พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๕)

---------------------------

ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”

..........................................................

..... ในยุคนี้ คนไทยไม่ได้นับถือพระเหมือนเมื่อก่อน แม้จะเป็นคนพุทธก็ตาม ชาวพุทธบางคนด่าพระ นักวิชาการนักศึกษา ข้าราชการ นักธุรกิจ รุ่นใหม่บางส่วน มองพระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ 

..........................................................

... #ในยุคปัจจุบัน สังคมพุทธปัญญาชน จะเรียกร้อง และจับผิดพระสงฆ์มากขึ้น 

... หลายๆฝ่ายจะทำตัวเป็นผู้รู้พระพุทธธรรมมากกว่าพระ และจะดูหมิ่นดูถูกพระ จะสอนพระ ชี้นิ้วตัดสินถูกผิดพระ โดยที่ตัวเองรักษาศีลได้ไม่เท่าพระ พวกนี้เรียกว่า กลุ่มพุทธกระแสรอง...หรือกระแสนอก พวกนี้อันตรายมากกว่าคนต่างศาสนาเสียอีก 

..........................................................

ข้อความ ๒ ท่อนนี้อยู่คนละตอนกัน แต่เห็นว่าเนื้อหาคล้ายกัน ก็เลยขอเอามาพูดรวมกัน

“ในยุคนี้ คนไทยไม่ได้นับถือพระเหมือนเมื่อก่อน แม้จะเป็นคนพุทธก็ตาม” ความข้อนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง

ยกตัวอย่างเรื่องเดียวที่ผมเคยพูดมาแล้ว คือ คนไทยสมัยก่อน-ตีเสียว่าสมัยเมื่อผมยังหนุ่มๆ-พบเห็นพระที่ไหนจะแสดงกิริยาคารวะอย่างประจักษ์ใจ 

อย่างสูงสุดคือนั่งลง ประนมมือไหว้ รอจนพระผ่านไปแล้วจึงลุกขึ้นไปต่อ ข้อนี้ยืนยันได้ เพราะผมเองเมื่อเป็นเด็กก็ถูกสอนให้ทำเช่นนั้น 

อย่างหยาบขึ้นมาหน่อยก็คือหยุดยืน หลีกทางให้พระ ประนมมือ รอจนพระผ่านไปแล้วจึงไปต่อ

ในสถานที่และเหตุการณ์อื่นๆ กิริยาอาการที่แสดงออกอาจแตกต่างกันออกไป แต่เห็นได้ชัดแจ้งว่าเต็มไปด้วยความเคารพ

สมัยนี้ ภาพเหล่านี้ไม่มีอีกแล้ว ในชนบทที่ห่างไกลอาจจะยังพอมีบ้าง แต่ในชุมชนเมืองหาได้ยากอย่างยิ่ง

ไม่ต้องหวังถึงขั้นยกมือไหว้ แม้แต่จะหลีกทางให้พระก็ไม่มีแล้ว

แก้ตัวแทนกันในแง่ดี-กิริยาอาการอาจจำต้องเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม เช่น สถานที่และเหตุการณ์ แต่น้ำใจยังคงมีความเคารพอยู่เหมือนเดิม-ใครจะว่าอย่างนี้ก็ว่าไปเถิด แต่คำที่ว่า “ในยุคนี้ คนไทยไม่ได้นับถือพระเหมือนเมื่อก่อน” เป็นคำกล่าวที่ถูกต้องแน่ๆ

แต่ถึงกระนั้นก็ควรจะต้องมียกเว้น กล่าวคือ คนที่แสดงกิริยาวาจาเคารพพระก็ยังมีอยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าจะเป็นเช่นที่ว่าโน้นไปหมดทุกคน

....................

“ชาวพุทธบางคนด่าพระ” - ความท่อนนี้ต้องแยกประเด็นให้ถูก 

เช่น พระไปทำอะไรให้ เขาจึงด่า อยู่ๆ จะลุกขึ้นมาด่าโดยไม่มีเหตุคงมีแต่คนเมากับคนบ้าเท่านั้น

ถ้าพระทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง เขาจึงด่า จะไปว่าคนด่าก็คงไม่ถูก จะว่าได้ก็ต้องดูขั้นตอนอีก เช่น พระทำไม่ถูก ก็ลุกขึ้นมาด่าทันที แบบนี้ก็ใจเร็วด่วนได้ไปหน่อย ไม่เหมาะ ควรพูดควรบอกหรือควรเตือนท่านดีๆ ก่อน แต่ถ้าเขาบอกดีๆ พูดดีๆ แล้วก็ยังขืนทำไม่ถูกอยู่นั่นแล้ว แบบนี้ก็ต้องว่ากันไปตามเนื้อผ้า

