พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๔)
---------------------------
ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”
..........................................................
.... ในยุคที่ ระบบเงินสดจะหมดไปจากสังคม แต่ อีเพย์ คิวอาร์โค้ด จะเข้ามาแทนที่ คนจะยกมือท่วมหัวพร้อมกับแบงค์ 20 -100 ทำบุญใส่บาตรก็จะหมดไป พระรับนิมนต์ไปสวดมนต์รับปัจจัยเงินทองก็จะยากขึ้น ชีวิตพระเณรจะอยู่ลำบากขึ้น ถ้าไม่ปรับตัว เตรียมตัวเสียตั้งแต่วันนี้ ไม่เชื่อคอยดู ไม่เกิน 10 ปี
..........................................................
“ระบบเงินสดจะหมดไปจากสังคม แต่ อีเพย์ คิวอาร์โค้ด จะเข้ามาแทนที่” - อันนี้เป็นข้อเท็จจริงตามระบบ สังคมหรือโลกกำหนดระบบอะไรขึ้นมาใช้กันอย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น ผมไม่ติดใจและไม่มีความเห็น
แต่จะขออนุญาตเล่าประสบการณ์-ซึ่งคนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้เพราะเกิดมาไม่เคยเห็น
ผมเข้ารับราชการในสมัยที่การรับเงินเดือนใช้วิธีไปยืนหน้าโต๊ะเจ้าหน้าที่การเงิน เซ็นชื่อ รับตัวธนบัตรตามจำนวนอัตราเงินเดือนมาจากมือเจ้าหน้าที่ และเพื่อความแน่นอนเจ้าหน้าที่การเงินจะบอกว่า “นับก่อนนะคะ” ผมก็จะยืนนับเงินต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ครบถ้วนถูกต้องแล้วก็ถอยออกมา
ทุกเดือนที่รับเงินเดือนจะต้องปฏิบัติแบบนี้
แต่เมื่อรับเงินเดือนเดือนสุดท้าย (“เงินเดือนเดือนสุดท้าย” - เขียนแบบนี้นะครับ ไม่ใช่ “เงินเดือนๆ สุดท้าย” อย่างที่ชอบเขียนกันผิดๆ “เงินเดือน” เป็นคนละความหมายกับ “เดือนสุดท้าย” จึงใช้ไม้ยมกไม่ได้) ผมไม่ต้องเข้าไปยืนเซ็นชื่อที่โต๊ะเจ้าหน้าที่การเงิน ไม่ต้องยืนนับเงินต่อหน้าเจ้าหน้าที่การเงิน ฯลฯ เมื่อต้องการใช้เงิน ผมก็เอาบัตรไปเสียบที่ตู้ของธนาคารซึ่งจัดตั้งไว้ในที่สาธารณะ กดปุ่มนั่นนี่โน่นตามกลไกที่ตกลงกันไว้ เงินก็ออกมาให้ผม ถ้าผมไม่ไปทำอะไร เงินก็อยู่ในบัญชี
ระบบนี้ใช้ก่อนที่ผมจะเกษียณอายุราชการหลายปี ใช้กันทั่วไปทุกหน่วยงาน ก็คือระบบที่คนรุ่นใหม่เกิดมาก็เห็นแบบนี้และใช้แบบนี้อยู่ในทุกวันนี้
การไม่เอาตัวเงินใส่มือโดยตรง แต่จ่ายเงินผ่านระบบ-แบบนี้ กระทบต่อพระสงฆ์สามเณรอย่างไรหรือไม่?
บทความบอกว่า -
..........................................................
“คนจะยกมือท่วมหัวพร้อมกับแบงค์ 20 -100 ทำบุญใส่บาตรก็จะหมดไป พระรับนิมนต์ไปสวดมนต์รับปัจจัยเงินทองก็จะยากขึ้น”
..........................................................
นี่คือภาพที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้
ใครมีศรัทธาจะถวายเงินให้พระเณร ก็ควักตัวธนบัตรที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายออกมาจากกระเป๋า ยกขึ้นจบพร้อมกับตั้งความปรารถนาตามใจชอบ แล้วก็เอาตัวธนบัตรนั้นใส่บาตรที่พระเณรยื่นมารับ ในกรณีอื่นเช่น “รับนิมนต์ไปสวดมนต์” ก็เอาตัวธนบัตรใส่ซองแล้วยื่นซองนั้นให้พระ พระก็รับไป
คนไทยทั่วโลกทุกวันนี้ถวายเงินให้พระเณรด้วยวิธีนี้กันทั้งนั้น
ขอให้รับทราบไว้ว่า แบบนั้น (“ยกมือท่วมหัวพร้อมกับแบงค์ 20 -100 ทำบุญใส่บาตร” “รับนิมนต์ไปสวดมนต์รับปัจจัยเงินทอง”) เป็นการกระทำที่ผิดวินัย
ในจำนวนศีล ๒๒๗ ข้อของพระ มีอยู่ข้อหนึ่งบัญญัติไว้ว่า -
..........................................................
