วิธีรักษาพระศาสนา (๗)
.........................................................
คำเตือน: เรื่องนี้น่าจะยาวหลายตอน และอาจจะจับแพะชนแกะไปตลอดเรื่อง คือเขียนไปๆ มีประเด็นพาดพิงไปถึงเรื่องอะไร ก็ยกเรื่องนั้นมาแทรก ญาติมิตรที่อ่านจึงต้องทำใจ นึกเสียว่า-อ่านตามใจคนเขียนก็แล้วกัน ไม่ได้เขียนตามใจคนอ่าน
แต่เป้าหมายปลายทางคงอยู่ที่-การชวนกันให้ช่วยกันรักษาพระศาสนา
.........................................................
จับแพะชนแกะมาหลายตอน แต่ก็คงไม่นอกประเด็นนะครับ --
ไวยาวัจกรเกี่ยวอยู่กับปวารณา
ปวารณาเกี่ยวอยู่กับปัจจัยสี่
ปัจจัยสี่เกี่ยวอยู่กับนิสัยสี่ (ซึ่งควบอยู่กับ “อกรณียกิจสี่”)
นิสัยสี่เกี่ยวอยู่กับการครองชีพที่ขัดเกลาของพระ
การครองชีพที่ขัดเกลาของพระเกี่ยวอยู่กับการออกบิณฑบาต
การที่พระทุกวันนี้ไม่ออกบิณฑบาตเกี่ยวอยู่กับ “อติเรกลาโภ”
“อติเรกลาโภ” เกี่ยวอยู่กับนิสัยสี่
และทั้งหมดนี้เกี่ยวอยู่กับการช่วยกันรักษาพระศาสนา
เพราะฉะนั้น ถ้าจะพูดถึง “ไวยาวัจกร” อีกสักตอนหนึ่ง ก็ย่อมจะไม่ใช่เรื่องนอกประเด็น
.....................
จะเป็นเพราะอะไรก็ไม่ทราบ ถ้าเรียกตามสำนวนทองย้อยก็คงจะต้องว่า-เพราะความ “รักง่าย” หรือพูดไม่อ้อมค้อมก็คือ-เพราะความมักง่าย ทั้งชาววัดชาวบ้านพากันเห็นว่า การรับจ่ายเงินผ่านไวยาวัจกรเป็นเรื่องยุ่งยาก มากเรื่อง เร่อร่า รุ่มร่าม รุงรัง ขัดข้อง ขลุกขลัก เลอะเทอะ เฟอะฟะ ล้าสมัย ไร้สาระ ฯลฯ
แค่ถามว่า-จะหาไวยาวัจกรมาหิ้วย่ามตามไปรับจ่ายเงินแทนพระเณรทุกรูปทุกหนทุกแห่งได้อย่างไรกัน-แค่นี้ก็หน้ามืดแล้ว
ยังไม่ “เก็ต” กับแนวคิด “ปวารณาบัตร” ที่เสนอมาก็ไม่ว่าอะไร เก็บใส่ลิ้นชักไว้ก่อนก็ได้
แต่ถ้าผมจะเสนอว่า-ให้เราช่วยกันหา หรือช่วยกัน “สร้าง” ไวยาวัจกรตัวเป็นๆ ญาติมิตรทั้งปวงจะเห็นเป็นประการใด
ไวยาวัจกรช่วยให้พระรักษาพระวินัยได้สะดวก
เราขาดแคลนไวยาวัจกรที่จะหิ้วย่ามตามไปรับจ่ายเงินแทนพระเณรได้ทุกรูปทุกหนทุกแห่ง
เราขาดแคลนไวยาวัจกรที่จะช่วยทำงานแทนพระ-งานที่พระทำเองไม่สะดวกเพราะผิดวินัยหรือเพราะไม่เหมาะแก่สมณสารูป
แล้วทำไมเราไม่ช่วยกันสร้างไวยาวัจกรขึ้นมา?
พระมีสามแสน
คนไทยมีเจ็ดสิบล้าน
หาคนสามแสนมาเป็นไวยาวัจกรไม่ได้
มิหนำซ้ำ ไวยาวัจกรที่มีตามกฎหมายก็ยืนยันขันแข็งว่า ข้าพเจ้าไม่มีหน้าที่ทำงานรับใช้พระเป็นส่วนตัว
.........................................................
