สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
โอฆตรณสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มีความว่า:-
ข้าพเจ้า(พระอานนท์)ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ว่า ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ทรงประทับอยผู่ที่สวนเชตวัน.อันเป็นอารามของอนาถปิณฑิกเศรษฐี ใกล้เมืองสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อราตรีล่วงไปอยู่ เทวดาตนใดตนหนึ่ง ผู้มีผิวพรรณน่าพอใจยิ่งนัก ได้ยังสวนเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ ที่ประทับ ครั้นเข้าไปแล้ว ก็ถวายอภิวาท แล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรที่สุดข้างหนึ่ง
เทวดาตนนั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่สมควรที่สุดข้างหนึ่งแล้ว ก็ได้กราบทูลความข้อนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า:- "ข้าแต่ ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านข้ามโอฆะ(ห้วงน้ำ)ได้อย่างใร ?"
ตรัสตอบว่า "'ดูกร อาวุโส เราเมื่อไม่หยุดเฉย เมื่อไม่ขวนขวาย จึงข้ามโอฆะได้ " ทูลถามต่อไปว่า "ข้าแด่ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเมื่อไม่หยุดเฉย เมื่อไม่ขวนขวาย จะข้ามโอฆะได้อย่างไร ?"
ตรัสตอบว่า " ในเวลาใด เราหยุดเฉยอยู่ ในเวลานั้นเราจม ในเวลาใดเราขวนขวาย (พยายามแหวกว่าย) ในเวลานั้นเราก็จะเลย (ฝั่ง) ไป ก็โดยประการอย่างนี้นั่นเอง อาวุโส เราเมื่อไม่หยุดเฉย เมื่อไม่ขวนขวาย จึงข้ามโอฆะได้แล "
อรรถกถาอธิบายความว่า โอฆะ ก็คือ กิเลสที่เป็นดุจห้วงน้ำ มี 4 อย่าง คือ 1.กาโมฆะ(โอฆะ คีอ กาม) 2.ภโวฆะ(โอฆะ คือ ภพ)
3.ทิฏโฐฆะ(โอฆะ คือ ความเห็นผิด) 4.อวิชโชฆะ(โอฆะ คือ อวิชชา ความไม่รู้)
ในโอฆะ 4 อย่างนั้น ความพอใจใคร่กำหนัดในกามคุณ 5 ชื่อว่า " กาโมฆะ " ความพอใจใคร่กำหนัดในรูปภพ อรูปภพ และความพอใจใคร่กำหนัดในฌาน ชื่อว่า " ภโวฆะ " มิจฉาทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด 62 อย่าง ชื่อว่า " ทิฏโฐฆะ " ความไม่รู้อริยสัจจะ 4 ชื่อว่า " อวิชโชฆะ " ก็โอฆะ แม้นทั้งหมด พึงทราบว่า ชื่อว่า "โอฆะ" เพราะอรรถว่า ทำให้จม และเพราะอรรถว่า เป็นกอง จริงอยู่ กิเลสชนิดนี้ ทำสัตว์ทั้งหลายผู้ตกอยู่ในอำนาจของตนให้จมลง คือให้ไปเกิดในทุคติ ที่แตกต่างกัน มีนรกเป็นต้น
เมื่อหยุดอยู่ด้วยอำนาจกามสุขัลลิกานุโยค จึงชื่อว่า " จม " เมื่อขวนขวายอยู่ด้วยอัตตกิลมัตถานุโยค จึงชื่อว่าเลย(ฝั่ง)ไปแล.
ในนิสสย อักษรล้านช้าง ก่อนยุกคัมภีร์มูลกัจจายนะหายไปจากพี้นที่ ขยายความเพิ่มว่า เพราะกามสุขัลลิกานุโยค มีเวทนาเป็นสุข ปุถุชนผู้มีตัณหาออกหน้า จึงชื่นชอบยึดติด เป็นเหตุให้จมปลักอยู่กับกามสุขัลลิกานุโยค ส่วนปุถุชนผู้มีมิจฉาทิฏฐิออกหน้า จึงดิ้นรนขวยขวาย ด้วยการทรมานตนให้ลำบากเป็นเหตุให้เกิดการประพฤติปฏิบัติตนสุดโต่ง ตกอยู่ในกองหลุมโคลนดูดที่สำคัญว่าเป็นชายฝั่ง คือเลยฝั่งนั่นแล.
