เมื่อคนกลายเป็นเครื่องจักร

......................................

คำเตือน:

เรื่องนี้ยาว ๗ หน้ากระดาษ A4

ผู้ที่อ่านหนังสือได้ไม่เกิน ๘ บรรทัด ไม่ควรอ่าน

......................................

ผมเห็นสิ่งบอกเหตุบางอย่างในปัจจุบัน ขอทำนายไว้ว่า ในอนาคตคนจะกลายเป็นเครื่องจักร

“คนจะกลายเป็นเครื่องจักร” หมายความว่า คนจะทำอะไรๆ ทุกอย่างผ่านเครื่องจักรโดยไม่ต้องใช้ขันธ์ธาตุที่ธรรมชาติสร้างมา

“สิ่งบอกเหตุบางอย่าง” ที่ผมเห็นก็คือ คนกางหนังสืออ่าน แล้วเรียกกันว่า “สวดมนต์”

คำว่า “สวดมนต์” นั้น คำบาลีว่า “สชฺฌาย” (สัด-ชา-ยะ) ตรงกับคำสันสกฤตว่า “สาธยาย” หมายถึง คนเรียนวิชาความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งจนจำได้ แล้วเอาความรู้ที่จำได้นั้นมาทบทวนเพื่อไม่ให้ลืม

การทบทวนเพื่อไม่ให้ลืมนั่นแหละเรียกเป็นคำบาลีว่า “สชฺฌาย” คำสันสกฤตว่า “สาธยาย” คำไทยว่า “สวดมนต์”

พุทธภาษิตบทหนึ่งที่เรียนกันมาตั้งแต่นักธรรมชั้นตรี คือ 

“อสชฺฌายมลา มนฺตา”

(อะสัชฌายะมะลา มันตา)

แปลตามหนังสือพุทธศาสนาสุภาษิตเล่ม ๑ ว่า

“มนต์มีการไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน”

หมายความว่า มนต์-คือวิชาความรู้ ถ้าไม่หมั่นทบทวนก็ลืมหมด

พุทธภาษิตบทนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า สวดมนต์ก็คือการทบทวนสิ่งที่จำได้เพื่อไม่ให้ลืม

หัวใจของสวดมนต์จึงอยู่ที่ (๑) จำวิชาความรู้ไว้ได้ แล้ว (๒) เอาสิ่งที่จำได้นั้นมาทบทวน

แต่การกางหนังสืออ่านเป็นการฟ้องอยู่ในตัวว่า คนอ่านไม่ได้จำมนต์นั้นไว้ จึงต้องเปิดดูในหนังสือ

เมื่อไม่มีอะไรที่จำไว้ได้ แล้วจะมีอะไรให้ลืม?

แล้วจะต้องต้องทบทวนเพื่อไม่ให้ลืมทำไม ในเมื่อไม่เคยได้จำอะไรไว้อยู่แล้ว?

จะเห็นได้ว่า เมื่อเอาเป้าหมายเดิมแท้ของการสวดมนต์เข้าไปจับ การกางหนังสือสวดมนต์ก็จะต้องหาเป้าหมายกันใหม่ คือต้องอธิบายเหตุผลของการสวดมนต์กันใหม่ว่า-เมื่อไม่ใช่การทบทวนความรู้เพื่อไม่ให้ลืมแล้ว เราสวดมนต์เพื่ออะไร 

...............................................

มีผู้คิด “อานิสงส์การสวดมนต์” แล้วพรรณนาให้กันฟังหลายสำนักหลากสำนวน ตัวอย่างเช่น -

สวดมนต์เพื่ออะไร

- สวดเพื่อสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า

- สวดเพื่อเป็นต้นทุนเจริญศรัทธา

- สวดเพื่อแผ่จิตเมตตา

- การสวดมนต์เป็นการทำสมาธิ

- สวดเพื่อฝึกความอดทน

- สวดเพื่อรักษาพระธรรม 

- สวดเพื่อกำจัดบาปอกุศล

- สวดเพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิต

- สวดมนต์ช่วยป้องกันรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

ฯลฯ

ฯลฯ

...............................................