ไวยาวัจกรตามพระธรรมวินัยยืนยันว่า ข้าพเจ้ามีหน้าที่รับใช้พระทุกเรื่อง
ไวยาวัจกรตามกฎหมายยืนยันว่า ข้าพเจ้าไม่มีหน้าที่รับใช้พระสักเรื่อง
.........................................................
ตลกดีไหม?
ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นเรื่องที่เราไม่ได้ศึกษา แนะนำ สั่งสอน บอกกล่าวกันให้เข้าใจ
แนวคิดของผมก็อยู่ที่คำถามที่ว่า-ทำไมเราไม่ช่วยกันสร้างไวยาวัจกรที่ทำหน้าที่รับใช้พระทุกเรื่องขึ้นมา?
บอกก่อนเลยนะครับว่า นี่ไม่ใช่ระบบเอาคนมาเป็นทาส
เพราะฉะนั้น ใครที่กำลังจะ “แหกปาก” เรื่องสิทธิมนุษยชน ขอความกรุณาไปแหกที่เวทีอื่น
นี่เป็นเรื่องของคนมีศรัทธาจะรับใช้วัดรับใช้พระ ไม่ใช่การบังคับเอาคนมาเป็นทาส
ใครไม่มีศรัทธา หรือมีศรัทธาแต่ไม่พร้อม หรือพร้อมแต่ไม่อยากเป็นทาสรับใช้ใคร มีไรไหม ไม่มีเลย ไม่ว่าอะไรเลย และไม่ต้องกลัวว่าจะตกนรกด้วย เชิญทำมาหากินหรือเที่ยวสนุกสนานไปตามปกติ
ผมกำลังพูดถึงคนที่มีศรัทธาและพร้อมที่จะรับใช้พระศาสนา-ซึ่งในโลกนี้ต้องมีอยู่แน่ๆ
อันดับแรก กลุ่มคนข้างวัด-รอบวัด ซึ่งหมายถึงคนที่ศรัทธาวัดนั้นหรือ “ขึ้น” วัดนั้น-ตามทฤษฎี-คนไทยไปอยู่ที่ไหนก็สร้างวัดที่นั่น เอาไว้เป็นที่ทำบุญ
แม้สภาพสังคมปัจจุบัน-โดยเฉพาะสังคมเมือง จะไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป แต่ที่เป็นเช่นนั้นก็ยังมี จึงยังสามารถอ้างอิงเป็นหลักการได้อยู่
กลุ่มคนข้างวัด-รอบวัดตามที่ว่านั้น หาผู้นำเข้า วัดหรือพระนั่นเองเป็นผู้นำชักชวนญาติโยมก็ได้ รวมตัวกันให้ได้ ๑๕-๓๐ คน เป็นกลุ่มไวยาวัจกรอาสาสมัคร ตั้งเวรกันทำหน้าที่ไวยาวัจกร ถ้ามีสมาชิกเกิน ๓๐ คน คนหนึ่งก็ทำหน้าที่ไวยาวัจกรแค่เดือนละวันเดียว สบายๆ ถ้ามีสมาชิกน้อย คนหนึ่งอาจจะทำหน้าที่ไวยาวัจกรเดือนละหลายวันหน่อย แต่เชื่อว่าไม่มีใครรังเกียจ
วิธีนี้เป็นการแสดงถึงบารมีของวัดหรือบารมีของพระไปในตัว พระเป็นเกจิในเรื่องอื่นๆ มามากแล้ว ลองหันมาเป็นเกจิในเรื่องสร้างไวยาวัจกรดูบ้างเป็นไร
เหตุผลที่คนพุทธควรทำหน้าที่ไวยาวัจกรก็คือ การทำหน้าที่ไวยาวัจกรตามพระธรรมวินัยเป็นการทำบุญชนิดหนึ่ง
ผมว่าสังคมไทยลืม หรือมองข้าม หรืออันที่จริงคือหลงทางเรื่องวิธีทำบุญกันมานานแล้ว
การทำบุญในพระพุทธศาสนามีถึง ๑๐ วิธี
พูดแค่นี้คนส่วนมากก็งงแล้ว ทำบุญอะไรกันถึง ๑๐ วิธี ไม่เคยได้ยิน
เพราะฉะนั้น แวะข้างทาง หาความรู้เรื่องวิธีทำบุญกันหน่อย
.....................