-------------
ธรรมที่ยึดประโยชน์ทั้งสองไว้ได้
พราหมณ์คนหนึ่งทูลถามพระศาสดาว่า มีธรรมอยู่สักอย่างหนึ่งหรือไม่ ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมสามารถทรงประโยชน์ทั้งสองไว้ได้ คือประโยชน์ในโลกนี้ และประโยชน์ในโลกหน้า
พระศาสดาตรัสตอบว่า มี คืิอความไม่ประมาท(สติ) เพราะความไม่ประมาทเป็นยอดธรรม เป็นที่รวมลงแห่งธรรมอื่นๆทั้งมวล
เปรียบเหมือนรอยเท้าช้างใหญ่กว่ารอยเท้าสัตว์ทั้งปวง เหมือนขั้วมะม่วง เมื่อตัดขั้วแล้ว ผลอันติดอยู่กับขั้วย่อมติดไปด้วย เปรียบเหมือนพระราชาจักรพรรดิเป็นใหญ่กว่าราชาเมืองเล็กเมืองน้อยทั้งปวง
ความไม่ประมาท(สติ)เป็นยอดธรรม บุคคลเจริญให้มากแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมทรงประโยชน์ทั้งสองไว้ได้ คือ ประโยชน์ทั้งในโลกนี้ และประโยชน์ในโลกหน้าแล(องฺ.ฉกฺก 22/407)
------------------
ปาฏิหารย์ที่พึงเกิดขึ้น ณ พระเจดีย์
1.) พระเจดีย์ มี กี่ประเภท ? คือ
1. สรีรธาตุเจดีย์(อัฏฐิธาตุเจดีย์) เป็นพระธาตุ(กระดูก)ของพระอรหันต์ มี พระพุทธเจ้าเป็นต้น
2. บริโภคเจดีย์ เป็นเครื่องใช้สอยของพระอรหันต์ มี บาตร จีวร เป็นต้น
3. อุทิสสเจดีย์ เป็น สถูป หรือ อาคารสถานที่สร้างบูชาอุทิศพระอรหันต์นั้นนั่นแหละ
2.) แต่ละประเภทเกิดจากการอธิษฐานของบุคคลใด ?
1. การอธิษฐานของพระอรหันต์ ขณะที่ดำรงชีวิตอยู่ประสงค์อนุเคราะห์เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จึงได้อธิษธานไว้ว่า " ปาฏิหารอย่างนี้ ขอจงมีที่เจดีย์นี้เถิด " เช่น บางท่านก็อธิษฐานให้พระธาตุของท่านมีสัณฐานกลม บางท่านก็อนิษฐานให้เป็นสีต่างๆ มี สีเขึยว สีแดง สีแก้วมุกดาเป็นต้น หรือไม่ก็อธิษฐานว่า " ในกาลโน้น ในสมัยโน้น ขอปฏิหารอย่างนี้ ขอเหตุการณ์อย่างนี้จงเกิดขึ้น ณ สถูปที่บรรจุอัฏฐิธาตของเราเถิด
2. การอธิษฐานของเทวดาประสงค์อนุเคราะห์มนุษยทั้งหลาย ก็อธิษฐานให้เจดีย์แสดงปาฏิหารย์ เมื่อคราวที่กุศลธรรมตกต่ำ มนุษย์จักเลื่อมใสพระสัทธรรม เป็นเหตุให้พระสัทธรรมตั้งมั่น มนุษย์ก็จะฝักใฝ่เจริญกุศลธรรม
การอธิษฐานของมนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตที่รอบรู้พระสัทธรรมดี จึงเข้าใจและเลื่อมใสข้อประพฤติที่บริสุทธิทางทวารกรรมทั้ง 3 เป็นเหตุให้เกิดความเคารพนอบน้อมบูชาพระธาตุเจดีย์(อัฏฐิธาตุ)ด้วยปทีป ดอกไม้ และของหอมเป็นต้น พร้อมกับอธิษฐานให้ตนมีข้อประพฤติที่เป็นไปทางทวารกรรม 3 หมดจด ด้วยการมีสติและสัมปชัญญะเป็นไปทางทวารกรรม 3 ปาฏิหารย์ข้อนี้จึงสำเร็จด้วยความรู้และความตั้งใจอธิษฐานที่แน่วแน่นั่นเอง
(สาระปาฏิหารที่พึงเกิดขึ้น ณ พระเจดีย์ จากคัมภีร์นิสสยะ อักษรปัลลวะ)
--------///---------
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