สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


มีเพื่อนสหธรรมิก สงสัย สับสน จับความไม่ได้ว่า ก็ในเมื่อศีลอุโบสถ กัลยาณปุถุชนก็มีได้ พระอริยะ 8 บุคคลก็มีได้

     ถามว่า 1.ทำไม ในอุโบสถสูตร พระพุทธองค์จึงทรงกล่าวว่า เป็นคุณสัมบัติเฉพาะของพระอรหันต์เล่า ?

      2. แล้วที่ทรงกล่าวว่า ศีลบริสุทธิ์หมดจด มี 5 ประเภท องค์ธรรมจะไม่ขัดกันหรือ ?

        ตอบ 1. คำว่า " ละได้เด็ดขาด " เป็นอรรถ ปกาสนา บอกประเด็นให้จับความได้ว่า ทำไมศีลอุโบสถจึงเป็นคุณสัมบัติเฉพาะของพระอรหันต์ โดยการพิจารณาจากรส ซึ่งมี 2 ประเภท คือ กิจรส(รสที่เป็นกิจ) และสัมปัตติรส(รสที่เป็นคุณสัมบัติ) 

      เป็นธรรมดาว่า บุคคลที่ละกิเลสยังไม่หมดสิ้น ก็ย่อมยังอยู่ในสฐานภาพทำกิจ คือการละกิเลสต่อไป(กิจรส) ส่วนบุคคลที่ละกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว เท่านั้น จึงจะได้สฐานภาพเป็นเจ้าของคุณสัมบัติ(สัมปัตติรส) อุปมา เหมือนผู้เป็นโรคอยู่ ย่อมต้องสำรวมการแสลงของโรค ผู้หายขาดไม่เป็นโรคแล้ว อาการแสลงที่เกิดเพราะโรคมีอยู่ก็ย่อมหมดไปด้วย

      ตอบ 2. คำว่า " ประเภท " เป็นอรรถปกาสนา บอกประเด็นให้จับความมีสภาพขององค์ธรรมได้ โดยพิจารณาจากปทัฏฐาน ซึ่งมี 2 อาการ คือ อาการที่ยังปรากฏเป็นเหตุอยู่ นิยมเรียกกันว่า " อาการปรากฏ " และ อาการที่ปรากฏเป็นผลแล้ว นิยมเรียกกันว่า " ผลปรากฏ "

       ศีลบริสุทธิ์ 5 ประเภท จึงมีองค์ธรรม ปรากฏสภาพดังนี้

     1. ปริยันตปาริสุทธิศีล อันเป็นศีลของอนุปสัมบัน องค์ธรรม คือ อุโบสถศีล มีสภาพเป็น อาการปรากฏ

     2. อปริยันตปาริสุทธิศีล อันเป็นศีลของอุปสัมบัน องค์ธรรมคือ สิกขาบทศีล มีสภาพเป็น อาการปรากฏ

     3. ปริปุณณปาริสุทธิศีล อันเป็นศีลของกัลยาณปุถุชนที่ปฏิบัติวิปัสสนาได้ถูกต้อง องค์ธรรม คือ วิปัสสนาญาณตั้งแต่นามรูปปริเฉทญาณถึงสังขารุเปกขาญาณ มีสภาพเป็น ผลปรากฏ

     4. อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล อันเป็นศีลของพระเสขะ 7 บุคคล องค์ธรรม คือ การละสักกายทิฏฐิได้เด็ดขาดในโสดาปัตติมรรค มีสภาพเป็นผลปรากฏ

     5. ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล อันเป็นศีลของพระขีณาสพที่กิเลสสงบระงับได้สิ้นเชิงแล้ว องค์ธรรมก็คือ ศีลในอรหัตตผลญาณ มีสภาพเป็นผลปรากฏ

