(พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑)
(๕) วฏฺฏกชาตกํ
[๓๕] สนฺติ ปกฺขา อปตนา สนฺติ ปาทา อวญฺจนา,
มาตา ปิตา จ นิกฺขนฺตา ชาตเวท ปฏิกฺกมาติ ฯ
ปีกของเรามีอยู่ แต่ก็บินไม่ได้ เท้าทั้งสองของเราก็มีอยู่ แต่ก็เดินไม่ได้,
มารดาและบิดาของเราออกไปหาอาหาร ดูกรไฟ ท่านจงถอยกลับไปเสีย.
วฏฺฏกชาตกํ ปญฺจมํ ฯ วัฏฏกชาดก ที่ ๕
------------------
อรรถกถา วัฏฏกชาดก
๕ วฏฺฏกชาตกํ
สนฺติ ปกฺขาติ อิทํ สตฺถา มคเธสุ จาริกญฺจรมาโน ทาวคฺคินิพฺพาปนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
พระศาสดา เมื่อเสด็จเที่ยวจาริกไปในมคธชนบททั้งหลาย ทรงปรารภการดับไฟป่า จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สนฺติ ปกฺขา ดังนี้.
เอกสฺมิญฺหิ สมเย สตฺถา มคเธสุ จาริกํ จรมาโน อญฺญตรสฺมึ มคธคามเก ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต ภิกฺขุคณปริวุโต มคฺคํ ปฏิปชฺชิ ฯ
มีเรื่องเล่ากันมาว่า สมัยหนึ่ง พระศาสดาเสด็จสู่ที่จาริกในชนบทของแคว้นมคธ เที่ยวบิณฑบาตในมคธคามแห่งหนึ่ง หลังจากกลับจากบิณฑบาตทำภัตตกิจเสร็จแล้ว พร้อมทั้งหมู่ภิกษุแวดล้อมดำเนินสู่หนทาง ฯ
ตสฺมึ สมเย มหาทาโว อุฏฺฐหิ ฯ ปุรโต จ ปจฺฉโต จ พหู ภิกฺขู ทิสฺสนฺติ ฯ โสปิ โข อคฺคิ เอกธูโม เอกชาโล หุตฺวา อวตฺถรมาโน อาคจฺฉเตว ฯ
สมัยนั้น ไฟป่าเป็นอันมากตั้งขึ้น ภิกษุเป็นอันมากเห็นทั้งข้างหน้าและข้างหลัง. ไฟแม้นั้นแลมีควันเป็นกลุ่มเดียว มีเปลวเป็นกลุ่มเดียว กำลังลุกลามมาอยู่ทีเดียว.
ตตฺเถเก ปุถุชฺชนภิกฺขู มรณภยภีตา ปฏคฺคึ ทสฺสาม เตน ทฑฺฒฏฺฐานํ อิตโร อคฺคิ น โอตฺถริสฺสตีติ อรณิสหิตํ นีหริตฺวา อคฺคึ กโรนฺติ ฯ
บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุปุถุชนพวกหนึ่งกลัวต่อมรณภัย กล่าวว่า พวกเราจะจุดไฟตัดทางไฟ ไฟที่ไหม้มาจักไม่ไหม้ท่วมทับที่ ที่ไฟนั้นไหม้แล้ว จึงนำหินเหล็กไฟออกมาจุดไฟ.
