สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
พึงรอบรู้ความเนื่องกันแห่ง วิสุทธิเจ็ด 1 มหาวิปัสสนาสิบแปด 1 วิปัสสนาญาณ นัยเก้าญาณ,นัยสิบญาณ, นัยสิบสี่ญาณ,นัยสิบหกญาณ 1 ไตรลักษณ์สามอาการ 1 อนุปัสสนาสองร้อยอาการ(อัตตานุปัสสนายี่สิบห้าอาการ,อนิจจานุปัสสนาห้าสิบอาการ,ทุกขาวิปัสสนาหนึ่งร้อยยี่สิบห้าอาการ) 1 วิโมกขมุกสามอาการ 1 ประเภทบุคคล 1 ประเภทสมาบัติ 1 (รวม 8 ส่วน) ที่เริ่มปรากฏในสัมมสนญาณตรงกับมัคคามัคคญาณวิสุทธิที่ปลอดจากวิปัสสนูปกิเลสแล้ว ด้วยการพิจารณาขันธ์ 5 โดยอาการ 40 ผู้ปฏิบัติจักเห็นความเนื่องกันแห่งธรรม 8 ส่วนอย่างประจักษ์ชัดเจน ดุจมองเห็นผลมะข้ามป้อมวางบนฝ่ามือ ฉะนั้นแล (นิสสยะอักษรปัลลวะ)
ว่าด้วยการพิจารณาขันธ์ 5 ประการโดยอาการ 40
เพื่อมุ่งหมายให้การกำหนดรู้ (สัมมสนญาณ) โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา ในขันธ์ ๕ ประการนั้นนั่นแลมีความมั่นคง พระโยคาวจรนั้น จึงกำหนดรู้ขันธ์ 5 ประการนี้ ด้วยการกำหนดรู้โดยความไม่เที่ยงเป็นต้นแม้นั้น โดยประเภทซึ่งพระผู้มีพระภาค เมื่อจะทรงจำแนกอนุโลมญาณตรัสไว้ในวิภังค์แห่ง พระบาลีนี้ว่า “ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติ (ญาณ) ด้วยอาการ 40 ประการ หยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม ด้วยอาการ 40 ประการ เป็นอย่างไร โดยนัยเป็นต้นว่า
“ภิกษุเห็นขันธ์ 5 ประการ โดยอาการ 40 ประการ คือ โดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นโรค โดยความเป็นดังหัวฝี โดยความเป็นดังลูกศร โดยเป็นความลำบาก โดยเป็นอาพาธ โดยเป็นอย่างอื่น โดยเป็นของชำรุด โดยเป็นอัปมงคล โดยเป็นอันตราย โดยเป็นภัย โดยเป็นอุปสรรค โดยเป็น ความหวั่นไหว โดยเป็นของผุพัง โดยเป็นของไม่ยั่งยืน โดยเป็นของไม่มีอะไรต้านทานโดยเป็นของไม่มีอะไรป้องกัน โดยเป็นของไม่มีที่พึ่ง โดยเป็นความว่าง โดยความเป็นสภาพเปล่า โดยเป็นสุญญตา (ความว่าง) โดยเป็นอนัตตา โดยเป็นโทษ โดยเป็นของมีความแปรผันเป็นธรรมดา โดยเป็นของไม่มีแก่นสาร โดยเป็นมูลแห่งความลำบาก โดยเป็นดังเพชฌฆาต โดยเป็นความเสื่อมไป โดยเป็นของมีอาสวะ โดยเป็นของปัจจัยปรุงแต่ง โดยเป็นเหยื่อแห่งมาร โดยเป็นของมีความเกิดเป็นธรรมดา โดยเป็นของมีความแก่เป็นธรรมดา โดยเป็นของมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา โดยเป็นของมีความตายเป็นธรรมดา โดยเป็นของมีความเศร้าโศกเป็นธรรมดา โดยเป็นของมีความรำพันเป็นธรรมดา โดยเป็นของมีความคับแค้นใจเป็นธรรมดา โดยเป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา"
“ภิกษุเมื่อเห็นขันธ์ ๕ ประการโดยความไม่เที่ยงย่อมได้อนุโลมขันติ (ญาณ) เมื่อเห็นว่า ความดับแห่งขันธ์ 5 ประการเป็นนิพพานเที่ยงแท้ ย่อมหยั่งลงสู่ สัมมัตตนิยาม (คือ อริยมรรค)
