อิฏฐารมณ์ หรือ อนิฏฐารมณ์
การที่จะทราบว่าธรรมใดเป็น อิฏฐารมณ์ และธรรมใดเป็น อนิฏฐารมณ์ นั้น มีหลักกว้าง ๆ ที่จะพิจารณาได้พอประมาณดังนี้ คือ
ก. ธรรมใดเป็นกุสล เกิดมาจากกุสล หรือ เนื่องด้วยกุสล ธรรมนั้น ๆ เป็น อิฏฐารมณ์
ข. ธรรมใดเป็นอกุสล เกิดมาจากอกุสล หรือ เนื่องด้วยอกุสล ธรรมนั้น ๆ เป็น อนิฏฐารมณ์
แม้กระนั้นก็ยังไม่เป็นการตายตัว เช่น สุนัขเน่า ตามสภาพก็เป็นอนิฏฐารมณ์ เพราะดูก็น่าเกลียด กลิ่นก็น่าชัง แต่ว่าเป็นที่ชอบใจ และเป็นอาหารอันโอชาของ กาและแร้ง ก็ถือว่าเป็นอิฏฐารมณ์ของกาของแร้ง และเรียกว่าเป็น ปริกัปปอิฏฐา รมณ์ (ปริกัปป แปลว่า กำหนดว่า หรือสำคัญว่า) เพราะแร้งและกากำหนดว่า หรือสำคัญว่า สุนัขเน่านั้นเป็นของดีของมัน
ในทางตรงกันข้าม ทุเรียน ใคร ๆ ก็ชอบกลิ่นและชอบกิน แต่ว่าบางคน ไม่ชอบก็มี ดังนั้นทุเรียนก็เป็นปริกัปปอนิฏฐารมณ์ของผู้นั้น เพราะผู้นั้นกำหนดว่า สำคัญว่า ทุเรียนเป็นของไม่ดีสำหรับเขาโดยเฉพาะ
ในการที่จะตัดสินว่า ธรรมใดเป็นอิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์นี้ มีทางพิจารณา ได้หลายแง่หลายมุม ท่านอรรถกถาจารย์และฎีกาจารย์ จึงได้แสดงแนวทางในการ พิจารณาในเรื่องนี้ไว้ ๕ ประการ คือ
๑. พิจารณาโดย วิบากจิต
๒. พิจารณาโดย มัชฌัตตบุคคล
๓. พิจารณาโดย ทวาร
๔. พิจารณาโดย อารมณ์
๕. พิจารณาโดย กาละ
๑. พิจารณาโดยวิบากจิต ถ้าวิบากจิตที่เกิดขึ้นรับอารมณ์นั้นเป็นกุสลวิบาก แล้ว อารมณ์นั้นต้องเป็นอิฏฐารมณ์แน่นอน และถ้าวิบากจิตที่เกิดขึ้นรับอารมณ์นั้น เป็นอกุสลวิบากแล้ว อารมณ์นั้นก็ต้องเป็น อนิฏฐารมณ์แน่นอน ในการใช้วิบากจิตเป็นเครื่องพิจารณา เป็นเครื่องตัดสินว่าอารมณ์นั้นเป็น อิฏฐารมณ์ หรืออนิฏฐารมณ์นี้ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า ปุถุชนธรรมดาสามัญจะทราบได้อย่างไรว่า วิบากจิตของใคร หรือแม้แต่ของตนเองเป็นกุสลวิบาก หรืออกุสลวิบาก ข้อนี้ท่านมุ่งหมายที่จะแสดงให้ทราบว่า ในการใช้วิบากจิตเป็นเครื่องตัดสินนี้ เป็น ธัมมาธิฏฐาน คือเป็นสภาพธรรมที่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีทางผันแปรไปเป็น อย่างอื่นได้เลยนั้น ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง ก็เพื่อแสดงให้ทราบต่อไปว่า จะใช้ชวนจิตเป็นเครื่องตัดสินหาได้ไม่ เพราะแม้ว่าอารมณ์นั้นจะเป็นอิฏฐารมณ์ เป็นอารมณ์ที่ดี ชวนจิตก็อาจเป็นโทสะ คือไม่ชอบก็ได้ ตรงกันข้าม แม้ว่าอารมณ์ นั้นจะเป็นอนิฏฐารมณ์ เป็นอารมณ์ที่ไม่ดี แต่ชวนจิตอาจเป็นโลภะ คือชอบใจ ติดใจ ก็มีได้มากเหมือนกัน
๒. พิจารณาโดยมัชฌัตตบุคคล คือ บุคคลชั้นกลาง ๆ อย่างธรรมดาสามัญ ทั่ว ๆ ไปเป็นเครื่องตัดสิน เพราะว่าโดยปกติบุคคธรรมดาสามัญโดยทั่ว ๆ ไป ย่อม เห็นวัตถุสิ่งใดเป็นไปทำนองเดียวกัน สิ่งใดดี ก็ว่าดี และชอบใจติดใจเหมือนๆกัน สิ่งใดไม่ดีก็ว่าไม่ดี ไม่ชอบใจคล้าย ๆ กัน
