้ ศาสดาผู้นี้จึงสมควรถูกทักท้วง
2) ศาสดาไม่บรรลุธรรม แต่ไปสอนสาวก ทั้งสาวกก็ไม่เชื่อถือ เปรียบเหมือนคนที่ไม่บำรุงตน แต่กลับไปบำรุงผู้อื่น ศาสดาผู้นี้จึงสมควรถูกทักท้วง
3) ศาสดาได้บรรลุธรรม แล้วสอนสาวก แต่สาวกไม่ตั้งใจฟัง ไม่เชื่อถือ เปรียบเหมือนคนผู้ตัดเครื่องจองจำเก่าออกแล้ว สร้างเครื่องจองจำใหม่ขึ้นทดแทน ศาสดาผู้นี้จึงสมควรถูกทักท้วง
ข.1.ศาสดาที่บรรลุธรรม มี ฌาน 4 (จตุกนัย) และวิชชา 8 อันเป็นคุณวิเศษยอดเยี่ยม แล้วสอนสาวกให้บรรลุคุณวิเศษได้ด้วย ศาสดาผู้นี้จึงไม่สมควรถูกทักท้วง
(สาระจากโลหิจจสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค)
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