ทองย้อย แสงสินชัย
ปริศนาท้าวมหาพรหม
----------------------
ท่านที่มีอายุสักหน่อยคงจะเคยเห็นภาพในปฏิทินสมัยเก่าที่เขียนเป็นรูปนางสงกรานต์แห่ศีรษะท้าวมหาพรหมซึ่งมี ๔ หน้า หลายท่านอาจจะเคยได้ยินนิทานสงกรานต์มาบ้างแล้ว เรื่องย่อๆ มีว่า -
...........................................................
ท้าวมหาพรหม ชื่อกบิลพรหม (คำว่า มหาพรหม เป็นชื่อของพรหมโลกชั้นที่ ๓ ไม่ใช่ชื่อของพรหมองค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะ) มีลูกสาว ๗ นาง (อย่าถามว่าทำไมพรหมจึงมีลูกสาว เพราะนี่เป็นนิทาน) วันหนึ่งลงจากพรหมโลกมาถามปัญหากับมาณพชื่อธรรมบาล ซึ่งว่ากันว่ามีสติปัญญาความรู้มาก สามารถรู้ภาษาสัตว์ต่างๆ ได้
ปัญหานั้นมีอยู่ว่า เวลาเช้าสิริของคนอยู่ที่ไหน เวลาเที่ยงสิริอยู่ที่ไหน เวลาค่ำสิริอยู่ที่ไหน ในการนี้มีเงื่อนไขกันว่า ถ้าตอบไม่ถูก กบิลพรหมจะตัดศีรษะธรรมบาล ถ้าตอบถูก กบิลพรหมจะตัดศีรษะตัวเอง ทั้งนี้ให้เวลาคิดตอบ ๗ วัน
ปัญหานี้ หนุ่มธรรมบาลใช้เวลคิดอยู่ ๖ วัน ก็ยังไม่เห็นคำตอบ (คงจะมีสติปัญญามากจริง แต่ก็ไม่แน่ อาจจะเหมือนหนุ่มชาวพุทธสมัยนี้ที่เรียนจบหลายๆ ปริญญา แต่ก็ไม่ทราบว่าศีล ๕ มีอะไรบ้าง) แต่ในวันที่ ๗ ได้ยินเสียงนกอินทรีคุยกันจึงรู้คำตอบ คำตอบนั้นว่า เวลาเช้าสิริอยู่ที่ใบหน้า เวลาเที่ยงสิริอยู่ที่อก เวลาค่ำสิริอยู่ที่เท้า
กบิลพรหมยอมตัดศีรษะตัวเองตามเงื่อนไข แต่ศีรษะกบิลพรหมนี้เป็นของศักดิ์สิทธิ์ คือถ้าตกถึงพื้นดินจะเกิดไฟบรรลัยกัลป์ ถ้าตกถึงทะเลน้ำทะเลจะเดือด ถ้าโยนไปในอากาศฝนจะแล้ง ลูกสาวท่านท้าวกบิลพรหมจึงเอาพานรองรับไว้แล้วเชิญแห่รอบเขาพระสุเมรุปีละครั้งในช่วงเวลาสงกรานต์ซึ่งถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่
...........................................................
นิทานสงกรานต์นี้มีปริศนาที่น่าคิดอยู่ ๒ เรื่อง คือเรื่องสิริ กับเรื่องศีรษะท้าวมหาพรหม เรื่องสิรินั้นขออนุญาตผ่านไปก่อน ในที่นี้จะขอชวนคิดเฉพาะเรื่องศีรษะท้าวมหาพรหม
ศีรษะท้าวมหาพรหมนั้น ท่านว่าหมายถึงพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่นิยมเขียนรูปหน้าพรหมเป็น ๔ หน้า ก็หมายถึงพรหมวิหาร ๔ นี้แหละ
พานที่รองรับศีรษะท้าวมหาพรหมนั้นคือหัวใจมนุษย์ ถ้าพรหมวิหารหล่นหายไปจากหัวใจเมื่อไร ไฟบรรลัยกัลป์ก็ล้างโลกเมื่อนั้น
เวลานี้ฝนฟ้าไม่ค่อยจะตกต้องตามฤดูกาลก็เพราะคนขาดเมตตา ไปตัดไม้ทำลายป่าหนักมือขึ้นทุกวัน (ถ้ามีเมตตาสักนิด ก็คงคิดถึงความเดือดร้อนของลูกหลาน)
โลกมีสถานการณ์เดือดร้อนกันไปทุกทะเลหลวงก็เพราะคนขาดเมตตาต่อกันนี่แหละ (ถ้ามีเมตตาต่อกันละก็ จะเอาเรือรบที่เพียบอยู่ในมหาสมุทรทั้งหลายจนน้ำทะเลเดือดอยู่ในเวลานี้ไปยิงกับใครไม่ทราบ)
นี่ว่าเฉพาะมีเมตตาข้อเดียว ถ้ารวมเอากรุณา มุทิตา อุเบกขาไว้ด้วยจะยิ่งประเสริฐนัก
อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าอยากจะทดสอบว่าในหัวใจของท่านมีพรหมวิหารธรรมอยู่หรือไม่ ก็ขอให้ลองทำข้อสอบต่อไปนี้ดู
....................
๑ เวลาพบเห็นเพื่อนร่วมโลกอยู่ในสภาพปกติ ท่านคิดอยากจะให้เขามีความสุขความเจริญหรือเปล่า?
