ไม่ได้ยิน ไม่ฟัง ฟังไม่รู้เรื่อง

------------------------------

ภาษาไทยเรานี้มีความหมาย

คำทั้ง ๓ ที่ตั้งเป็นชื่อเรื่องนี้ มีความหมายแตกต่างกัน แต่บางคนเอาไปพูดผิดความหมาย

การได้ยิน หรือการสื่อสารกันด้วยเสียง มีองค์ประกอบกี่ส่วน ใครเคยรู้บ้าง

เรื่องนี้เข้าใจว่าเป็นหลักหรือกฎทางวิทยาศาสตร์ แต่เชื่อหรือไม่ ในคัมภีร์บาลีแสดงกฎเรื่องนี้ไว้ด้วย

การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การรับรู้สิ่งที่กระทบกาย เกิดขึ้นได้อย่างไร ท่านแจกแจงองค์ประกอบไว้ครบถ้วน

ในที่นี้ขอยกมาเฉพาะเรื่องการได้ยิน ท่านว่ามีองค์ประกอบ ๔ ส่วน คือ

....................................................

๑ อสมฺภินฺนตฺตา  โสตสฺส = โสตประสาทยังไม่แตกดับ คือประสาทหูยังใช้งานได้ ถ้าหูหนวก แม้มีเสียงอะไรดังขึ้น การได้ยินก็ไม่เกิด

๒ อาปาถคตตฺตา  สทฺทานํ = มีเสียงมาสู่คลอง คือเสียงที่มีความเข้มข้นมากพอมากระทบโสตประสาท ถ้ามีแต่ความเงียบ ไม่มีเสียงใดๆ แม้จะมีโสตประสาท การได้ยินก็ไม่เกิด 

๓ อากาสสนฺนิสฺสิตํ = อาศัยอากาศเป็นสื่อ คือมีอากาศนำเสียงไปกระทบโสตประสาท ทั้งนี้เพราะเสียงกับโสตประสาทอยู่ต่างที่กัน เสียงจะมาถึงโสตได้ต้องมีสื่อนำมา วิทยาศาสตร์เรียกสื่อนั้นว่าอะไรผมไม่ทราบ แต่คัมภีร์ท่านเรียกสื่อนั้นว่า “อากาศ” ท่านอธิบายเสริมว่า ถ้าเอามืออุดหู อากาศเข้าไปถึงโสตประสาทไม่ได้ โสตประสาทก็รับเสียงไม่ได้ หรือมีอะไรไปปิดกั้นเสียงไว้ อากาศเข้าไปนำเสียงมาไม่ได้ เสียงก็มาไม่ถึงโสตประสาท การได้ยินก็ไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เสียงจึงต้องมีอากาศเป็นสื่อ

๔ มนสิการเหตุกํ = มีมนสิการเป็นเหตุ คือมีเจตจำนงที่จะฟัง มีจิตจดจ่อต้องการจะได้ยินเสียง สนใจฟังตั้งใจที่จะรับเสียง ท่านว่าแม้หูจะไม่หนวก แม้มีเสียงและมีสื่อนำเสียงมาถึงโสตประสาท ถ้าใจส่งไปอื่นหรือปิดใจไม่รับรู้ ก็จะไม่ได้ยินเสียงนั้น ภาพที่พอจะเข้าใจได้ก็อย่างเช่น-คนนั่งเหม่อใจลอย เรียกไม่ได้ยิน ทั้งๆ ที่หูไม่หนวก เสียงที่เรียกก็ดังพอที่อากาศจะพามากระทบโสตประสาทได้ แต่ขาด “มนสิการ” คือจิตไม่รับรู้ การได้ยินก็เกิดขึ้นไม่ได้

ที่มา: อัฏฐสาลินี อรรถกถาคัมภีร์ธัมมสังคณี หน้า ๕๒๘

....................................................

