ความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างสังขารกับนิพพาน มีกล่าวแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค (ขุ.ปฏิ.31/10/16)ว่า มี 5 ประการ ดังนี้ :-
1. อุปาโท สงฺขารา, อนุปาโท นิพฺพานํ
สังขาร มี ขณะเกิดขึ้น(อุปปาทขณะ) ขณะตั้งอยู่(ฐิติขณะ) ขณะดับไป(ภังคขณะ)
นิพพาน ไม่มีขณะทั้ง 3 เพราะมีกิจดับขณะทั้ง 3 ของสังขาร ดับนามรูป)
2. ปวตฺตํ สงฺขารา, อปฺปวตฺตํ นิพฺพานํ
สังขาร มี การดำเนินไปสู่วัฏฏะ 3 (วงรอบ 3 คือ กิเลส กรรม วิบาก)
นิพพาน ไม่มีการดำเนินไปสู่วัฏฏะ 3 เพราะมีกิจดับว้ฏฏ 3 ดับสังขาร)
3. นิมิตฺตํ สงขารา, อนิมิตฺตํ นิพฺพานํ
สังขาร มี เหตุที่เป็นเครื่องหมายทุกข์
นิพพาน ไม่มี เหตุที่เป็นเครื่องหมายทุกข์ เพราะมีกิจดับทุกข์ ดับสังขารทุกข์ คือ ทุกข์ที่มีประจำสังขาร เป็นทุกข์ที่บีบคั้น ไม่ใช่ทุกข์ ที่เป็นทุกขเวทนาที่ทนได้ยาก ไม่ใช่ทุกข์ที่เป็นสุขเวทนาที่แปรเปลี่ยนไป)
4. อายูหนา สงฺขารา, อนายูหนา นิพฺพานํ
สังขาร มี การดิ้นรนแสวงหากรรม
นิพพาน ไม่มีการดิ้นรนแสวงหากรรม เพราะมีกิจดับตัณหา
5. ปฏิสนฺธิ สงฺขารา, อปฺปฏิสนฺธิ นิพฺพานํ
สังขาร มี การนำเกิดอีก
นิพพาน ไม่มีการนำเกิดใดๆทั้งสิ้น เพราะมีกิจดับการเวี่ยนว่ายตายเกิด-ดับสงสารในความหมายว่าการเวี่ยนว่ายตายเกิดในภาษาบาฬี ไม่ใช่ในความหมายว่าสงสารที่เห็นอกเห็นใจในภาษาไทย)
------------------
อินทรีย์สังวรศีล มีความสำคัญเป็นไฉน ? ในวิสุทธิมรรคตอนที่ว่าด้วยเหตุให้อินทรีย์สังวรศีลสำเร็จ ถึงกับกล่าวว่า เมื่ออินทรีย์สังวรศีลภิกษุไม่กระทำให้ถึงพร้อมแล้ว แม้ปาติโมกขสังวรศีลก็ย่อมไม่เป็นอันยั่งยืน
ตั้งอยู่ได้ไม่นาน เหมือนข้าวกล้าที่ไม่มีการล้อมรั้วป้องกันไว้ให้ดีเช่นนั้นนั่นแหละ เพราะว่า ภิกษุผู้ไม่กระทำอินทรีย์สังวร
ให้ถึงพร้อม ย่อมถูกพวกโจร คือกิเลสทั้งหลายเบียดเบียนได้ เหมือนบ้านที่มีประตูเปิดไว้ ย่อมถูกพวกโจรผู้มีการปล้นผู้อื่นเป็นปกติ เบียดเบียนเอาได้ สมดังพระดำรัสที่ทรงตรัสไว้ใน สํ.สฬายตน 18/210 ว่า "
รูเปสุ สทฺเทสุ อโถ รเสสุ
คนฺเธสุ ผสฺเสสุ จ รกฺขตินฺทฺริยํ
เอเต หิ ทฺวารา ปิทหิตา สุสํวุตา
น หนนฺติ คามํว ปรสฺส หาริโน."
