สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
อะไรเป็นเหตุให้เรียกชื่อขันธ์ห้า
ถาม อะไรเป็นเหตุให้ขันธ์มีรูปเป็นต้นได้ชื่อว่า ขันธ์และอะไรเป็นเหตุให้เรียกชื่อขันธ์ห้าต่างกันออกไป เป็นรูปขันธ์ เป็นเวทนาขันธ์ เป็นต้น
ตอบ ในเรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ในมหาปุณณมสูตร ม. อุปริ. ข้อ ๑๒๓ ว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่เป็นอดีต ทั้งที่เป็นอนาคต ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เป็นไปในภายในหรือมีในภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม อยู่ไกลก็ตาม อยู่ใกล้ก็ตาม นี้เป็นรูปขันธ์ เพราะฉะนั้นการที่เรียกรูปว่า เป็นขันธ์ ก็เพราะรูปนั้นมีทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายใน ภายนอก หยาบ ละเอียด เลว ประณีต ไกล และใกล้ รวมถึง ๑๑ อย่าง จึงเรียกรูปว่าเป็นขันธ์ คือ เรียกว่ารูปขันธ์ได้ แม้เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่เรียกว่าขันธ์ คือเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ได้นั้น ก็เพราะประกอบด้วยคุณสมบัติ ๑๑ อย่างนี้ คือแต่ละขันธ์นั้นล้วนเป็น อดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายใน ภายนอก หยาบ ละเอียด เลว ประณีต ไกล ใกล้ ได้ด้วยกันทั้งสิ้น
นั่นคือ เวทนาอันได้แก่เวทนาเจตสิกดวงเดียวก็ชื่อว่าขันธ์ สัญญา อันได้แก่ สัญญาเจตสิกดวงเดียวก็ชื่อว่าขันธ์ สังขารซึ่งได้แก่เจตสิก ๕๐ ดวง เว้นเวทนากับ สัญญาออกเสีย สังขารเจตสิกแต่ละดวงที่ชื่อว่าสังขารขันธ์ได้ เพราะมีคุณสมบัติครบ ๑๑ อย่างดังกล่าวแล้ว แม้วิญญาณซึ่งได้แก่จิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ ดวงนั้น แต่ละดวง ก็ชื่อว่าขันธ์ได้ เพราะมีคุณสมบัติครบ ๑๑ อย่างนั้นแหละ ทั้งสี่ขันธ์นั้นรวมเรียกว่า นามขันธ์สี่ ส่วนรูปคือรูป ๒๘ รูป แต่ละรูปเรียกว่ารูปขันธ์
สรุปว่า นามแต่ละนาม รูปแต่ละรูป ล้วนได้ชื่อว่าขันธ์ทั้งสิ้น เพราะมีคุณสมบัติ ๑๑ ประการดังกล่าวแล้ว
การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกชื่อขันธ์ออกไปต่างๆ กันเป็น ๕ อย่างนั้น ก็เพราะทรงอาศัยเหตุปัจจัยที่ต่างกันของขันธ์เหล่านั้น กล่าวคือขันธ์ทั้ง ๕ นั้น มี เหตุปัจจัยแต่ละอย่างต่างกันไป คือ
มหาภูตรูปสี่ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ตั้งชื่อว่า รูปขันธ์
ผัสสะ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ตั้งชื่อว่า เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ รวม ๓ ขันธ์
ส่วนนามรูป เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ตั้งชื่อว่า วิญญาณขันธ์ คำว่า นาม ในที่นี้ ได้แก่ เจตสิกขันธ์ ๓ คือเวทนา สัญญา สังขาร ที่เกิดพร้อมกับวิญญาณในปฏิสนธิกาล ส่วนรูปก็คือกัมมชรูปที่เกิดพร้อมกับวิญญาณ คือปฏิสนธิวิญญาณนั่นเอง
สำหรับในปวัตติกาลนั้น ในขณะตาเห็นรูปทางจักขุทวาร เจตสิกขันธ์ ๓ คือ เวทนา สัญญา สังขาร ที่เกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ ที่เรียกว่านาม และรูปคือจักขุปสาท และรูปารมณ์ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรียกวิญญาณที่เกิดขึ้นในขณะเห็นนั้นว่า จักขุวิญญาณ
ในขณะได้ยินเสียง เจตสิกขันธ์ ๓ ที่เกิดพร้อมกับโสตวิญญาณ เรียกว่านาม โสตปสาทและสัททารมณ์คือเสียง ชื่อว่ารูป นามและรูปทางโสตทวารนี้แหละที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรียกวิญญาณที่เกิดขึ้นในขณะได้ยินนั้นว่า โสตวิญญาณ
ในขณะได้กลิ่น เจตสิกขันธ์ ๓ ที่เกิดพร้อมกับฆานวิญญาณ เรียกว่านาม ฆานปสาทและคันธารมณ์คือกลิ่น เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรียกวิญญาณที่เกิดขึ้นในขณะสูดกลิ่นนั้นว่า ฆานวิญญาณ
ในขณะลิ้มรส เจตสิกขันธ์ ๓ ที่เกิดพร้อมกับชิวหาวิญญาณ เรียกว่านาม และรูปคือชิวหาปสาทและรสารมณ์คือรส เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรียกวิญญาณที่เกิดขึ้นในขณะลิ้มรส นั้นว่า ชิวหาวิญญาณ
ในขณะที่ถูกต้องสัมผัสทางกายนั้น เจตสิกขันธ์ ๓ ที่เกิดพร้อมกับกายวิญญาณ เรียกว่านาม กายปสาทและโผฏฐัพพารมณ์ เรียกว่ารูป นามและรูปนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้เรียกวิญญาณที่เกิดขึ้นในขณะรับสัมผัสเย็น ร้อน อ่อน แข็ง เคร่งตึง ไหว นั้นว่า กายวิญญาณ
ส่วนทางใจ ในขณะที่คิดนึก เป็นต้น เจตสิกขันธ์ ๓ ที่เกิดพร้อมกับมโนวิญญาณ เรียกว่านาม หทัยวัตถุและธัมมารมณ์ในส่วนที่เป็นรูป เรียกว่ารูป นามและรูปที่เกิดขึ้น ในขณะคิดนึกเป็นต้นทางมโนทวารนี้ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เรียกวิญญาณที่เกิดขึ้นในขณะคิดนึกนั้นว่า มโนวิญญาณ
สรุปว่า นามและรูปที่เกิดทางทวารทั้งหก มีจักขุทวาร เป็นต้น เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้เรียกชื่อนามขันธ์ทั้งสี่

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