สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

นิพเพธิกสูตร ว่าด้วยการทรงแสดงธรรมชุดที่เรียกว่า " นิพเพธิกปริยาย ” คือธรรมเจาะทะลวงกิเลส 

   ซึ่งธรรมชุดนี้ประกอบด้วยเรื่อง กาม เวทนาสัญญา อาสวะ กรรม และ ทุกข์ โดยแต่ละอย่างทรงให้ตระหนักรู้ว่าองค์ธรรมคืออะไร เกิดจากอะไรจำแนกประเภทได้อย่างไร ผล(วิบาก)ของมันเป็นอย่างไร  และวิธีละปฏิบัติอย่างไร ซึ่งเมื่อรอบรู้แล้ว ก็สามารถที่จะทำลายกิเลสและทุกข์ ได้ทรงอธิบายตามลำดับดังนี้

   กามคุณ 5 คือ รูปที่รับรู้ด้วยตา เสียงที่รับรู้ด้วยหู กลิ่นที่รับรู้ด้วยจมูก รสที่รับรู้ด้วยลิ้น โผฏฐัพพะที่รับรู้ด้วยกาย บรรดาที่น่ารักใคร่น่ายินดี สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กิเลสกาม, ในอริยวินัย(เรียกตามภาษาของพระอริยเจ้า) เรียกว่า“ กามคุณ(วัตถุกาม)ตรัสเป็นพระคาถาว่า

“ความกำหนัดที่ย้อมใจ(ราคะ)เกิดจากความนึกคิดถึงกามคุณด้วยความกำหนัด (สังกัปปราคะ) ของคนเป็นตัวกิเลสกาม อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลาย(กามคุณ) ในโลกหาชื่อว่ากิเลสกามไม่  อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลกย่อมดำรงอยู่ตามสภาพของมันอย่างนั้นเอง ดังนั้น ธีรชนทั้งหลายจึงกำจัดตัวฉันทราคะ(ความใคร่กำหนัด) ในอารมณ์เหล่านั้น "

   ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งกิเลสกาม ความต่างกันของกิเลสกามต่างกันที่เป็นกาม(ความใคร่)ในรูปกาม(ความใคร่)ในเสียงกาม(ความใคร่)ในกลิ่นกาม(ความใคร่)ในรส กาม(ความใคร่)ในโผฏฐัพพะ (คือต่างกันไปตามกามคุณ 5), ผล(วิบาก) ของกาม ได้แก่ การที่บุคคลผู้ใคร่ยังอัตภาพอันเกิดขึ้นจากกามนั้น ๆ ให้เกิดขึ้นเป็นฝ่ายบุญก็มี เป็นฝ่ายที่มิใช่บุญก็มี (หมายความว่ากามทำให้บุคคลได้ผลฝ่ายดีก็มี เช่น ผู้ปรารถนาจะเกิดในสวรรค์ ต้องทําความดีถึงได้ไปเกิดในสวรรค์, ทำให้ได้ผลฝ่ายชั่วก็มีเช่น คนทําความชั่วเพราะมีความปรารถนาอันชั่ว ไปเกิดในอบายเป็นต้น กามดับเพราะผัสสะดับ อริยมรรคมีองค์ 8 คือวิธีปฏิบัติเพื่อความดับแห่งกาม เวทนา-สัญญา-อาสวะ- กรรม-ทุกข์

   เวทนา ได้แก่ เวทนา 3 คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา  ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งเวทนา เวทนาแต่ละอย่างต่างกันที่เป็นเวทนาเจือด้วยอามิส (กามคุณ) หรือเป็นเวทนาทีไม่เจือด้วยอามิส วิบากแห่งเวทนาคือการที่บุคคลผู้เสวยเวทนา(ผู้เกิดความรู้สึก) ยังอัตภาพอันเกิดจากเวทนานั้น ๆ ให้เกิดขึ้นเป็นฝ่ายบุญก็มี เป็นฝ่ายที่มิใช่บุญก็มี  เวทนาดับเพราะผัสสะดับ  อริยมรรคมีองค์ 8 คือวิธีปฏิบัติเพื่อความดับแห่ง เวทนา       