โย ปน ภิกฺขุ ชาตรูปรชตํ อุคฺคเณฺหยฺย วา อุคฺคณฺหาเปยฺย วา อุปนิกฺขิตฺตํ วา สาทิเยยฺย นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ ฯ
อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทองและเงิน หรือยินดีทองและเงินอันเขาเก็บไว้ให้, ภิกษุนั้นต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์.
ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ นิสสัคคียกัณฑ์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘
พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๑๐๕ หน้า ๙๐
..........................................................
อีกข้อหนึ่งบัญญัติไว้ว่า -
..........................................................
โย ปน ภิกฺขุ นานปฺปการกํ รูปิยสํโวหารํ สมาปชฺเชยฺย นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ ฯ
อนึ่ง ภิกษุใด ถึงความแลกเปลี่ยนด้วยรูปิยะมีประการต่างๆ ภิกษุนั้นต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์.
ที่มา: วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๑๐๙
..........................................................
สรุปความตามสิกขาบทที่ยกมาให้ดูก็คือ ภิกษุรับเงินก็ตาม เอาเงินไปซื้อของก็ตาม เป็นอาบัติ คือมีความผิดตามพระวินัย
แต่พระเณรก็จำเป็นต้องมีของฉัน (ของกิน) ของใช้ที่จำเป็น ไม่ให้รับเงินไม่ให้เอาเงินไปซื้อ แล้วจะให้ทำอย่างไร?
ท่านให้ทำผ่านคนวัดที่ไม่ใช่พระเณร คนชนิดนี้ภาษาพระเรียกว่า “ไวยาวัจกร” หรือ “กัปปิยการก” ชาวบ้านรุ่นเก่าเรียก “อุปัฏฐาก”
ใครมีศรัทธาจะถวายเงินให้พระเณร ก็เอาเงินไปมอบไว้แก่ไวยาวัจกร/กัปปิยการก/อุปัฏฐาก แล้วแจ้งให้พระเณรทราบ
ฝ่ายพระเณรต้องการจะซื้ออะไรอันสมควรแก่สมณบริโภค ก็ให้ไวยาวัจกร/กัปปิยการก/อุปัฏฐาก ไปจัดการซื้อให้โดยใช้เงินจากยอดที่มีผู้ถวายพระเณรรูปนั้นๆ
โดยวิธีนี้ พระเณรก็สามารถมีของฉันของใช้ที่จำเป็นและสมควรแก่สมณบริโภคได้ทุกอย่าง โดยไม่ต้องรับเงินจับเงินหรือกำเงินไปซื้อของเองให้ผิดพระวินัย
แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่พระเณรทุกวันนี้ไม่ใช้ ไม่ทำ ไม่เอาด้วย อ้างว่ายุ่งยาก มากเรื่อง เกะกะ รุ่มร่าม รุงรัง รับเงินเอง กำเงินไปซื้อเองสะดวกกว่า
ฝ่ายชาวบ้านก็เห็นดีเห็นงามด้วย ใครมีศรัทธาจะถวายเงินให้พระเณร ก็เอาเงินมือใส่บาตรให้พระเณรไปตรงๆ อ้างว่าสะดวกดี
เป็นอันว่า ศีล ๒ ข้อของพระ (เณรก็มีสิกขาบทห้ามรับเงินด้วย) ทั้งชาววัดทั้งชาวบ้านไม่มีใครคิดจะรักษาปฏิบัติตาม
มีคำอธิบายที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แม้จะผิดพระวินัยก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ควรเห็นเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ควรยกขึ้นมาพูด
ใครยกขึ้นมาพูด-อย่างที่ผมกำลังพูดอยู่นี้-ก็จะถูกตำหนิ ถูกรุมประณามว่าไอ้หมอนี่ดีแต่ด่าพระ ได้ดีไปจากวัดแล้วแว้งกัดพระ ไอ้คนเนรคุณ ไอ้คนอกตัญญู ฯลฯ ฯลฯ
......................
สิ่งที่เราทำผิดพลาดกันมานานก็คือ ไม่ใส่ใจศึกษาว่า พระเณรห้ามทำอะไรบ้าง และต้องทำอะไรบ้าง
เมื่อไม่ศึกษาก็ไม่รู้
เมื่อไม่รู้ก็ทำผิด
คือ ทำสิ่งที่ห้ามทำ ละเลยสิ่งที่ต้องทำ
เมื่อทำผิดกันทั่วไป ก็หาเหตุผลมาอ้างว่า ถึงผิดก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ เวลานี้ก็คือ พระเณรไม่มีอุตสาหะที่จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัย แต่มีอุตสาหะที่จะหาคำอธิบายมาบอกว่า จำเป็นต้องทำผิดเพราะเหตุผลเช่นนี้ๆ และการทำผิดนั้นไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะเหตุผลเช่นนี้ๆ
......................