ความว่า " ภิกษุพึงรักษาอินทรีย์ ในเพราะ รูป เสียง รส กลิ่น และ สัมผัสทั้งหลาย เพราะว่า
ทวารทั้งหลายที่ปิดกั้น ป้องกันไว้ดีแล้วเหล่านี้
ย่อมเบียดเบียนไม่ได้ เหมือนเหล่าโจรผู้มีการปล้นผู้อื่นเป็นปกติ เบียดเบียนบ้านที่มีประตูปิดกั้นแล้ว ไม่ได้นั่นแล
และใน ข.ขุ.25/16 ว่า
" ยถา อคารํ สุจฺฉนฺนํ วุฏฺฐิ น สมติวิชฺฌติ
เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ ราโค น สมติวิชฺฌติ."
ความว่า " ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงบังดีแล้ว ไม่ได้ฉันใด ราคะก็ย่อมรั่วรดจิตที่บุคคลอบรมดีแล้ว ไม่ได้ฉันนั้นแล."
ถามว่า สภาวะอันเป็นองค์ธรรมของปาติโมกขสังวรศีล และของอินทรีย์สังวรศีลเป็นไฉน ?
ตอบว่า อินทรีย์สังวรศีลเป็นการสำรวมทวารการรับรู้อารมณ์ ขณะเห็น ขณะได้ยินเป็นต้น โดยการไม่ถือเอานิมิต(รูปร่างและสันฐาน) และไม่ถือเอาอนุพยัญชนะ(อวัยวะและอาการ)อันเป็นอาหารของวิปัลลาส จึงป้องกัน อนุสัยกิเลส ปริยุฏฐานกิเลส และ วีติกกมกิเลสได้ครบ พระพุทธองค์จึงทรงตรัสสำทับความว่าอภิชฌา(ความยินดี)และโทมนัส(ควายินร้าย)เข้าอาศัยไม่ได้ ส่วนปาติโมกขสังวรศีลเป็นการสำรวมขณะห้ามการดู การฟัง การฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น จึงเป็นปฏิปักษ์โดยตรงกับวีติกกมกิเลสเท่านั้น คือไม่ก้าวล่วง ทวารกายกรรม มีการฆ่าสัตว์เป็นต้น ทวารวาจากรรมมีการพูดเท็จเป็นต้น และทั้งทวารกายกรรมทั้งทวารวาจากรรม มีการชักนำผู้อื่นให้ร่วมปล้นด้วยเป็นต้น
ถามว่า ความว่าไม่ถือเอานิมิตอนุพยัญชนะ สิ่งใดมีจริงเป็นจริงก็ให้ถือเอาตามนั้น จะพึงปฏิบัติเช่นไร.?
ตอบว่า ในคัมภีร์นิสสย ท่านอธิบายขยายความว่า การไม่ถือเอา คือการกำหนดป้องกันอัตตวิปัลลาส(สักกายทิฏฐิ)ด้วยสติ ปัญญารู้ทันความจริงด้วยสัมปชัญญะ มีดังนี้
1.ทางตา ขณะเห็น เพราะมีความเห็นผิดว่า "เราเห็น" ที่ถูกต้อง คือนาม จักขุวิญญาณเห็น จึงต้องกำหนดรู้ว่า "นามจักขุวิญญาณเห็น"
2.ทางหู ขณะได้ยิน เพราะมีความเห็นผิดว่า
"เราได้ยิน" ที่ถูกต้อง คือ
โสตวิญญาณได้ยิน จึง ต้องกำหนดรู้ว่า " นามโสตวิญญาณได้ยิน "
3.ทางจมูก ขณะได้กลิ่น เพราะมีความเห็นผิดว่า " เราเหม็น เราหอม " ที่ถูกต้อง คือ รูป
เหม็น รูปหอม จึงต้อกำหนดรู้ว่า "รูปเหม็น รูปหอม"
4.ทางลิ้น ขณะลิ้มรส
เพราะมีความเห็นผิดว่า
"เราเปรี้ยว เราหวานเป็นต้น" ที่ถูกต้อง คือ รูปเปรี้ยว รูปหวานเป็นต้น จึงต้องกำหนดรู้ว่า "รูปเปรี้ยว รูปหวานเป็นต้น"
5.ทางกาย ขณะที่ความเย็นร้อน ความอ่อนแข็ง ความหย่อนตีงกระทบที่กาย เพราะมีความเห็นผิดว่า "เราเย็น เราร้อนเป็นต้น"ที่ถูกต้อง คือ รูปเย็น รูปร้อนเป็นต้น จึงต้องกำหนดรู้ว่า "รูปเย็น รูปร้อน เป็นต้น"