เท่าที่ตรวจดู ไม่มีสำนักไหนบอกว่า-สวดมนต์เพื่อไม่ให้ลืมมนต์ อันเป็นอานิสงส์ที่แท้จริง อานิสงส์อื่นๆ นั้น ใช้วิธีอื่นๆ-ไม่ต้องสวดมนต์-ก็สามารถบรรลุได้

ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้น มีอยู่ข้อหนึ่งที่ใกล้เคียงมาก คือที่ว่า “สวดเพื่อรักษาพระธรรม” แต่ก็ต้องตามไปดูอีกด้วยว่า รักษาพระธรรมไว้ที่ไหน รักษาไว้ในความทรงจำ คือในจิตใจ หรือว่ารักษาไว้ในหนังสือสวดมนต์

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะจำไม่ได้ ต้องกางหนังสืออ่าน ถึงกระนั้น บทมนต์ก็ยังได้ติดหูติดตานำไปสู่การติดใจได้บ้างไม่มากก็น้อย ก็ยังนับว่าดีอยู่นั่นเอง

ถ้าหวังแค่ “ก็ยังนับว่าดี” ก็ไม่ว่ากัน แค่นี้ก็พออนุโมทนาได้อยู่ โดยมีความหวังว่า-จะสามารถพัฒนาให้สูงขึ้นไปได้เรื่อยๆ อันจะควรแก่การอนุโมทนายิ่งๆ ขึ้นไป

สรุปว่า-สวดมนต์เพื่อไม่ให้ลืมมนต์ นี่คือเป้าหมายแท้

สวดเพื่ออย่างอื่น ถือว่าเป็นผลพลอยได้ พูดอย่างไม่เกรงใจก็คือ-เป็นเป้าหมายเทียม 

......................

เหตุผลที่คนต้องจำบทสวดมนต์ก็เพราะสมัยก่อนการจดจารึกถ้อยคำเป็นตัวอักษรทำได้ในวงจำกัด ลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏบนกระดาษ ใบลาน หรือวัตถุอื่นใด ล้วนสำเร็จมาจากเขียนหรือสลักด้วยมือ การถ่ายทอดมนต์ ตลอดจนวิทยาการต่างๆ ที่สะดวกที่สุดจึงทำด้วยวิธีพูดให้ฟัง และคนฟังจำไว้ได้ 

คำว่า “สาวก” ซึ่งแปลว่า “ผู้ฟัง” และคำว่า “พหูสูต” หมายถึงผู้มีความรู้ ก็แปลตรงตัว “ฟังมาก” เป็นพยานยืนยันว่า การฟังแล้วจำไว้ได้เป็นกระบวนการศึกษาเรียนรู้มาแต่ดั้งเดิมของมนุษย์ 

การสาธยายเพื่อไม่ให้ลืมจึงเป็นกิจที่จำเป็นและสำคัญที่สุด

ความสามารถในการจำของผู้คนในยุคแรกเริ่มจึงมีมากที่สุด เพราะสรรพวิทยาการล้วนบันทึกไว้ในความจำ

โปรดทราบว่า หลักคำสอนทั้งหมดในพระพุทธศาสนาที่ตกทอดมาถึงพวกเราในวันนี้ดำรงอยู่และสืบทอดมาด้วยความจำของพระอรหันต์ เพิ่งจะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๕ นั่นหมายถึงใช้วิธีทรงจำสืบทอดกันมาถึง ๔ ชั่วคนเต็มๆ

พอมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ภาระในการจำก็ลดลง หมายถึงความสามารถในการจำก็ลดลงด้วย และค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป 

แต่ถึงกระนั้น คนที่สามารถจำมนต์ได้หมดหรือได้มากก็ยังมีอยู่มาก เพราะค่านิยมท่องจำ-ซึ่งหมายถึงความคิดที่ว่า มนต์ที่อยู่ในใจมีค่ากว่ามนต์ที่อยู่ในหนังสือ ค่านิยมนี้ยังมีอยู่ในจิตใจของคนทั่วไป

เมื่อไม่เกิน ๑๐๐ ปีมานี้ พระที่ท่องสวดมนต์สิบสองตำนาน-เจ็ดตำนานจบ หาได้ทุกวัดและพูดได้ว่า-ทุกองค์ด้วยซ้ำไป

พระที่บวชพรรษาเดียว ท่องสวดมนต์เจ็ดตำนานจบ และส่วนมากจบก่อนบวช คือท่องจบในระหว่างที่เป็น “นาค” อยู่วัดเพื่อเตรียมบวชนั่นเอง

พระที่บวชพรรษาเดียวท่องสวดมนต์เจ็ดตำนานไม่จบ จะเป็นที่ตำหนิติฉินอย่างมาก เป็นที่มาของคำตำหนิที่ว่า “ขี้เต็มถาน เจ็ดตำนานไม่จบ” อยู่ในสถานะ-เหมือนคนเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเรียนไม่จบในสมัยนี้นั่นเลย