   สัญญา (ความหมาย) ได้แก่ สัญญา 6 คือรูปสัญ สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธัมมสัญญา (ทั้งหมดนั้นคือความหมายในอายตนะภายนอก 6)  ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งสัญญา สัญญาแตกต่างกันที่เป็นสัญญาในรูป ฯลฯ  หรือสัญญาในธัมมารมณ์(ต่างกันไปตามอายตนะที่หมายรู้) สัญญามีคำพูดเป็นวิบาก เพราะเมื่อหมายรู้อะไรก็พูดออกมาตามที่หมายรู้ สัญญาดับเพราะผัสสะดับ อริยมรรคมีองค์ 8 คือวิธีปฏิบัติเพื่อความดับแห่ง สัญญา

   อาสวะ(กิเลสหมักดองจิตสันดาน) ได้แก่ อาสวะ 3 คือกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ (กาม ภพ อวิชชา ซึ่งเป็นอาสวะ) อวิชชาเป็นเหตุเกิดแห่งอาสวะ อาสวะแต่ละอย่างแตกต่างกันที่เป็นเหตุให้ไปเกิดเป็นอะไร (เช่นไปเกิดเป็นสัตว์นรก ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นต้น) วิบากแห่งอาสวะคือการที่บุคคลผู้มีอวิชชา(อวิชชาคโต) ยังอัตภาพอันเกิดจากอวิชชานั้น ๆ ให้เกิดขึ้นเป็นฝ่ายบุญก็มี เป็นฝ่ายที่มิใช่บุญก็มี อาสวะดับเพราะอวิชชาดับอริยมรรคมีองค์ 8 คือวิธีปฏิบัติเพื่อความดับแห่งอาสวะ

   กรรม ได้แก่ เจตนาพระพุทธองค์ตรัสถึงกรรมว่า

   “ ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรมบุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจาด้วยใจ” 

   ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งกรรม  กรรมแตกต่างกันไปตามผล(วิบาก)ของกรรม คือกรรมที่อำนวยผลในนรก(นิรยเวทนียํ) กรรมที่อำนวยผลในกำเนิดสัตว์เดรัจฉานติรัจฉาน(ติรจฺฉานโยนิเวทนียํ) เป็นต้นวิบากแห่งกรรมมี 3 อย่างคือ 1. กรรมที่ให้ผลในปัจจุบันภพ (ทิฏเฐฺวธึมฺเม) 2. กรรมที่ ให้ผลในภพที่จะไปเกิดคือในภพหน้า (อุปปชฺเช) 3. กรรมให้ผลในภพต่อไป (อปเร ปริยาเย) กรรมดับเพราะผัสสะดับ อริยมรรคมีองค์ 8 คือวิธีปฏิบัติเพื่อความดับแห่งกรรม

   ทุกข์ ได้แก่ ชาติ (ความเกิด) ชรา(ความแก่) พยาธิ (ความเจ็บไข้), มรณะ, โสกะ, ปริเทวะ, ทุกข์ โทมนัส, อุปายาส, ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น รวมความว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์  ตัณหาเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ ทุกข์ต่างกันที่ ความเป็นทุกขทุกข์ (ทุกข์ที่ทนได้ยาก องค์ธรรม คือ ทุกขเวทนา เป็นทุกข์ขณะตั้งอยู่เป็นสุขขณะดับไป) เป็นวิปรินามทุกข์ (เป็นทุกข์ที่แปรเปลียนไป คือมีแล้วกลับไม่มี องค์ธรรม คือ สุขเวทนา เป็นสุขขณะตั้งอยู่เป็นทุกข์ขณะดับไป) เป็นสังขารทุกข์(เป็นทุกข์ที่เบียดเบี่ยนประจำตลอดเวลา องค์ธรรม คือ สังขารธรรม และ อุเบกขาเวทนา) และ เป็นทุกข์ที่คลายช้า (ทนฺธวิราคิ) เป็นทุกข์ที่คลายเร็ว (ขิปฺปวิราคิ) วิบากแห่งทุกข์ คือ การที่บุคคลเมื่อถูกทุกข์ครอบงำ มีจิตอันทุกข์กลุ้มรุม ย่อมเศร้าโศก ลำบาก รำพึงรำพัน ตีอกชกหัว คร่ำครวญ เพ้อคลั่ง ดิ้นรนหาทางเปลื้องทุกข์ ทุกข์ดับเพราะตัณหาดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือวิธีปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ แห่ง " นิพเพธิกปริยายธรรม " นั่นแล

(อํ.ฉกฺก.๒๒/๓๓๔)


[full-post]

นิพเพธิกสูตร, นิพเพธิกปริยาย

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.