สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ทําไมจึงไม่กำหนดโลกุตรธรรมเป็นไตรลักษณ์
ถาม ทราบว่าการกำหนดวิปัสสนานั้น ท่านให้กำหนดสังขารธรรมโดยเป็น อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ก็ทำไมจึงกำหนดแต่สังขารที่เป็นโลกียะเท่านั้น โลกุตรจิตก็เป็นสังขารธรรมเหมือนกัน ทำไมท่านจึงไม่สอนให้กำหนดด้วย
ตอบ การกำหนดสังขารธรรม คือรูปนามที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุปัจจัยนั้น ท่านให้กำหนดเฉพาะสังขารธรรมที่เป็นโลกียะเท่านั้น คือโลกียจิต ๘๑ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ ส่วนโลกุตตรจิต ๘ เจตสิก ๓๖ ซึ่งก็เป็นสังขารธรรมเหมือนกัน เพราะเกิด แต่เหตุปัจจัยเหมือนกัน ท่านมิได้ให้กำหนดทั้งที่โลกุตรธรรมที่มีสภาพเกิดดับ มีลักษณะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เหมือนกับโลกียธรรมที่กล่าวมา ที่เป็นเช่นนี้ขอให้ผู้ศึกษาย้อนกลับไปนึกถึงอริยสัจ ๔ คือทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ และมรรคสัจ ทุกขสัจนั้นเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ ซึ่งก็ได้แก่ โลกียธรรมทั้งหมด เว้นเฉพาะตัวตัณหา คือโลภะเจตสิก ซึ่งท่านจัดไว้เป็นสมุทัยสัจ คือตัวเหตุให้เกิดทุกข์ แต่เวลากำหนดรู้นั้น ตัณหาที่เป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้เช่นเดียวกับทุกขสัจเหมือนกัน เพราะในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีการสอนให้กำหนดจิต ๑๖ ประเภท ซึ่งใน ๑๖ ประเภทนั้นมีสอนให้กำหนดจิตที่มีราคะ คือจิตที่ประกอบด้วยโลภะไว้ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าไม่พูดถึงกิจโดยตรงแล้ว โลกียธรรมทั้งหมดไม่เว้นแม้แต่โลภะเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ทั้งสิ้น เพราะ โลกียธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะมีตัณหาเป็นเหตุให้เกิด เมื่อจะละตัณหาจึงต้องกำหนดทุกขสัจรวมทั้งรู้จักตัวตัณหาเองด้วย เพราะตัณหาเก่าก็เป็นเหตุให้เกิดตัณหาใหม่ได้อีก สรุปว่าที่ให้กำหนดสังขารธรรมที่เป็นโลกียะ เพราะโลกียธรรมเหล่านั้นมีตัณหาเป็นเหตุให้เกิดนั่นเอง ส่วนโลกุตรจิตนั้นเกิดขึ้นจากวิชชา คือญาณปัญญาที่เข้าไปรู้แจ้งพระนิพพาน มิได้เกิดจากอวิชชาความไม่รู้ หรือมิได้เกิดจากตัณหา เพราะฉะนั้นแม้โลกุตรถธรรมจะเป็นสังขารธรรมเหมือนโลกียธรรม แต่ก็ไม่ใช่ธรรมที่ควรกำหนดรู้ มีแต่เป็น ธรรมที่ควรเจริญให้เกิดขึ้น เพราะองค์มรรคทั้ง ๘ นั้นก็รวมอยู่ในโลกุตรธรรมด้วย คือ เกิดพร้อมกับโลกุตรธรรม คือโลกุตรจิตและเจตสิก ส่วนนิพพานนั้นเป็นวิสังขารธรรมจัดเป็นนิโรธสัจ เป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้งอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้แหละ โลกุตรธรรมทั้งที่เป็นสังขารและวิสังขารจึงไม่ใช่ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ในเวลาเจริญวิปัสสนา(เหตุผลทำไมจึงไม่กำหนดโลกุตรธรรมเป็นไตรลักษณ์จากคัมถีร์นิสสยะอักษรปัลลวะ)
----------------///-----------------
ตั้งข้อสังเกต และให้ความเห็นโดย "นิติเมธี"
ทำไมไม่เอาโลกุตตรธรรมมาเจริญวิปัสสนา
- อย่าว่าแต่การจะเอาโลกุตตรธรรม (มรรค-ผล) มาพิจารณาในเชิงของวิปัสสนาเลย ถึงแม้เป็นฌานจิตและองค์ฌานที่ประกอบในฌานจิต ผู้ที่ยังไม่เคยได้ฌาน ก็ยังไม่อาจที่จะเอาสภาพธรรมนั้นมาพิจารณาได้เลย...เพราะตนเองไม่เคยบรรลุฌาน, สภาพของฌานธรรม (ฌานจิต + องค์ฌาน + เจตสิกอื่น ๆ ที่ประกอบ) เป็นสิ่งที่ละเอียดกว่ากามธรรมมาก...
- บุคคลที่มาเจริญวิปัสสนา เริ่มต้น ก็เป็นปุถุชนมาก่อน ไม่เคยได้รู้-เห็นโลกุตตรธรรมมาก่อนเลย... ไฉน จะเอาโลกุตตรธรรมมาเป็นอารมณ์ในการพิจารณาได้เล่า
- หรือถึงแม้เป็นพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี ที่เคยได้มรรค-ผลมาแล้ว ... ก็ไม่สามารถเอามรรค-ผล มาพิจารณาได้ เพราะมีความลึกซึ้ง (คมฺภีร), เห็นได้ยาก (ทุทฺทส), รู้ตามได้ยาก (ทุรนุโพธ), สงบ (สนฺต), ปณีต (ประณีต), นิปุณ (ละเอียด) ....ฯ
- อนึ่ง มรรคจิต เกิดขณะเดียวแล้วก็ดับลง ไม่เกิดขึ้นอีก กลายเป็นอดีตอารมณ์ไป...ไม่ใช่ธรรมที่เกิดดับเฉพาะหน้าของพระโยคีบุคคล...ที่พระโยคีบุคคล จะพิจารณาโดยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้...
- ส่วนผลจิต ก็ทำนองเดียวกัน หรืออาจจะทำให้เกิดขึ้นได้ (ผลสมาบัติ) ภายหลังได้ แต่พระอริยบุคคลผู้นั้นก็จะต้องมีความชำนาญทั้งสมถวิปัสสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและมีความลึกซึ้งอย่างที่กล่าว...
- อารมณ์ ๖ ที่ตนเองได้ประสบขณะปัจจุบันนั่นแหละ จึงเหมาะสมกับการพิจารณาในเชิงของวิปัสสนา....
- ฯลฯ....
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