พระโยคาวจรนั้นกำหนดรู้ขันธ์ 5 ประการนี้ได้อย่างไร คือ พระโยคาวจร ผู้นั้นกำหนดรู้ขันธ์หนึ่งๆ (แต่ละขันธ์ ขยายความออกไป) ด้วยการกำหนดรู้ลักษณะ มีความไม่เที่ยง เป็นต้น ซึ่งท่านกล่าวไว้แล้วโดยประเภทต่างๆ อย่างนี้ คือ โดยความไม่เที่ยง (อนิจจโต) เพราะไม่เป็นไปเลยที่สุด และเพราะมีต้นมีปลาย โดยความเป็นทุกข์ (ทุกฺขโต) เพราะบีบคั้นทั้งความเกิดและความดับ และเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ โดยความเป็นโรค (โรคโต) เพราะต้องเยียวยาด้วยปัจจัย และเพราะ เป็นที่เกิดของโรค โดยความเป็นดังหัวฝี (คณฺฑโต) เพราะประกอบด้วยสิ่งเสียดแทงคือความเป็นทุกข์ เพราะเป็นที่ไหลออกของสิ่งไม่สะอาดคือกิเลส และเพราะมีการกลัดหนองและแก่แล้วแตกไปด้วยความเกิด ความแก่ และความแตกดับ โดยความเป็นดังลูกศร (สลฺลโต) เพราะให้เกิดความบีบคั้น เพราะเป็นสิ่งที่มแทงอยู่ภายใน และ เพราะเป็นสิ่งที่ถอนออกได้ยาก โดยเป็นความลำบาก (อฆโต) เพราะเป็นสิ่งที่ควรตำหนิ ติเตียน เพราะนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย และเพราะเป็นที่ตั้งของความชั่วร้าย โดยเป็น อาพาธ (อาพาธโต) เพราะไม่ทําให้เกิดเสรีภาพ และเพราะเป็นเหตุใกล้ต่อความเจ็บป่วย โดยความเป็นอย่างอื่น (ปรโต) เพราะไม่มีอำนาจ (บังคับบัญชา) และเพราะบังคับบัญชาไม่ได้ โดยเป็นของชำรุด (ปโลกโต) เพราะแตกทำลายไปด้วยพยาธิ ชรา มรณะ โดยเป็นอัปมงคล (อีติโต) เพราะนำมาซึ่งความพินาศมากมาย โดยเป็นอันตราย (อุปทฺทวโต) เพราะนำมาซึ่งสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ที่รู้ไม่ได้เลยอย่างมากมาย และเพราะเป็นที่ตั้งของอุปัทวันตรายทั้งปวงด้วย โดยเป็นภัย (ภยโต) เพราะเป็นที่เกิดของภัยทุกประการ และเพราะเป็นปฏิปักข์ต่อความอบอุ่นใจอย่างสูง กล่าวคือ ความระงับทุกข์ โดยเป็นอุปสรรค (อุปสคฺคโต) เพราะติดตามมาด้วยสิ่งไม่เป็นประโยชน์หลายประการ เพราะประกอบด้วยโทษ และเพราะไม่นำมาซึ่งความอดกลั้น คล้ายเป็นอุปสรรค โดยเป็นความหวั่นไหว (จลโต) เพราะหวั่นไหวด้วยพยาธิ ชรามรณะกับทั้งหวั่นไหวด้วยโลกธรรมทั้งหลาย มีความมีลาภและความเสื่อมลาภ เป็นต้น โดยเป็นของผุพัง (ปภงฺคโต) เพราะมีปกติเข้าถึงความผุพังไปด้วยความ พยายาม และโดยสภาพของมันเอง โดยเป็นของไม่ยั่งยืน (อทฺธุวโต) เพราะมีปกติร่วงหล่นไปในที่ทุกแห่ง และเพราะไม่มีความมั่นคง โดยเป็นของไม่มีอะไรต้านทาน (อตาณโต) เพราะไม่เป็นที่ต่อต้านคุ้มครอง และเพราะไม่ได้ความปลอดภัยที่ควรได้ โดยเป็นของไม่มีอะไรป้องกัน (อเลณโต) เพราะไม่เป็นที่สมควรเพื่อยึดติด และ เพราะผู้ยึดติดทั้งหลายทำกิจป้องกันไม่ได้ โดยเป็นของไม่มีที่พึ่ง (อสรณโต) เพราะไม่มีการกำจัดภัยแก่ผู้อยู่อาศัย โดยเป็นสภาพว่าง (ริตฺตโต) เพราะว่างจากความยั่งยืน ความงาม ความสุข และความมีอัตตา ตามกำหนดคาดคะเนไว้ โดยความเป็นสภาพเปล่า (ตุจฺฉโต) เพราะเป็นสภาพว่างนั่นเองหรือเพราะความเป็นของเล็กน้อย เพราะว่า แม้ของเล็กน้อยในโลก เขาก็เรียกกันว่า ของว่างเปล่า โดยเป็นสุญญตา (สุญฺญโต) (ความว่าง) เพราะปราศจาก (อัตตา) ผู้เป็นเจ้าของ ผู้อยู่ประจำ ผู้สร้าง ผู้เสวย และผู้บงการ โดยเป็นอนัตตา อนตฺตโต) เพราะไม่มีผู้เป็นเจ้าของด้วยตนเองเป็นต้น โดยเป็นโทษ (อาทีนวโต) เพราะเป็นทุกข์ด้วยความเป็นไป (ในภพ คือสังสารวัฏ) และเพราะความทุกข์ (นั่นเอง) เป็นโทษ อีกประการหนึ่ง