อปเร อาหํสุ อาวุโส ตุมฺเห กินฺนาม กโรถ คคนมชฺเฌ ฐิตํ จนฺทมณฺฑลํ ปาจีนโลกธาตุโต อุคฺคจฺฉนฺตํ สหสฺสรํสีปฏิมณฺฑิตํ สุริยมณฺฑลํ เวลาตีเร ฐิตา สมุทฺทํ สิเนรุ ํ นิสฺสาย ฐิตา สิเนรุ ํ อปสฺสนฺตา วิย สเทวเก โลเก อคฺคปุคฺคลํ อตฺตนา สทฺธึ คจฺฉนฺตเมว สมฺมาสมฺพุทฺธํ อโนโลเกตฺวา ปฏคฺคึ เทมาติ วเทถ พุทฺธพลํ นาม น ชานาถ เอถ สตฺถุ สนฺติกํ คมิสฺสามาติ ฯ
ภิกษุอีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ พวกท่านกระทำกรรมชื่ออะไร พวกท่านไม่เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นบุคคลผู้เลิศในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ผู้เสด็จไปพร้อมกับตนนั่นเอง เหมือนคนไม่เห็นดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่ในท้องฟ้า ไม่เห็นดวงอาทิตย์ประดับด้วยรัศมีตั้งพัน กำลังขึ้นจากโลกธาตุ ด้านทิศตะวันออก เหมือนคนยืนอยู่ที่ริมฝั่งทะเล ไม่เห็นทะเล เหมือนคนยืนพิงเขาสิเนรุ ไม่เห็นเขาสิเนรุ ฉะนั้น พากันพูดว่า จะจุดไฟตัดทางไฟ ชื่อว่า พระกำลังของพระพุทธเจ้า พวกท่านไม่รู้ มาเถิดท่าน พวกเราจักไปยังสำนักของพระศาสดา.
เต ปุรโต จ ปจฺฉโต จ คจฺฉนฺตา สพฺเพปิ เอกโต หุตฺวา ทสพลสฺส สนฺติกํ อคมํสุ ฯ สตฺถา มหาภิกฺขุสงฺฆปริวาโร อญฺญตรสฺมึ ปเทเส อฏฺฐาสิ ฯ ทาวคฺคิ อภิภวนฺโต วิย วิรวนฺโต อาคจฺฉติ อาคนฺตฺวา ตถาคตสฺส ฐิตฏฺฐานํ ปตฺวา ตสฺส ปเทสสฺส สมนฺตา โสฬสกรีสมตฺตํ ฐานํ ปตฺโต อุทเก โอปิลาปิตติณุกฺกา วิย นิพฺพายติ วินิพฺเพธโต ทฺวตฺตึสกรีสมตฺตฏฺฐานํ อวตฺถริตุํ นาสกฺขิ ฯ
ภิกษุเหล่านั้น เมื่อไปทั้งข้างหน้าและข้างหลัง แม้ทั้งหมดได้รวมกันไปยังสำนักของพระทศพล พระศาสดามีภิกษุหมู่ใหญ่เป็นบริวาร ได้ประทับยืนอยู่ ณ ประเทศแห่งหนึ่ง ไฟป่าไหม้เสียงดังมาเหมือนจะท่วมทับ ครั้นมาถึงที่ที่พระตถาคตประทับยืน พอถึงที่ประมาณ ๑๖ กรีส รอบประเทศนั้นก็ดับไป เหมือนคบไฟที่เขาจุ่มลงในนํ้า ฉะนั้น ไม่อาจท่วมทับที่ประมาณ ๓๒ กรีส โดยการแลบเข้าไป.