บุญกิริยาวัตถุ - วิธีทำบุญ ตามแนวพระพุทธศาสนามี ๒ ชุด -
ชุดเล็กมี ๓ วิธี คือ ทาน ศีล ภาวนา เป็นวิธีที่รู้จักกันทั่วไป
ชุดใหญ่มี ๑๐ วิธี คือขยายต่อจากชุดเล็กไปอีก ๗ วิธี รวมเป็น ๑๐ วิธี
บุญกิริยาวัตถุ - วิธีทำบุญ ทั้ง ๑๐ วิธี มีดังนี้ -
.........................................................
(๑) ทาน ให้ปันสิ่งของของตนแก่ผู้อื่น (เรียกเพื่อจำง่ายว่า ทำบุญให้ทาน)
(๒) ศีล ควบคุมการกระทำและคำพูดให้เรียบร้อย (ทำบุญถือศีล)
(๓) ภาวนา อบรมบ่มจิตใจให้สงบและรู้แจ้งเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง (ทำบุญภาวนา)
(๔) อปจายนะ อ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะ รู้จักเคารพกราบไหว้ (ทำบุญไหว้พระ)
(๕) เวยยาวัจจะ ช่วยขวนขวายรับเป็นภารธุระในกิจการที่ถูกที่ควร (ทำบุญช่วยงาน)
(๖) ปัตติทาน แบ่งส่วนบุญ หรืออุทิศส่วนบุญ คือเฉลี่ยส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น (ทำบุญแบ่งบุญ)
(๗) ปัตตานุโมทนา อนุโมทนาส่วนบุญ คือยินดีในความดีของผู้อื่น (ทำบุญโมทนา)
(๘) ธัมมัสสวนะ ฟังธรรมคำสั่งสอน ศึกษาหาความรู้ในทางความดี (ทำบุญฟังเทศน์)
(๙) ธัมมเทสนา แสดงธรรม สั่งสอนธรรม ให้วิชาความรู้ (ทำบุญให้ธรรม)
(๑๐) ทิฏฐุชุกรรม ทำความคิดความเห็นให้ถูกให้ตรง ไม่เห็นผิดเป็นชอบ (ทำบุญเห็นถูก)
.........................................................
วิธีทำบุญที่ขอให้สนใจเป็นพิเศษคือ ข้อ (๕) เวยยาวัจจะ
ศัพท์วิชาการเมื่อกล่าวถึงบุญข้อนี้ท่านใช้คำว่า “ไวยาวัจมัย”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกความหมายว่า “ที่สําเร็จด้วยการขวนขวายช่วยเหลือ (ใช้แก่บุญ)”
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต บอกความหมายว่า “บุญสำเร็จด้วยการช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบ, ทำดีด้วยการช่วยเหลือรับใช้ผู้อื่น”
“ไวยาวัจมัย” กับ “ไวยาวัจกร” มีที่มาเดียวกัน
“ไวยาวัจมัย” เป็นตัวบุญ
“ไวยาวัจกร” เป็นตัวบุคคลผู้ทำบุญ
โปรดสังเกตว่า ในการทำบุญทั้ง ๑๐ วิธีนั้น มีเพียงวิธีที่ ๑ คือ “ทาน-ทำบุญให้ทาน” เท่านั้นที่ต้องใช้ทรัพย์ หรือต้องควักกระเป๋า อีก ๙ วิธี แม้ไม่มีทรัพย์ก็สามารถทำได้
ที่ผมว่าสังคมไทยหลงทางเรื่องวิธีทำบุญกันมานานแล้ว ก็คือ เวลาพูดว่า “ทำบุญ” เราจะมองเห็นภาพอยู่ภาพเดียว คือ-ควักกระเป๋าเอาเงินออกมาบริจาค
นั่นคือวิธีทำบุญวิธีเดียวที่คนไทยรู้จัก
ส่วนอีก ๙ วิธี แทบจะไม่มีใครนึกถึง
----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๗ พฤษภาคม ๒๕๖๖
๑๒:๑๘
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