ปฐมโพธิวัตถุ เรื่องเหตุการณ์คราวแรกตรัสรู้
พระผูุ้มีพระภาคขณะประทับอยู่ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ ได้ทรงเปล่งอุทานด้วยพระหฤทัยอันเบิกบาน เมื่อถูกพระอานนท์ทูลถามในเวลาต่อมา จึงตรัสพระคาถาความว่า " เราตามหานายช่าง(ตัณหา)ผู้สร้างเรือน(อัตภาพความเป็นตัวตน) เมื่อไม่พบ(โพธิญาณ) จึงท่องเที่ยวไปในสงสาร(การเวียนว่ายตายเกิด)เป็นเอนกชาติ การเกิดบ่อยๆเป็นทุกข์ นายช่างเอ๋ย เราพบท่านแล้ว ท่านจะสร้างเรือนไม่ได้อีกแล้ว จันทัน(=กิเลสน้อยใหญ่)ของท่าน เราหักทิ้งหมดแล้ว อกไก่(=อวิชชา)เราก็ทำลายแล้ว จิตของเราก็จึงบรรลุธรรมที่ปราศจากเครื่องปรุงแต่ง(นิพพาน) ถึงความหมดสิ้นตัณหาได้แล."
(ขุททกนิกาย ธรรมบท)
-------------------
เจริญสมถะอย่างเดียว ทำไมถึงนิพพานไม่ได้
ถาม ที่ว่าสมถะอย่างเดียวถึงนิพพานไม่ได้นั้น เพราะเหตุไร ขอคำอธิบายด้วย
ตอบ การเจริญสมถภาวนานั้นเป็นการกำหนดอารมณ์ของสมถะอย่างใดอย่างหนึ่ง ในอารมณ์ของสมถะ ๔๐ อย่างคือ กสิณ ๑๐, อสุภะ ๑๐, อนุสสติ ๑๐. อัปปมัญญา ๔. อาหาเร ปฏิกูลสัญญา ๑, จตุธาตุวัตถานะ ๑, อรูปฌาน ๔ อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็น อารมณ์ ซึ่งอารมณ์เหล่านั้นมิใช่สิ่งที่มีอยู่จริง เป็นเพียงการนึกเอา ท่องเอา เพื่อให้จิตสงบ ไม่ซัดส่าย เราเรียกอารมณ์ที่ไม่มีจริงนี้ว่า บัญญัติ เป็นสิ่งที่เราสมมติขึ้น สิ่งที่เป็น สมมติบัญญัตินี้ ไม่มีทั้งวิเสสลักษณะ หรือปัจจัตตลักษณะ คือลักษณะที่มีอยู่เฉพาะตัวของรูป หรือของนามที่เป็นปรมัตถ์ คือสิ่งที่มีอยู่จริง สิ่งที่เป็นปรมัตถ์ที่มีจริงนี้ มีปัจจัตต ลักษณะเฉพาะๆ ของตน โดยไม่ซ้ำกันเลย ปรมัตถ์อย่างหนึ่งที่มีลักษณะเป็นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งที่มีลักษณะไปอีกอย่างหนึ่ง นอกจากนั้นสมมติบัญญัติยังไม่มีสามัญญลักษณะ คือลักษณะที่เสมอกัน ที่มีอยู่ในปรมัตถ์ ๓ ประการ คือจิต เจตสิก และรูปด้วย สามัญญลักษณะ ๓ ประการนั้น คืออนิจจลักษณะ ลักษณะไม่เที่ยง ทุกขลักษณะ ลักษณะที่ทนอยู่ไม่ได้ มีแล้วก็หมดไป อนัตตลักษณะ ลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน แต่ปรมัตถ์มีสามัญญลักษณะ ๓ ประการนี้ การเจริญวิปัสสนานั้นต้องรู้ที่ปัจจัตตลักษณะ เป็นประการต้น แล้วจึงก้าวไปสู่สามัญญลักษณะ เป็นประการต่อไป ทั้งนี้เพื่อละความเห็นผิด ว่า รูปนามเป็นตัวตน เป็นของเที่ยง เป็นอนัตตา การเจริญสมถะนั้น ไม่อาจเข้าถึงทั้งปัจจัตตลักษณะ และสามัญญลักษณะ อันเป็นบาทเบื้องต้นในอันจะก้าวไปสู่มรรค ผล นิพพาน ได้ เพราะฉะนั้นการเจริญสมถะเพียงอย่างเดียวจึงไปถึงมรรค ผล นิพพาน ไม่ได้
-----------------------
อัฏฐิปุญชสูตร ว่าด้วยร่างกระดูก
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า เมื่อบุคคลคนหนึ่งแล่นไป ท่องเที่ยวไปตลอดกัป โครงกระดูก ร่างกระดูก กองกระดูก ถ้ามีคนรวบรวมเก็บไว้ และไม่สูญหายไป ก็จะเป็นกองกระดูกใหญ่โตเท่าภูเขาเวปุลละแน่นอน แล้วตรัสพระคาถาว่า
เอกสฺเสเกน กปฺเปน ปุคฺคลสฺสฏฺฐิสญฺจโย
สิยา ปพฺพตสโม ราสิ อิติ วุตฺตํ มเหสินา.