พระเณรสมัยก่อน ทำวัตรสวดมนต์เช้า-เย็น ไม่มีใครถือหนังสือสวดมนต์ไปด้วย เพราะทุกบทที่สวดล้วนอยู่ในความจำ ใครเอาหนังสือสวดมนต์ไปด้วยก็ต้องแอบๆ ซ่อนๆ ถือว่าเป็นเรื่องน่าอาย บ่งถึงว่าไม่ท่องสวดมนต์ เป็นคนเกียจคร้าน

กาลต่อมา เมื่อหนังสือสวดมนต์มีมากขึ้น หาได้ง่ายขึ้น ความคิดที่ว่า-ไม่จำเป็นต้องท่องบทสวดมนต์เพราะเปิดอ่านเอาได้-ก็มีมากขึ้นตามมา ความอุตสาหะที่จะท่องจำก็ค่อยๆ ลดลง 

อาจพูดได้ว่า วันนี้ พระเณรรุ่นใหม่และชาวบ้านรุ่นใหม่ ความอุตสาหะที่จะท่องจำบทสวดมนต์มีค่าเป็นศูนย์

พูดตรงๆ ก็คือ ไม่มีใครเห็นความจำเป็นที่จะต้องท่องสวดมนต์อีกต่อไปแล้ว

การกางหนังสือสวดมนต์อ่านเป็นภาพชินตา ไม่มีใครเห็นว่าเสียหายหรือผิดปกติแต่ประการใด (ใครที่เห็นว่าเสียหายนั่นแหละระวังให้ดีเถอะ จะเสียหายเอง!)

จนถึงวันนี้ ภาพคนนั่งสวดมนต์ปากเปล่า ไม่มีใครเชื่อว่ากำลังสวดมนต์ ภาพที่สื่อว่ากำลังสวดมนต์จะต้องเป็นภาพคนกางหนังสือสวดมนต์อ่านเท่านั้น 

สิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่หยุดแค่นี้ 

เดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นต้องใช้หนังสือสวดมนต์เป็นเล่มกระดาษอีกแล้ว เพราะมนุษย์สามารถผลิตเครื่องมือ “ดาวน์โหลด” บทสวดมนต์ทุกบทเข้าไปเก็บไว้ใน “เครื่อง” ซึ่งสามารถพกพาไปได้ทุกหนทุกแห่ง จะสวดมนต์เวลาไหนก็ควักออกมาเปิดอ่านได้ทันที - แบบนี้จะต้องท่องจำให้หนักสมองทำไม

เท่านั้นยังไม่พอ เวลานี้สามารถ “ดาวน์โหลด” เสียงสวดมนต์เข้าไปเก็บไว้ในเครื่องได้ทุกบท อยากสวดบทไหนไม่ต้องสวดเอง เปิดฟังจากเครื่อง ให้เครื่องสวดแทนได้ทั้งหมด

เป็นอันว่ากิจกรรมสวดมนต์ไม่ต้องเป็นภาระของคนอีกต่อไป เพราะสามารถใช้เครื่องกลไกทำงานแทนได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างที่กำลังเกิดในเวลานี้ก็คือ คนส่วนมากไม่ต้องจำเบอร์โทรศัพท์ เพราะเบอร์อยู่ในเครื่อง ถ้าเครื่องหาย ก็ยุ่ง เป็นที่รู้กัน ต่อไปคงมีคนคิดสร้างศูนย์รวมความจำ ทุกอย่างเก็บไว้ที่ศูนย์ คนไม่ต้องจำอะไรเลยสักอย่าง ให้ศูนย์จำแทน 

...............................................