ภิกฺขู สตฺถุ คุณกถํ อาหํสุ อโห พุทฺธานํ คุณา นาม อยญฺหิ นาม อเจตโน อคฺคิ พุทฺธานํ ฐิตฏฺฐานํ อวตฺถริตุ ํ น สกฺโกติ อุทเกน ติณุกฺกา วิย นิพฺพายติ อโห พุทฺธานํ อานุภาโว นามาติ ฯ
ภิกษุทั้งหลายพากันกล่าวคุณของพระศาสดาว่า น่าอัศจรรย์ ชื่อว่าพระคุณของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ชื่อว่าไฟนี้ไม่มีจิตใจ ยังไม่อาจท่วมทับที่ที่พระพุทธเจ้าประทับยืน ย่อมดับไป เหมือนคบเพลิงหญ้าดับด้วยนํ้า ฉะนั้น น่าอัศจรรย์ ชื่อว่าอานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
สตฺถา เตสํ กถํ สุตฺวา น ภิกฺขเว อิทํ เอตรหิ มยฺหํ พลํ ยํ อิมํ ภูมิปฺปเทสํ ปตฺวา เอส อคฺคิ นิพฺพายติ อิทมฺปน มยฺหํ โปราณกสจฺจพลํ อิมสฺมึ หิ ปเทเส สกลมฺปิ อิมํ กปฺปํ อคฺคิ น ชลิสฺสติ กปฺปฏฺฐิติปาฏิหาริยํ นาเมตนฺติ อาห ฯ
พระศาสดาได้ทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ไฟนี้ถึงภูมิประเทศนี้แล้วดับไป เป็นกำลังของเราในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ ก็ข้อนี้เป็นกำลังแห่งสัจจะอันมีในก่อนของเรา ด้วยว่าในประเทศที่นี้ ไฟจักไม่ลุกโพลงตลอดกัปนี้แม้ทั้งสิ้น นี้ชื่อว่าปาฏิหาริย์ตั้งอยู่ตลอดกัป.
อถายสฺมา อานนฺโท สตฺถุ นิสีทนตฺถาย จตุคฺคุณํ สงฺฆาฏึ ปญฺญเปสิ ฯ นิสีทิ สตฺถา ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา ฯ ภิกฺขุสงฺโฆปิ ตถาคตํ วนฺทิตฺวา ปริวาเรตฺวา นิสีทิ ฯ
ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ปูลาดสังฆาฏิ ๔ ชั้น เพื่อต้องการเป็นที่ประทับนั่งของพระศาสดา พระศาสดาประทับนั่งขัดสมาธิ ฝ่ายภิกษุสงฆ์ก็ถวายบังคมพระตถาคต แล้วนั่งแวดล้อมอยู่.
อถ สตฺถา "อิทํ ตาว ภนฺเต อมฺหากํ ปากฏํ อตีตํ ปฏิจฺฉนฺนํ ตํ โน ปากฏํ กโรถาติ ภิกฺขูหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
ลำดับนั้น พระศาสดาอันภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องนี้ปรากฏแล้วแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายก่อน ส่วนเรื่องอดีตยังลี้ลับ ขอพระองค์โปรดกระทำเรื่องอดีตนั้นให้ปรากฏแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย จึงทรงนำเรื่องอดีตมาดังต่อไปนี้
อตีเต มคธรฏฺเฐ ตสฺมึเยว ปเทเส โพธิสตฺโต วฏฺฏกโยนิยํ ปฏิสนฺธึ คเหตฺวา มาตุกุจฺฉิโต ชาโต อณฺฑโกสมฺปทาเลตฺวา นิกฺขนฺตกาเล มหาภณฺฑสกฏนาภิปฺปมาโณ วฏฺฏกโปตโก อโหสิ ฯ
ในอดีตกาล ในประเทศนั้นนั่นแหละในแคว้นมคธ พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดนกคุ่ม เกิดจากท้องมารดา ในเวลาทำลายกะเปาะฟองไข่ออกมา ได้เป็นลูกนกคุ่ม มีตัวประมาณเท่าดุมเกวียนบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่.
อถ นํ มาตาปิตโร กุลาวเก นิปชฺชาเปตฺวา มุขตุณฺฑเกน โคจรํ อาหริตฺวา โปเสนฺติ ฯ ตสฺส ปกฺเข ปสาเรตฺวา อากาเส คมนพลํ วา ปาเท อุกฺขิปิตฺวา ถเล คมนพลํ วา นตฺถิ ฯ ตญฺจ ปเทสํ สํวจฺฉเร สํวจฺฉเร ทาวคฺคิ คณฺหาติ ฯ
ลำดับนั้น บิดามารดาให้พระโพธิสัตว์นั้นนอนในรัง แล้วนำอาหารมาเลี้ยงดูด้วยจะงอยปาก. พระโพธิสัตว์นั้นไม่มีกำลังที่จะเหยียดปีกออกบินไปในอากาศ หรือไม่มีกำลังที่จะยกเท้าเดินไปบนที่ดอน และไฟป่าย่อมไหม้สถานที่ตรงนั้นทุกปีๆ.