บางคนเห็นลูกสุนัขตัวอ้วน ขนปุย ก็นึกรัก แล้วก็คิดว่าตัวเองมีเมตตาต่อสัตว์ นั่นอาจเป็นเพียงเมตตาเทียมๆ เรารักลูกสุนัขตัวนั้นก็เพราะมันสนองความต้องการจะรักของเราได้ต่างหาก
แต่ถ้าท่านเห็นสุนัขขี้เรื้อนแสนจะน่าเกลียด ก็ยังรักมันได้ นั่นคือเมตตาแท้ๆ เมตตาแท้ๆ นั้นมุ่งถึงประโยชน์ของผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนทุกรูปแบบ
บางคนรักสุนัขที่ตนเลี้ยงไว้ในบ้าน แต่ไล่ตะเพิดหรือไล่ตีสุนัขนอกบ้าน อย่างนี้พอจะเรียกว่ามีเมตตาได้ เพียงแต่ว่าแคบไปหน่อย เมตตาที่แท้ต้องไม่จำกัดขอบเขต ไม่ใช่เมตตาแต่คนในบ้านหรือคนใกล้ชิด แต่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับคนอื่น
และถ้าท่านสามารถทำใจให้รักศัตรูของท่านได้ นั่นคือสุดยอดของเมตตา
....................
๒ เวลาเห็นเพื่อนร่วมโลกมีปัญหา ท่านคิดจะช่วยหรือมีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาให้เขาบ้างหรือเปล่า?
ท่านเป็นคนประเภท “ธุระไม่ใช่” หรือเปล่า ท่านมักคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถพอที่จะช่วยอะไรใครได้ แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ท่านจึงไม่พยายามที่จะช่วยอะไรใครเลย ยิ่งผู้ที่กำลังมีปัญหานั้นเป็นคนที่ท่านไม่ชอบหน้าอยู่ด้วย ยิ่งพลอยสมน้ำหน้าส่งไปเลย - อย่างนั้นใช่หรือไม่
เราอาจแสดงความกรุณาได้ในหลายๆ เรื่อง ซึ่งอยู่ในวิสัยที่จะทำได้ อย่าลืมว่า แม้แต่การชี้ทางไปห้องสุขาให้ใครสักคน นั่นก็คือการแสดงออกซึ่งความกรุณา
และเช่นเดียวกับเมตตา ก็คือ ถ้าจะกรุณา ก็กรุณาอย่าเลือกกรุณา
....................
๓ เวลาเห็นคนอื่นได้ดี ท่านพลอยปลื้มปีติไปกับเขาด้วยหรือเปล่า? หรือว่าท่านรู้สึกตรงกันข้าม ... เอ ทำไมหมอนี่มันเจริญก้าวหน้าเร็วนัก ... อย่างนี้หรือเปล่า
ถ้าท่านรู้สึกเป็นทุกข์เมื่อเห็นคนอื่นได้ดี หรือกลับเบิกบานใจเมื่อเห็นคนที่ท่านเกลียดถึงแก่การวิบัติ ก็แปลว่าท่านยังเป็นพรหมไม่ครบ ๔ หน้า
....................
๔ เมื่อพบสถานการณ์อันสุดวิสัยที่ท่านจะช่วยแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ท่านควบคุมจิตใจให้สงบนิ่งได้หรือเปล่า?
บางคนเข้าใจไปว่า การวางเฉยทุกสถานการณ์เป็นการบำเพ็ญอุเบกขาธรรม คนอื่นได้ดี ก็เฉย เขาตกทุกข์ได้ยาก ทั้งๆ ที่พอจะช่วยได้ ก็เฉยอีก อย่างนี้ไม่ใช่อุเบกขาแน่ๆ
ในทางตรงกันข้าม บางคนช่วยแก้ปัญหาให้ใครไม่ได้ก็ทุรนทุรายวุ่นวายอยู่ไม่เป็นสุข บางคนไม่ใช่วิสัยของตัวที่จะต้องเกี่ยวข้อง แต่ชอบ “เสนอใบหน้า” เข้าไปให้เห็น อย่างนี้ก็ไม่ใช่อุเบกขาเช่นเดียวกัน
....................
ถ้าผลการสอบปรากฏว่า ในหัวใจของท่านมีใบหน้าของพรหมครบทั้ง ๔ หน้า ก็แปลว่า ไฟบรรลัยกัลป์ยังไม่ล้างโลก น้ำทะเลยังไม่เดือด และฝนยังไม่แล้ง-อย่างน้อยที่สุดก็ในโลกส่วนตัวของท่าน
แต่ถ้าเศียรของพรหมเริ่มหล่นหายไปจากหัวใจของท่านบ้างแล้วละก็ ท่านคงจะเริ่มรู้สึกว่า ไฟบรรลัยกัลป์ชักจะใกล้ตัวเข้ามาทุกทีแล้ว เผลอๆ อาจจะกำลังไหม้โลกส่วนตัวของท่านอยู่แล้วก็ได้
อย่ามัวแสวงหาอะไรอื่นอยู่เลยครับ มาช่วยกันแสวงหาศีรษะท้าวมหาพรหมเอามาใส่พานหัวใจกันดีกว่า
-----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๖ เมษายน ๒๕๖๖
๑๐:๓๕
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