แต่บุคคลชั้นต่ำ หรือสัตว์เดรัจฉาน แม้ว่าจะเห็นวัตถุสิ่งใดที่ไม่ดี เช่น อาหาร ที่มีกลิ่นจวนจะบูด หรือถึงกับบูดแล้ว ก็ยังเห็นว่าเป็นของที่ดีมาก ติดใจ ชอบใจ เต็มใจกิน
ส่วนบุคคลชั้นสูง เมื่อได้เห็นวัตถุสิ่งใดที่ใคร ๆ เขาก็ว่าดีแล้ว ก็มักจะถือว่า ไม่ใช่ของดิบของดีอะไร เพราะตนเคยประสบกับวัตถุสิ่งของที่ดียิ่งกว่านั้นมามากกว่ามากนัก ดังนั้น จึงต้องอาศัย มัชฌัตตบุคคล เป็นเครื่องพิจารณาตัดสิน
๓. พิจารณาโดยทวาร เป็นเครื่องตัดสิน วัตถุสิ่งของโดยมาก เมื่อมากระทบ กับทวารทั้ง ๖ แล้ว ย่อมให้ความรู้สึกแตกต่างกัน ทวารใดรู้สึกว่าดีใจ ชอบใจ ก็เป็นอิฏฐารมณ์ของทวารนั้น ทวารใดรู้สึกว่าไม่ดี ไม่ชอบใจ ก็เป็นอนิฏฐารมณ์ของทวารนั้น เช่น พริก เมื่อว่าโดยจักขุทวารแล้ว ก็เป็นอิฏฐารมณ์ เพราะรูปก็งาม สีก็สวย แดงสด น่าดู เมื่อว่าโดยชิวหาทวารแล้ว ผู้ชอบเผ็ดก็กลับเป็นอิฏฐารมณ์ เพราะ อร่อยและชูรสหนักหนา เมื่อว่าโดยกายทวารแล้วกลับเป็นอนิฏฐารมณ์ เพราะทำให้ปวดแสบปวดร้อน ยิ่งที่ลูกตาก็ทำให้แสบตา ถึงกับน้ำตาไหลได้ เมื่อว่าโดยมโนทวาร ย่อมแล้วแต่ว่า มโนทวารนั้นเกิดต่อจากทวารใด เช่น ตัวอย่างนี้ มโนทวาร นั้น เกิดต่อจากจักขุทวารที่มีอารมณ์เป็นอิฏฐารมณ์ ก็เป็นอิฏฐารมณ์ด้วย เกิดต่อ จากกายทวารที่มีอารมณ์เป็นอนิฏฐารมณ์ ก็เป็นอนิฏฐารมณ์ด้วย
๔. พิจารณาโดยอารมณ์ เช่นบุคคลบางคน ว่าโดยรูปารมณ์และสัททารมณ์ แล้ว ก็เป็นอิฏฐารมณ์ เพราะรูปร่างงดงาม เสียงก็ไพเราะ แต่ว่าโดยธัมมารมณ์ คือ นิสสัยใจคอ ก็เป็นอนิฏฐารมณ์ เพราะเป็นนักย่องเบาตัวยงดอกไม้บางอย่าง ว่าโดย รูปารมณ์ คือ สี ก็เป็นอิฏฐารมณ์ เป็นที่น่าชม น่าพอใจ แต่เมื่อว่าโดยคันธารมณ์ แล้ว กลับเป็นอนิฏฐารมณ์ เพราะมีกลิ่นเหม็น
๕. พิจารณาโดยกาละ เช่น องคุลีมาล ในเวลาที่เที่ยวฆ่าคนจะให้ครบพัน นั้น เป็นอนิฏฐารมณ์ แต่ในเวลาที่มาอุปสมบทแล้วเป็นอิฏฐารมณ์
ปลาดุก เวลาที่ยังสดอยู่ เหม็นคาว ในกาละนั้นเป็นอนิฏฐารมณ์ แต่พอได้ย่าง สุกแล้ว หอมน่ากิน ในกาละนั้นเป็นอิฏฐารมณ์ ปลาดุกที่ย่างสุกแล้วนี้แหละ เวลาที่เราสบายดีก็หอมน่ากิน ในกาละนั้นเป็น อิฏฐารมณ์ ครั้นเวลาที่เราเป็นไข้ปวดหัวตัวร้อน ปลาดุกย่างที่ว่าหอมน่ากินนั้น กลับ เหม็นและเบื่อจนกินไม่ได้เลย ในกาละนั้นปลาดุกย่างกลับเป็นอนิฏฐารมณ์
ไฟ เวลาให้แสงสว่าง หรือให้ความร้อนในเวลาหุงต้มอาหาร ในกาละนั้นเป็น อิฏฐารมณ์ แต่ในเวลาที่เผาไหม้เนื้อเราจนพอง หรือขณะที่ไหม้บ้านเรือน ในกาละ นั้นเป็นอนิฏฐารมณ์
น้ำ เวลาที่ร้อนใช้อาบ เวลากระหายใช้ดื่ม ในกาละนี้ น้ำเป็นอิฏฐารมณ์ แต่ เวลาที่ไหลบ่ามาท่วมบ้านเรือนในกาละนั้นเป็นอนิฏฐารมณ์
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