6.ทางใจ ขณะที่รับรู้อารมณ์ทางใจ(ธรรมารมณ์ ซึ่งมีทั้งนามและรูป)เมื่อมีความเห็นผิดว่าเป็นเราที่นามหรือที่รูป ก็ให้กำหนดรู้ที่รูปหรือที่นามนั้น เช่น รูปอิริยาบทบรรพในสติปัฏฐาน มี รูปยืน รูปเดิน เป็นต้น ก็เป็นรูปที่รับรู้ได้ทางใจ และเกิดความเห็นผิดว่า เป็นเรายืน เราเดินเป็นต้น ดังนั้นการไม่ถือเอานิมืตอนุพยัญชนะในอินทรีย์สังวรศีล จึงมีสภาวธรรมเป็นอันเดียวกันกับสติปัฏฐาน คือสติที่กำหนดเป็นไปเช่นนั้น เพื่อป้องกันอัตตวิปัลลาสไม่ให้อิงอาศัย
ส่งผลให้ความยินดี(อภิชฌา) ความยินร้าย(โทมนัส)เกิดขึ้นไม่ได้นั่นเอง อินทรีย์สังวรศีลจึงมีอยู่เฉพาะในพุทธศาสนาเท่านั้น และการที่พระพุทธองค์ทรงเลือกแสดงเป็นอินทรีย์สังวรศีล หรือสติปัฏฐาน
ก็ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ นานาธิมุตติกญาณ และ อินทริยปโรปริยัตตญาณ เพื่อให้เหมาะแก่จริต อัทธยาศัยในการบรรลุธรรมของเหล่าสัตว์ทั้งหลายนั่นแล
--------------
ประโยชน์การมีกัลยาณมิตรที่รอบรู้ทั้งนัยปริยัติทั้งนัยปฏิบัติ มีประสพการณ์เพราะพ่านการปฏิบัติมามาก และสาระจากโยนิโสมนัสสิการเป็นไฉน ?
มีการสอนการเจริญวิปัสสนากรรมฐานแบบนี้ว่า " แล้วแต่เหตุปัจจัย ทำไม่ได้ ตั้งใจไม่ได้ เพราะทำแล้วจะเป็นอัตตา "
ถามว่า การกระทำอะไรโดยไม่ตั้งใจ ผลที่ได้จะดีมั้ย ? เช่น
ทาน การให้ ถ้าไม่ตั้งใจให้ ทานจะสำเร็จได้มั้ย ?
ศีล ถ้าไม่ตั้งใจรักษา ศีลจะสำเร็จได้ไหม
สมาธิ ถ้าไม่ตั้งใจเจริญ จิตจะสงบได้มั้ย ?
กุศลเมื่อจำแนกโดยอาศัยวัฏฏะ มี 2 ประเภท คือ
1.กุศลที่เป็นไปเพื่อวัฏฏะ ได้แก่กุศลทั่วๆไป
2.กุศลที่เป็นไปเพื่อวิวัฏฏะ ได้แก่ การบำเพ็ญบารมี การเจริญสติปัฏฐาน การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
ทั้ง 2 ประเภทต่างกันเช่นไร กุศลที่เป็นไปเพื่อวัฏฏะไม่มีการป้องกันวิปัลลาส ส่วนกุศลที่เป็นไปเพื่อวิวัฏฏะมีการป้องกันวิปัลลาส เช่น อัตตวิปัลลาสเป็นต้น ดังนั้นกุศลที่เป็นไปเพื่อวัฏฏะ จึงมีการกระทำ คือการจัดแจง(เจตนา)เป็นประธาน ส่วนกุศลที่เป็นไปเพื่อวิวัฏฏะ จึงมีการวางใจ(โยนิโสมนสิการ)เป็นประธาน หมายความว่าการวางใจได้ถูกต้องนั้นเองเป็นการป้องกันอัตตวิปัลลาส คือวางใจเสมือนดูละคร ไม่ใช่แสดงละครเสียเอง การจัดแจง คือเจตนาจึงพ้นจากอัตตวิปัลลาสได้ คือ เห็นนามรูปเป็นไปตามเหตุปัจจัย ปราศจากตัวตนเข้าไปจัดแจง ปราศจากตัวตนเข้าไปบังคับบัญชา เหมือนเป็นผู้ดูละคร ไม่ใช่ผู้แสดงละครนั่นแล

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