ปัจจัยหรือองค์ประกอบทั้ง ๔ นี้ เรียกตามสำนวนของผมเองเพื่อจำง่ายว่า โสต เสียง สื่อ รู้สึก

เมื่อเข้าใจหลักการแล้วว่าการได้ยินเกิดขึ้นได้อย่างไร ทีนี้ก็มาดูกันว่า ควรใช้ภาษาไทยคำไหนในกรณีแบบไหน

๑ “ไม่ได้ยิน” 

คนหูหนวก ใครพูดอะไรหรือมีเสียงอะไรดังขึ้น ก็ “ไม่ได้ยิน” (ขาดโสต)

ไม่มีเสียง หรือเสียงอยู่ในที่ไกล สื่อพามาไม่ถึง หรือเบาเกินจะได้ยิน หรือมีอะไรกั้นไว้ สื่อไม่สามารถพามาให้ถึงโสตประสาทได้ แม้หูไม่หนวกก็ “ไม่ได้ยิน” (ขาดเสียง ขาดสื่อ)

อย่างอื่นมีครบหมด แต่จิตใจไม่อยู่กับตัว ไม่รับรู้ว่ามีเสียงอะไรหรือใครพูดอะไร ก็ “ไม่ได้ยิน” (ขาดรู้สึก)

กรณีอย่างว่ามานี้ต้องเรียกว่า “ไม่ได้ยิน”

ไม่ใช่ “ไม่ฟัง” หรือ “ฟังไม่รู้เรื่อง” 

ถ้าเขาได้ยิน เขาก็อาจจะฟัง หรือฟังรู้เรื่อง แต่นี่เขาไม่ได้ยิน เพราะฉะนั้น จะพูดว่าเขา “ไม่ฟัง” หรือ “ฟังไม่รู้เรื่อง” จึงไม่ถูกต้อง

๒ “ไม่ฟัง”

กรณีนี้หมายถึงมีปัจจัยหรือองค์ประกอบครบ มีเสียงอะไรหรือใครพูดอะไรก็ได้ยินทุกอย่างและรู้เรื่องทุกอย่าง แต่ไม่มีความคิดจะคล้อยตาม เช่นหันไปมองตามเสียง หรือไม่คิดจะทำตาม เช่นบอกให้ดูก็ไม่ต้องการดู บอกให้หยุดก็ไม่หยุด บอกให้ทำอะไรก็ไม่ทำ หรือห้ามว่าอย่าทำก็ยังขืนทำ

กรณีอย่างนี้ คือความหมายของคำว่า “ไม่ฟัง” บางทีพูดควบกับคำว่า “เชื่อ” เป็น “เชื่อฟัง” “ไม่เชื่อฟัง” 

กรณีอย่างนี้ไม่ใช่ “ไม่ได้ยิน” หรือ “ฟังไม่รู้เรื่อง” 

ได้ยินหมดทุกอย่าง รู้เรื่องหมดทุกอย่าง แต่ไม่เห็นความสำคัญ ไม่คิดที่จะทำตาม จึงเรียกได้ว่า “ไม่ฟัง”

๓ “ฟังไม่รู้เรื่อง”

กรณีนี้คือมีองค์ประกอบครบทุกอย่าง ได้ยินทุกอย่าง แต่มีองค์ประกอบอื่นแทรกซ้อนเข้ามา เช่น

ก. เสียงต่างๆ ประสมกันสับสนอื้ออึงไปหมด แยกไม่ออกว่าเสียงอะไรเป็นเรียงอะไร นี่ก็คือว่า “ฟังไม่รู้เรื่อง”

ข. ไม่รู้ความหมาย เช่นคนพูดอู้อี้งึมงำ ฟังไม่ได้ความว่าพูดอะไร หรือไม่เข้าใจภาษาที่พูด ได้ยินสัญญาณบางอย่างแต่ไม่รู้ว่าสัญญาณอะไร เป็นต้น ก็เรียกว่า “ฟังไม่รู้เรื่อง” 

ค. เรื่องที่ฟังมีความสับสน เอาปลายเป็นต้น เอาต้นเป็นปลาย หรือข้อเท็จจริงไม่ตรงกัน จับความไม่ได้ว่าอะไรกันแน่ นี่อย่างหนึ่ง กับอีกอย่างหนึ่ง เป็นเรื่องที่รู้สึกว่าไม่สนุกหรือไม่น่าสนใจ แบบนี้ก็เรียกได้ว่า “ฟังไม่รู้เรื่อง”