      รายละเอียดข้อมูลเหล่วนี้ เพื่อนสหธรรมิกหาศึกษาใด้ในคัมภีร์นิสสยอักษรโบราณ โดยส่วนตัวผู้ประมวลข้อมูลชอบอักษรล้านช้างมาก เพราะถึงแม้นคัมภีร์ โยชนา จะอธิบายศัพท์และไวยากรณ์เป็นหลัก คัมภีร์คัณฐีบทจะอธิบายศัพท์ที่เข้าใจยากเป็นหลักก็ตาม ถ้าในกรณีที่ผู้ศึกษาจะจับเอาใจความได้ยาก หรือเกิดความสับสนขึ้นได้ ท่านมักจะขมวดเป็นปมทิ้งไว้ให้ ช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเเร้าใจ ประสงค์จะทราบข้อมูลทั้งเชิงลึก(อรรถกถา,ฎีกา) ทั้งเชิงกว้าง(นิสสย) คงเป็นกุศโลบายนี้กระมัง ทำให้ภูมิภาคนี้ในอดีตเป็นศูนย์กลางเล่าเรียนมูลกัจจายนะที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ในปัจจุบันกลับเป็นที่น่าเสียดายว่าคัมภีร์อักษรล้านช้างเหลือน้อยที่สุด

----//----

สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

6 ชม.  · 

ความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างสังขารกับนิพพาน มีกล่าวแสดงไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค(ขุ.ปฏิ.31/10/16)ว่า มี 5 ประการ ดังนี้ :-

   1. อุปาโท สงฺขารา, อนุปาโท นิพฺพานํ

    สังขาร มี ขณะเกิดขึ้น(อุปปาทขณะ) ขณะตั้งอยู่(ฐิติขณะ) ขณะดับไป(ภังคขณะ)

    นิพพาน ไม่มีขณะทั้ง 3 เพราะมีกิจดับขณะทั้ง 3 ของสังขาร ดับนามรูป)

   2. ปวตฺตํ สงฺขารา, อปฺปวตฺตํ นิพฺพานํ

    สังขาร มี การดำเนินไปสู่วัฏฏะ 3 (วงรอบ 3 คือ กิเลส กรรม วิบาก)

    นิพพาน ไม่มีการดำเนินไปสู่วัฏฏะ 3 เพราะมีกิจดับว้ฏฏ 3 ดับสังขาร)

   3. นิมิตฺตํ สงขารา, อนิมิตฺตํ นิพฺพานํ

    สังขาร มี เหตุที่เป็นเครื่องหมายทุกข์

    นิพพาน ไม่มี เหตุที่เป็นเครื่องหมายทุกข์ เพราะมีกิจดับทุกข์ ดับสังขารทุกข์ คือ ทุกข์ที่มีประจำสังขาร เป็นทุกข์ที่บีบคั้น ไม่ใช่ทุกข์ ที่เป็นทุกขเวทนาที่ทนได้ยาก ไม่ใช่ทุกข์ที่เป็นสุขเวทนาที่แปรเปลี่ยนไป)

   4. อายูหนา สงฺขารา, อนายูหนา นิพฺพานํ

    สังขาร มี การดิ้นรนแสวงหากรรม

    นิพพาน ไม่มีการดิ้นรนแสวงหากรรม เพราะมีกิจดับตัณหา

   5. ปฏิสนฺธิ สงฺขารา, อปฺปฏิสนฺธิ นิพฺพานํ

    สังขาร มี การนำเกิดอีก

    นิพพาน ไม่มีการนำเกิดใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมีกิจดับการเวี่ยนว่ายตายเกิด ดับสงสารในความหมายว่าการเวี่ยนว่ายตายเกิดในภาษาบาฬี ไม่ใช่ในความหมายว่าสงสารที่เห็นอกเห็นใจในภาษาไทย)

------------


 

[full-post]

ศีลอุโบสถ กัลยาณปุถุชนก็มีได้ พระอริยะ 8 บุคคลก็มีได้

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.