โส ตสฺมึปิ สมเย มหาวิรวํ วิรวนฺโต ตํ ปเทสํ คณฺหิ ฯ สกุณสงฺฆา อตฺตโน อตฺตโน กุลาวเกหิ นิกฺขมิตฺวา มรณภยภีตา วิรวนฺตา ปลายึสุ ฯ โพธิสตฺตสฺสาปิ มาตาปิตโร มรณภยภีตา โพธิสตฺตํ ฉฑฺเฑตฺวา ปลายึสุ ฯ
สมัยแม้นั้น ไฟป่านั้นก็ไหม้ประเทศนั้นเสียงดังลั่น. หมู่นกพากันออกจากรังของตนๆ ต่างกลัวต่อมรณภัย ส่งเสียงร้องหนีไป บิดามารดา แม้ของพระโพธิสัตว์ก็กลัวต่อมรณภัย จึงทิ้งพระโพธิสัตว์หนีไป.
โพธิสตฺโต กุลาวเก นิปนฺนโกว คีวํ อุกฺขิปิตฺวา อวตฺถริตฺวา อาคจฺฉนฺตํ อคฺคึ ทิสฺวา จินฺเตสิ สเจ มยฺหํ ปกฺเข ปสาเรตฺวา อากาเส คมนพลํ ภเวยฺย อุปฺปติตฺวา อญฺญตฺถ คจฺเฉยฺยํ, สเจ ปาเท อุกฺขิปิตฺวา ถเล คมนพลํ ภเวยฺย ปาทุทฺธาเรน อญฺญตฺถ คจฺเฉยฺยํ, มาตาปิตโรปิ โข เม มรณภยภีตา มํ เอกกํ ปหาย อตฺตานํ ปริตฺตายนฺตา ปลาตา, อิทานิ เม อญฺญํ ปฏิสรณํ นตฺถิ อตฺตาโณมฺหิ อสรโณ กึ นุ โข อชฺช มยา กาตุํ วฏฺฏตีติ ฯ
พระโพธิสัตว์นอนอยู่ในรังนั่นเอง ชะเง้อคอแลเห็นไฟป่ากำลังไหม้ตลบมา จึงคิดว่า ถ้าเราจะพึงมีกำลังที่จะเหยียดปีกออกบินไปในอากาศไซร้ เราก็จะพึงโบยบินไปที่อื่น ถ้าเราจะพึงมีกำลังที่จะยกเท้าเดินไปบนบกได้ไซร้ เราก็จะย่างเท้าไปที่อื่นเสีย, ฝ่ายบิดามารดาของเราก็กลัวแต่มรณภัย ทิ้งเราไว้แต่ผู้เดียว เมื่อจะป้องกันตน จึงได้หนีไป, บัดนี้ ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี เราไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่พึ่ง วันนี้ เราจะทำอย่างไรหนอจึงจะควร.