ง. ไม่เข้าใจเจตนาของคนพูด หรือเข้าใจผิด เป็นเหตุให้ปฏิบัติผิดไปจากความประสงค์ของคนพูด แบบนี้ก็เรียกได้ว่า “ฟังไม่รู้เรื่อง” แต่ถ้าเรียกว่า “ฟังไม่เข้าใจ” อาจจะตรงกว่า

ตัวอย่างเช่น อาคารแห่งหนึ่งหลังคารั่ว นายสั่งลูกน้องว่า “ไปดูทีซิ”

เจตนาของนายก็คือ ให้ไปดูว่ารั่วมากน้อยแค่ไหน ควรจะซ่อมหรือแก้ไขอย่างไร เห็นควรทำอย่างไรก็จัดการไป

ลูกน้องไปมองๆ ดู แล้วมาบอกนายว่า “ดูแล้วครับ” จบแค่นั้น

นี่คือ “ฟังไม่รู้เรื่อง” หรือ “ฟังไม่เข้าใจ”

อีกเรื่องหนึ่ง เหตุเกิดในค่ายทหาร นายทหารเวรสั่งพลทหารให้ไปซื้อของที่ตลาดซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก พอเดินไปได้ แต่เห็นว่าถ้าขี่จักรยานไปจะเร็วกว่า จึงสั่งว่า “ไปซื้อ...ให้ที เอาจักรยานไปด้วย” 

พลทหารหายไปนานเกินสมควร ประมาณว่าขี่จักรยานไปก็น่าจะกลับมาตั้งนานแล้ว พอพลทหารกลับมา นายทหารเวรถามว่า “ทำไมช้า”

พลทหารตอบว่า “ผมต้องจูงจักยานไปด้วย ก็เลยช้า”

นายทหารเวร: “ไอ้... แล้วทำไมไม่ขี่ไป”

พลทหาร: “ผมขี่ไม่เป็น หมวดให้เอาจักรยานไปด้วย ผมก็เลยต้องจูงไป” 

..................

เพราะมักเกิดปัญหาอันเรื่องมาจาก “ฟังไม่รู้เรื่อง” หรือ “ฟังไม่เข้าใจ” นี่เอง ทหารจึงมีระบบ “ทวนคำสั่ง”

หมายความว่า เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งอะไรด้วยวาจาไปแล้ว ผู้รับคำสั่งจะต้องทวนคำสั่งนั้นให้ผู้สั่งฟังอีกทีหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้รับคำสั่งเข้าใจคำสั่งถูกต้อง ตลอดจนเข้าใจวิธีปฏิบัติตรงตามเจตนาของผู้สั่ง

แต่ถ้าสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร คนที่จะต้อง “ทวนคำสั่ง” ก็คือตัวผู้สั่งนั่นเอง เพราะอาจไปเจอผู้รับคำสั่งที่พาซื่อปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ได้ทวนคำสั่ง แล้วเกิดผลดังเรื่องที่ผมเคยเล่าให้ฟังตามลิงก์ข้างล่างนี้

...........................................................

ไม้เอกตัวเดียว

https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/pfbid0tQLdVVemSU4xSXPwdgnXyXsMxzxu2FSfDk6QGCj9rCDvM1Nzk2TXF4vuscGqbNHXl

...........................................................

สรุปความตามที่บรรยายมาว่า จะพูดอะไรก็ขอให้คำนึงไว้เสมอว่า -

(๑) จงพูดให้เขาได้ยิน อย่าด่วนสรุปว่าเขาไม่ฟัง

(๒) จงพูดให้เขาเข้าใจ อย่าด่วนสรุปว่าเขาโง่

(๓) อย่ามัวแต่สงสัยว่าทำไมเขาจึงฟังไม่เข้าใจ 

(๔) แต่ให้สงสัยว่าทำไมเราจึงพูดให้เขาไม่เข้าใจ

ขอให้ญาติมิตรประสบความสำเร็จในการสื่อสารด้วยการพูดโดยทั่วกัน

----------------------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๓ มีนาคม ๒๕๖๖

๑๘:๐๓

[full-post]

ไม่ได้ยิน ไม่ฟัง ฟังไม่รู้เรื่อง

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.