ชื่อว่าอาทีนวะ เพราะว่า ไป ถึง เป็นไปสู่ความยากจน คำว่า อาทีนะ นี้ เป็นคำเรียกคนยากจน และ แม้ว่า ขันธ์ (5) ก็เป็นสิ่งยากจนเหมือนกัน เพราะเหตุนี้ (พระโยคาวจรพึงกำหนดรู้) โดยความยากจนเพราะเป็นเช่นกับคนยากจน โดยเป็นของมีความแปรผันเป็น ธรรมดา (วิปริณามธมฺมโต) เพราะมีปกติแปรผันไป ๒ ทาง คือ ด้วยชรา และด้วย มรณะ โดยเป็นของไม่มีแก่นสาร (อสารกโต) เพราะมีความอ่อนแอ และเพราะหักง่ายเหมือนไม้ผุ โดยเป็นมูลแห่งความลำบาก (อฆมูลโต) เพราะเป็นเหตุแห่งความลำบาก โดยเป็นดังเพชฌฆาต (วธกโต) เพราะเป็นผู้ฆ่าความไว้วางใจ เหมือนศัตรูผู้มีหน้าเป็นมิตร โดยเป็นความเสื่อมไป (วิภวโต) เพราะปราศจากความเจริญ และ เพราะให้เกิดความไม่เจริญ โดยเป็นของมีอาสวะ (สาสวโต) เพราะเป็นเหตุใกล้ต่ออาสวะ โดยเป็นของถูกปัจจัยปรุงแต่ง (สงฺขตโต) เพราะเป็นสิ่งที่เหตุและปัจจัยปรุงแต่งขึ้น โดยเป็นเหยื่อของมาร (มารามิสโต) เพราะเป็นเหยื่อล่อของมัจจุมาร และกิเลสมาร โดยมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บป่วย และความตายเป็นธรรมดา (ชาติชราพฺยาธิมรณธมฺมโต) เพราะมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บป่วย และความตายเป็นปกติ โดยมีความเศร้าโศก ความรำพัน และความคับแค้นใจเป็นธรรมดา (โสกปริเทวอุปายาสธมฺมโต) เพราะเป็นเหตุแห่งความโศกเศร้า ความรำพัน และ ความคับแค้นใจ โดยเป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา (สํกิเลสิกธมฺมโต) เพราะเป็นธรรมที่เป็นอารมณ์ของสังกิเลสคือ ตัณหา ทิฏฐิ และทุจริต
แท้จริง ในการกำหนดรู้ (สัมมสนะ) โดยอาการ 40 ประการนี้ การกำหนดรู้โดย อาการ (10 ขยายต่อไปอีก) คือ โดยความไม่เที่ยง โดยความแตกทําลาย โดยเป็นความหวั่นไหว โดยเป็นของผุพัง โดยเป็นของไม่ยั่งยืน โดยเป็นของมีความแปร ผันไปเป็นธรรมดา โดยเป็นของไม่มีแก่นสาร โดยเป็นความเสื่อม โดยเป็นของถูก ปัจจัยปรุงแต่ง โดยเป็นของมีความตายเป็นธรรมดา ในขันธ์หนึ่งๆ (แต่ละขันธ์) แยกเป็น อาการละ 10 (รวมทั้ง 5 ขันธ์) เป็นอนิจจานุปัสสนา 50 ประการ การกำหนดรู้ โดยอาการ (5 ต่อไปอีก) คือ โดยเป็นอย่างอื่น โดยเป็นความว่างเปล่า โดยเป็นความเปล่า โดยเป็นสุญญตา โดยเป็นอนัตตา ในขันธ์หนึ่งๆ (แต่ละขันธ์) แยกเป็นอาการ ละ 5 (รวม 5 ขันธ์) เป็นอนัตตานุปัสสนา 25 การกำหนดรู้ที่เหลือ (อีก 25 อาการ) กล่าวคือ โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นโรค เป็นต้น ในขันธ์หนึ่งๆ(แต่ละขันธ์) แบ่งเป็นอาการละ 25 (รวม 5 ขันธ์) เป็นทุกขานุปัสสนา 125 ประการ ด้วยประการฉะนี้ (รวมทั้ง ๓ อนุปัสสนา เป็น 200 อาการ)
เมื่อพระโยคาวจรนั้นกำหนดรู้ขันธ์ 5 ประการด้วยการกำหนดรู้โดยไตรลักษณ์ มีความไม่เที่ยงเป็นต้น โดยจําแนกเป็น 200 ประการ ด้วยอาการดังกล่าวมานี้ คือ การกำหนดรู้ โดยอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ที่เรียกว่านยวิปัสสนานั้น ก็มั่นคงด้วย ประการฉะนี้ นี้เป็นวิธีเริ่มกำหนดรู้โดยดำเนินตามนัยพระบาลีในสัมมสนญาณนี้ก่อนนั่นแล
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