อถสฺส เอตทโหสิ "อิมสฺมึ โลเก สีลคุโณ นาม อตฺถิ สจฺจคุโณ นาม อตฺถิ อตีเต ปารมิโย ปูเรตฺวา โพธิตเล นิสีทิตฺวา อภิสมฺพุทฺธา สีลสมาธิปญฺญาวิมุตฺติวิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปนฺนา สจฺจานุทฺทยการุญฺญขนฺติสมนฺนาคตา สพฺพสตฺเตสุ จ สมฺปวตฺตเมตฺตาภาวนา สพฺพญฺญุพุทฺธา นาม อตฺถิ เตหิ จ ปฏิวิทฺธา ธมฺมคุณา นาม อตฺถิ มยิ วาปิ เอกํ สจฺจํ อตฺถิ สํวิชฺชมาโน เอโก สภาวธมฺโม ปญฺญายติ ตสฺมา อตีตพุทฺเธ เจว เตหิ ปฏิวิทฺธคุเณ จ อาวชฺชิตฺวา มยิ วิชฺชมานํ สจฺจสภาวธมฺมํ คเหตฺวา สจฺจกิริยํ กตฺวา อคฺคึ ปฏิกฺกมาเปตฺวา อชฺช มยา อตฺตโน เจว เสสสกุณานญฺจ โสตฺถิภาวํ กาตุํ วฏฺฏตีติ ฯ
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์นั้น ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า "ชื่อว่าคุณแห่งศีล ย่อมมีอยู่ในโลกนี้ ชื่อว่าคุณแห่งสัจจะก็ย่อมมี ในอดีตกาล ชื่อว่าพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายประทับนั่งที่พื้นต้นโพธิ ได้ตรัสรู้พร้อมยิ่งแล้ว ทรงเพียบพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติและวิมุตติญาณทัสสนะ ทรงประกอบด้วยสัจจะ ความเอ็นดู ความกรุณาและขันติ ย่อมมีอยู่ และคุณของพระธรรมทั้งหลายที่พระสัพพัญญพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น ทรงรู้แจ้งแล้ว ย่อมมีอยู่, เออก็ ความสัจอย่างหนึ่ง ย่อมมีอยู่ในเราแท้ สภาวธรรมอย่างหนึ่งย่อมมีปรากฏอยู่ เพราะฉะนั้น เราจะรำลึกถึงอดีตพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และคุณทั้งหลายที่อดีตพระพุทธเจ้าเหล่านั้นรู้แจ้งแล้ว ถือเอาสภาวธรรม คือสัจจะซึ่งมีอยู่ในเรา กระทำสัจกิริยาให้ไฟถอยกลับไป กระทำความปลอดภัยแก่ตนและหมู่นกที่เหลือในวันนี้ ย่อมควร.
เตน วุตฺตํ
อตฺถิ โลเก สีลคุโณ สจฺจํ โสเจยฺย นุทฺทยา
เตน สจฺเจน กาหามิ สจฺจกิริยมนุตฺตรํ
อาวชฺชิตฺวา ธมฺมพลํ สริตฺวา ปุพฺพเก ชิเน
สจฺจพลมวสฺสาย สจฺจกิริยมกาสหนฺติ ฯ
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
คุณแห่งศีลมีอยู่ในโลก ความสัตย์ ความสะอาด และความเอ็นดู มีอยู่ในโลก
ด้วยความสัจนั้น ข้าพเจ้าจักทำสัจกิริยาอันยอดเยี่ยม
ข้าพเจ้าพิจารณากำลังแห่งธรรม ระลึกถึงพระชินเจ้าทั้งหลายในปางก่อน
อาศัยกำลังสัจจะ ขอทำสัจกิริยา.
อถ โพธิสตฺโต อตีเต ปรินิพฺพุตานํ พุทฺธานํ คุเณ อาวชฺชิตฺวา อตฺตนิ วิชฺชมานํ สจฺจสภาวํ อารพฺภ สจฺจกิริยํ กโรนฺโต อิมํ คาถมาห
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ระลึกถึงพระคุณทั้งหลายของพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ปรินิพพานไปแล้วในอดีต แล้วปรารภสภาวะคือสัจจะซึ่งมีอยู่ในตน เมื่อจะทำสัจกิริยาจึงกล่าวคาถานี้ว่า
สนฺติ ปกฺขา อปตนา สนฺติ ปาทา อวญฺจนา
มาตา ปิตา จ นิกฺขนฺตา ชาตเวท ปฏิกฺกมาติ ฯ
ปีกของเรามีอยู่ แต่ก็บินไม่ได้ เท้าทั้งสองของเรามีอยู่ แต่ก็เดินไม่ได้
มารดาและบิดาของเรา ออกไปหาอาหาร ดูก่อนไฟ ท่านจงถอยกลับไปเสีย.