โส โข ปนายํ อกฺขาโต เวปุลฺโล ปพฺพโต มหา
อุตฺตโร คิชฺฌกูฏสฺส มคธานํ คิริพฺพเช.
ยโต จ อริยสจฺจานิ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ
ทุกฺขํ ทุกฺขสมุปฺปาทํ ทุกฺขสฺส จ อติกฺกมํ
อริยญฺจฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ทุกฺขูปสมคามินํ.
ส สตฺตกฺขตฺตุํ ปรมํ สนฺธาวิตฺวาน ปุคฺคโล
ทุกฺขสฺสนฺตกโร โหติ สพฺพสํโยชนกฺขยาติ.
แปลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า กองกระดูกของคนคนหนึ่ง ตลอดกัปหนึ่งจะเป็นกองกระดูกเสมอเท่าภูเขาเวปุลละซึ่งกว้างใหญ่ ตั้งอยู่ทางเหนือภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุงราชคฤห์ของชาวมคธ เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็นอริย ๔ คือ ทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความพ้นทุกข์ และอริยมรรคมีองค์ ๘ ซี่งเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ด้วยปัญญาอันชอบ เมื่อนั้น บุคคลนั้นแล่นไปแล้วอีก(เกิดอีก) ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง ก็จะทำที่สุดทุกข์ได้ เพราะสังโยชน์ทั้งปวงสิ้นไป
---------------------
อวกุชชสูตร ว่าด้วยบุคคลมีปัญญาเหมือนหม้อคว่ำ
ตรัสว่า อาการของบุคคลผู้รับเอาความรู้(ปัญญา) มี 3 อาการ คือ
1.บุคคลผู้มีอาการเหมือนหม้อคว่ำ หมายถึงบุคคลที่ขาดโยนิโสมนสิการในการฟัง เป็นเสมือนหม้อคว่ำ ขณะฟังก็ไมมีสติกำหนดแยกแยะ เพื่อให้สัมปชัญญะรอบรู้ข้อเท็จจริง เสมือนน้ำได้แต่ชโลมก้นและข้างหม้อเท่านั้น
2.บุคคลผู้มีอาการเหมือนชายพก หมายถึงบุคคลที่มีโยนิโสมนสิการในการฟัง ขณะฟังก็มีสติกำหนดแยกแยะ เพื่อให้สัมปชัญญะรอบรู้ข้อเท็จจริง ทำให้การฟังธรรมเบื้องต้นและท่ามกลางรู้้เรื่องได้ แต่ครั้นพอลุกออกไปจากการฟังไม่มีสติกำหนดแยกสรุปเป็นประเด็นและหลักการไว้
เพื่อให้สัมปชัญญะรอบรู้ประเด็นและหลักการ เสมืิอนชายพกที่เจ้าของลุกขึ้นกะทันหันขาดสติสัมปชัญญะสิ่งของที่เก็บไว้ชายพกก็ตกกระจายไป
3.บุคคลผู้มีอาการเหมือนหม้อเปิดฝาหงาย หมายถึงบุคคลที่มีโยนิโสมนสิการในการฟัง ขณะฟังก็มีสติแยกแยะ เพื่อให้สัมปชัญญะรอบรู้ข้อเท็จจริง และขณะลุกออกจากการฟังก็มีสติกำหนดแยกสรุปเป็นประเด็นและหลักการไว้ เพื่อให้สัมปชัญญะรอบรู้ประเด็นและหลักการ เสมือนหม้อน้ำที่เปิดฝาหงายไว้ ย่อมรับน้ำคือความรู้ได้ ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และในที่สุดได้ครบแล
(อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต)
------------///-------------
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