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมขอทำนายแทรกไว้ตรงนี้ นั่นคือ พระสวดปาติโมกข์ 

ปาติโมกข์เป็นสังฆกรรม สงฆ์ต้องประชุมกันทุกวันพระใหญ่ มีพระรูปหนึ่งสวดปากเปล่าให้ที่ประชุมฟัง พระที่มีอุตสาหะท่องจำพระปาติโมกข์ได้ยังพอมีอยู่ (ข้อความที่ต้องจำได้ ถ้าอ่านตามปกติใช้เวลาประมาณ ๔๐-๕๐ นาที)

แต่ในอนาคต คณะสงฆ์จะใช้เครื่องสวดปาติโมกข์แทนพระจริง เวลานี้คณะสงฆ์ไทยยังยืนยันต้องใช้วิธีสวดปากเปล่าคือสวดสดๆ แต่เมื่อผู้บริหารรุ่นนี้ล่วงลับไป พระรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดให้ใช้เครื่องสวดแทนได้-ขึ้นมาเป็นผู้บริหาร ถึงตอนนั้นเราจะได้เห็นเครื่องจักรสวดปาติโมกข์แทนพระ 

ใครที่อยู่ถึงตอนนั้นโปรดช่วยจำไว้ด้วยนะครับว่าผมเคยทำนายไว้แล้ว

...............................................

เริ่มจะเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า คนกลายเป็นเครื่องจักรได้อย่างไร

ผมยกเรื่องสวดมนต์เป็นตัวอย่างเรื่องเดียว เรื่องอื่นๆ มนุษย์ก็จะประดิษฐ์คิดค้นเครื่องกลไกขึ้นมาทำหน้าที่แทนมนุษย์ได้ทั้งหมด นั่นหมายถึง-ในอนาคตอันไม่ไกล มนุษย์จะไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองเลยแม้แต่อย่างเดียว มีเครื่องกลไกทำแทนได้หมดทุกอย่าง

ยกตัวอย่างเป็นแซมเปิลในเฟซบุ๊กนี่เองก็ยังได้

ถ้าเราพิมพ์คำว่า “ขอบคุณ” เครื่องมันจะผลิตข้อความสำเร็จรูปขึ้นมาแทนให้ทันที นึกออกใช่ไหมครับ

ขอบคุณ ขอโทษ เสียใจ แสดงความยินดี ฯลฯ มีข้อความหรือสัญลักษณ์สำเร็จรูปให้เลือกใช้ได้ครบ เราไม่ต้องเขียนหรือพูดเองเลย

อีกไม่นาน (หรืออาจจะทำได้แล้วก็ไม่รู้) เจอกัน ทักทายกัน หรือตอบรับคำทักทาย มนุษย์ไม่ต้องพูดเอง มีคำสำเร็จรูปให้เลือกใช้หรือให้เครื่องมันตัดสินใจเลือกให้ได้เลย 

นอกจากนั้น ถ้าจะคุยกันก็สามารถเลือกโปรแกรมให้เครื่องมันคุยแทนได้ มนุษย์ไม่ต้องพูดเองให้เมื่อยปาก

อันที่จริง ดูจากกลไกไฮเทคหลากหลายที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาช่วยให้มนุษย์ไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองและเราก็ใช้กันอยู่ทั่วไปในเวลานี้ ก็คงพอจะจินตนาการได้ไม่ยากว่า-ในอนาคตคนกลายเป็นเครื่องจักรได้แน่ 

แต่ผมเป็นคนมาจากวัด ถนัดมองเฉพาะเรื่องที่เป็นวัดๆ-อย่างเรื่องสวดมนต์ ก็จึงเห็นการสวดมนต์ของคนสมัยใหม่เป็น “สิ่งบอกเหตุบางอย่าง” คือเป็นจุดเริ่มต้นที่คนจะกลายเป็นเครื่องจักร

ญาติมิตรที่มีบุญได้อยู่ไปจนถึงยุคที่คนกลายเป็นเครื่องจักรเต็มตัว ช่วยบอกกันด้วยนะครับว่า-เรื่องนี้มีคนชื่อทองย้อยเคยทำนายไว้แล้ว และถ้าจะมีแก่ใจทำบุญอุทิศส่วนกุศลส่งข่าวไปถึงผมในปรโลกให้บ้าง ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง 

แต่ไม่แน่ ถึงตอนนั้นผมอาจจะกลับมาเกิดเป็น “คนเครื่องจักร” ไปด้วยคนหนึ่งก็ได้ 

คงต้องซ้อมๆ ไว้ก่อนตั้งแต่ตอนนี้ ถึงตอนนั้นจะได้ไม่เงอะงะงุ่มง่าม-เหมือนที่กำลังงุ่มง่ามกับกลไกไฮเทคสมัยใหม่-เป็นที่ขบขันและน่าเวทนาของคนรุ่นใหม่อยู่ในเวลานี้

---------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๓๐ มีนาคม ๒๕๖๖

๑๐:๕๗

 

[full-post]

เมื่อคนกลายเป็นเครื่องจักร

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.