ตตฺถ สนฺติ ปกฺขา อปตนาติ มยฺหํ ปกฺขา นาม อตฺถิ อุปลพฺภนฺติ น จ โข สกฺกา เอเตหิ อุปฺปติตุํ อากาเสน คนฺตุนฺติ อปตนา ฯ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺติ ปกฺขา อปตนา ความว่า ชื่อว่า ปีกทั้งสองของเรามีอยู่ คือเกิดมีอยู่แต่ไม่อาจบิน คือไปทางอากาศด้วยปีกเหล่านั้นได้ เหตุนั้นจึงชื่อว่าบินไม่ได้.
สนฺติ ปาทา อวญฺจนาติ ปาทาปิ เม อตฺถิ เตหิ ปน วญฺจิตุํ ปทวารคมเนน คนฺตุํ น สกฺกาติ อวญฺจนา ฯ
บาทคาถาว่า "สนฺติปาทา อวญฺจนา" ความว่า "แม้เท้าทั้งสองของเราก็มีอยู่แต่ไม่อาจเดิน คือไปโดยการย่างเท้าไปด้วยเท้าทั้งสองนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเดินไม่ได้".
มาตา ปิตา จ นิกฺขนฺตาติ เย จ มํ อญฺญตฺถ เนยฺยุํ เตปิ มรณภเยน มาตาปิตโร นิกฺขนฺตา ฯ
บาทคาถาว่า "มาตาปิตา จ นิกฺขนฺตา" ความว่า อนึ่ง แม้มารดาบิดาผู้จะนำเราไปที่อื่น แม้นั้นก็ออกไปแล้ว เพราะกลัวตาย ฯ
ชาตเวทาติ อคฺคึ อาลปติ ฯ
นกคุ่ม ร้องเรียกไฟว่า "ชาตเวท"
โส หิ ชาโตว เวทยฺติ ปญฺญายติ ตสฺมา ชาตเวโทติ วุจฺจติ ฯ
จริงอยู่ ไฟนั้นพอเกิดก็รู้ คือปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่าชาตเวทะ เกิดก็รู้.
ปฏิกฺกมาติ ปฏิคจฺฉ นิวตฺตาติ ชาตเวทํ อาณาเปสิ ฯ
ด้วยบทว่า ปฏิกฺกม นี้ พระโพธิสัตว์สั่งไฟว่า จงถอยไป คือจงกลับไป.
อิติ มหาสตฺโต สเจ มยฺหํ ปกฺขานํ อตฺถิภาโว เต จ ปสาเรตฺวา อากาเส อปตนภาโว ปาทานํ อตฺถิภาโว เต จ อุกฺขิปิตฺวา อวญฺจนภาโว มาตาปิตูนํ มํ กุลาวเกเยว ฉฑฺเฑตุวา ปลาตภาโว จ สพฺโพ สภาวภูโตเยว, ชาตเวท เอเตน สจฺเจน ตฺวํ อิโต ปฏิกฺกมาติ กุลาวเก นิปนฺนโกว สจฺจกิริยํ อกาสิ ฯ
ดังนั้น พระมหาสัตว์นอนอยู่ในรังนั่นแหละได้ทำสัจกิริยาว่า ถ้าความที่ปีกทั้งสองของเรามี ๑ ภาวะคือการเหยียดปีกทั้งสองบินไปทางอากาศไม่ได้ ๑ ความที่เท้าทั้งสองมี ๑ ภาวะคือการยกเท้าทั้งสองนั้นเดินไปไม่ได้ ๑ ความที่มารดาบิดาทิ้งเราไว้ในรังนั่นแหละแล้วหนีไป ๑ ทั้งหมดเป็นตัวสภาวะทั้งนั้น ดูก่อนไฟ ด้วยคำสัจนี้ ท่านจงกลับไปจากที่นี้.