เจตนาของผมที่ยกเรื่องนี้มาพูดบ่อยๆ ก็คือ ขอให้ชาววัดและชาวบ้านมีอุตสาหะในการศึกษาเรียนรู้หลักพระธรรมวินัยเป็นเบื้องต้น
อะไรบ้างที่ท่านบอกว่าห้ามทำ และอะไรบ้างที่ท่านบอกว่าต้องทำ - ขอให้ศึกษาเรียนรู้กันหน่อย
เมื่อรู้แล้ว ต่อจากนั้นใครจะทำตามหรือใครจะไม่ทำตาม ย่อมเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะตัดสินใจเอาเอง ผมไม่เคยคิดจะเข้าไปยุ่งด้วย ไม่เคยคิดไปกะเกณฑ์ว่าจะต้องอย่างนั้นจะต้องอย่างนี้
ขอร้องแต่เพียงว่า-ศึกษาเรียนรู้กันหน่อยได้ไหม
คนที่เอาสตางค์ใส่บาตรเวลาพระออกบิณฑบาต ร้อยทั้งร้อยคือคนที่ไม่รู้ว่าทำอย่างนั้นผิด - นี่คือโทษของการไม่ศึกษาเรียนรู้
บางคนอาจจะพอนึกสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็อ้างว่า ใครๆ ที่ไหนๆ เขาก็ทำกันอย่างนี้ - นี่คือโทษของการไม่ศึกษาเรียนรู้ไปให้ถึงวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง
บทความที่ยกมาข้างต้นวาดภาพว่า พระเณรจะอยู่สบายต้องมีเงิน และวิธีที่พระเณรจะมีเงินก็คือต้องมีคนเอาเงินใส่บาตรหรือใส่มือให้โดยตรง ดังนั้น เมื่อเกิดระบบจ่ายเงินโดยไม่ต้องผ่านมือโดยตรง ก็จึงวาดภาพไปว่า “ชีวิตพระเณรจะอยู่ลำบากขึ้น”
ทั้งๆ ที่วิธีที่พระเณรจะรับเงินใช้เงินโดยไม่ผิดวินัยนั้น ท่านเปิดประตูไว้ให้แล้ว และเปิดไว้พร้อมๆ กับที่ห้ามรับเงินจ่ายเงินเองนั่นเอง
แต่เพราะ (๑) ไม่ศึกษาเรียนรู้ (๒) ไม่มีอุตสาหะที่จะปฏิบัติตาม และ (๓) ไม่เห็นว่าเป็นโทษ การทำผิดจึงเกิดขึ้นทั่วไปจนเป็นเรื่องปกติดังที่เห็นกันอยู่
ผมกลับมองเห็นว่า ระบบจ่ายเงินโดยไม่ผ่านมือที่ใช้กันทุกวันนี้จะเป็นช่องทางช่วยให้พระเณรปฏิบัติตามสิกขาบท ๒ ข้อนั้นได้สะดวกขึ้นด้วยซ้ำไป แต่ต้องกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมให้รัดกุม ดังที่เคยนำเสนอในเรื่อง “ปวารณาบัตร”
..........................................................
บทความชุด : ถ้าจะรักษาพระศาสนา จงรักษาวิถีชีวิตสงฆ์
ปวารณา: พยานปากเอก- (๘)
https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/pfbid0S55BpeLNERio3oJmf3bjy7v3jbKVHToeF1MkLtmK9kRNgQ2xqVrsb5D2JJ4JpgQLl
..........................................................
เมื่อไม่ปฏิบัติตามสิกขาบท ๒ ข้อนี้ได้ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ต่อไปก็จะค่อยๆ ลามไปถึงสิกขาบทอื่นๆ อีกจนหมดสิ้นทั้ง ๒๒๗ สิกขาบท
ตอนนี้ยังเป็นแค่-ไม่มีอุตสาหะที่จะปฏิบัติตามไปเงียบๆ ก่อน แต่ต่อไปจะมีพระเณรที่-พอบวชแล้วก็ประกาศทันทีว่า “อาตมาเป็นปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ อาตมาจะไม่ปฏิบัติตามสิกขาบทข้อนั้นนะข้อนี้นะ ให้รู้ไว้เสียด้วย”
ตอนนี้ยังไม่มีหรอก-พระเณรแบบนี้ แต่ถ้ายังไม่มีอุตสาหะในการศึกษาเรียนรู้พระธรรมวินัยกันไปเรื่อยๆ แบบนี้ ต่อไปมีแน่
ยืมคำในบทความมาใช้เสียเลยก็ยังได้ - “ไม่เชื่อคอยดู ไม่เกิน 10 ปี”
-------------------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖
๑๖:๓๘
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