ตสฺส สห สจฺจกิริยาย โสฬสกรีสมตฺเต ฐาเน ชาตเวโท ปฏิกฺกมิ ปฏิกฺกมนฺโต จ ปน ฌายมาโน วเน อญฺญํ คโต อุทเก ปน โอปิลาปิตา อุกฺกา วิย ตตฺเถว นิพฺพายิ ฯ
พร้อมกับสัจกิริยาของพระโพธิสัตว์นั้น ไฟได้ถอยกลับไปในที่ประมาณ ๑๖ กรีส ก็แหละ เมื่อจะถอยไป ก็ไหม้ไปยังที่อื่นในป่า ทั้งดับแล้วในที่นั้นเอง เหมือนคบเพลิงอันบุคคลให้จมลงในนํ้า ฉะนั้น
เตน วุตฺตํ - เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกลว่า คาถาว่า-
สห สจฺเจ กเต มยฺหํ มหาปชฺชลิโต สิขี
วชฺเชสิ โสฬส กรีสานิ อุทกํ ปตฺวา ยถา สิขี
สจฺเจน เม สโม นตฺถิ เอสา เม สจฺจปารมีติ ฯ
เมื่อเราทำสัจจะ เปลวไฟอันรุ่งเรืองใหญ่หลีกไป ๑๖ กรีส พร้อมด้วยคำสัตย์
ประหนึ่งเปลวไฟอันตกถึงนํ้าก็ดับไป ฉะนั้น สิ่งไรเสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี
นี้เป็นสัจบารมีของเรา ดังนี้.
ตํ ปเนตํ ฐานํ สกเลปิ อิมสฺมึ กปฺเป อคฺคินา อนภิภวนิยตฺตา กปฺปฏฺฐิติยนฺนาม ปาฏิหาริยํ ชาตํ ฯ
ก็สถานที่นี้นั้นเกิดเป็นปาฏิหาริย์ ชื่อว่าตั้งอยู่ชั่วกัป เพราะไฟจะไม่ไหม้ในกัปนี้แม้ทั้งสิ้น.
เอวํ โพธิสตฺโต สจฺจกิริยํ กตฺวา ชีวิตปริโยสาเน ยถากมฺมํ คโต ฯ
พระโพธิสัตว์ ครั้นทำสัจกิริยาอย่างนี้แล้ว ในเวลาสิ้นชีวิตได้ไปตามยถากรรม.
สตฺถา น ภิกฺขเว อิมสฺส ปนสฺส อคฺคิโน อนชฺโฌตฺถรณํ เอตรฺหิ มยฺหํ พลํ โปราณํ ปเนตํ วฏฺฏกโปตกกาเล มยฺหเมว สจฺจพลนฺติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่ไฟไม่ไหม้สถานที่นี้ เป็นกำลังของเราในบัดนี้ หามิได้ ก็กำลังนั่นเป็นของเก่า เป็นสัจจพลังของเราเองในครั้งเป็นลูกนกคุ่ม ดังนี้, ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย
สจฺจปริโยสาเน เกจิ โสตาปนฺนา อเหสุํ เกจิ สกทาคามิโน เกจิ อนาคามิโน เกจิ อรหตฺตํ ปตฺตาติ ฯ
ในเวลาจบสัจจะ บางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี บางพวกบรรลุพระอรหัต.
สตฺถาปิ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา "มาตาปิตโร เอตรหิ มาตาปิตโรว อเหสุํ, วฏฺฏกราชา ปน อหเมวาติ ฯ
ฝ่ายพระศาสดาก็ทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า มารดาบิดาในครั้งนั้นคงเป็นมารดาบิดา อยู่ตามเดิมในบัดนี้ ส่วนพระยานกคุ่ม ได้เป็น เราตถาคต แล.
วฏฺฏกชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
วัฏฏกชาดก ที่ ๕
นิฏฺฐิตํ
จบแล้ว
----------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