แต่ถ้าพระไม่ได้ทำผิด หรือสิ่งที่ทำนั้นไม่ใช่เรื่องผิด แบบนี้ก็ต้องถามคนด่า ว่าด่าทำไม

เมื่อไม่นานเกินลืมมานี้ วัดแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพฯ ตีระฆัง แล้วมีชาวบ้านลุกขึ้นมาด่า ตีทำไม หนวกหู ชาวบ้านจะหลับจะนอน - เป็นกรณีศึกษาที่ควรสนใจ และมีประเด็นที่น่าจะต้องพูดกันยาวในหัวข้อ-“ชาวพุทธบางคนด่าพระ”

วัดตีระฆังทำไม

ชาวบ้านด่าทำไม

วัดตีระฆังทำไม-ต้องถอยไปตั้งหลักศึกษาเรียนรู้ค่านิยมการสร้างวัดในสังคมไทยและแบบแผนการปฏิบัติกิจวัตรของพระ

เมื่อสร้างวัด สิ่งที่ต้องมีคือ หอฉัน หอสวดมนต์ หอกลอง หอระฆัง หอไตร 

๑ หอฉัน คือสถานที่ซึ่งพระในวัดมาฉันรวมกัน

๒ หอสวดมนต์ คือสถานที่สวดมนต์ไหว้พระประจำวันของพระในวัด ตามมาตรฐานคือเช้าเวลาหนึ่ง เย็นหรือค่ำอีกเวลาหนึ่ง ถ้าเป็นช่วงเวลาภายในพรรษาก็เพิ่มตอนตีสีอีกเวลาหนึ่ง

๓ หอกลอง คือสถานที่แขวนกลองสำหรับตีเป็นสัญญาณบอกเหตุบางอย่าง ถ้าไม่มีเหตุพิเศษอย่างอื่นก็ตีบอกเวลาฉันเพลของพระเณรในวัด คือที่เรียกรู้กันว่า “กลองเพล”

๔ หอระฆัง คือสถานที่แขวนระฆังสำหรับตีเป็นสัญญาณบอกเหตุบางอย่าง ถ้าไม่มีเหตุพิเศษอย่างอื่นก็ตีบอกเวลาสวดมนต์ประจำวัน เวลามาตรฐานที่ตีระฆังคือ เช้าแปดโมง เย็นห้าโมง (บางวัดเป็นตอนค่ำทุ่มหนึ่ง) และในพรรษาตอนตีสี่

๕ หอไตร คือสถานที่เก็บพระไตรปิฎกรวมทั้งคัมภีร์ต่างๆ โดยสาระสำคัญก็หมายถึงสถานที่เก็บตำราเรียนสำหรับพระเณรศึกษาพระธรรมวินัย

วัดที่สมบูรณ์ตามมาตรฐานจะต้องมีครบทั้ง ๕ หอ

โปรดสังเกตว่า ไม่ได้กล่าวถึงกุฏิ เจดีย์ วิหาร โบสถ์ ศาลา เมรุ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ท่านละไว้ฐานเข้าใจ 

สิ่งเหล่านี้มีหรือไม่มีขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละวัด

แต่ ๕ หอนั้นแต่ละวัดจำเป็นต้องมี

เมื่อ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาและถอยหลังขึ้นไป ทุกวัดตีกลองตีระฆังตามเวลา จนพูดได้ว่าเป็นกิจวัตร คนไทยได้ยินเสียงกลองเสียงระฆังมาตั้งแต่เกิด

คนแก่คนเฒ่าได้ยินเสียงระฆังบอกเวลาพระทำวัตรเช้าทำวัตรเย็นก็ยกมือท่วมหัว พระท่านทำกิจของสงฆ์ อนุโมทนาสาธุ

ชาวบ้านใกล้วัดได้ยินเสียงกลองเพลก็บอกเตือนกันว่า เข้าไปดูในวัดหน่อยซิเพลนี้พระมีอะไรฉันหรือเปล่า (คนรุ่นใหม่ไม่เคยเห็นบรรยากาศแบบนี้ แต่คนรุ่นผมเคยเห็นกันมาทุกคน)

ในพรรษา ทุกวัดตีระฆังตอนตีสี่ ไม่มีชาวบ้านที่ไหนลุกขึ้นมาด่าว่าหนวกหู เพราะได้ยินมาตั้งแต่เกิด และรู้มาตั้งแต่จำความได้ว่าพระเณรท่านลุกขึ้นมาทำวัตรสวดมนต์เช้ามืดในช่วงเวลาเข้าพรรษาเป็นการปฏิบัติบูชาให้เข้มข้นเป็นพิเศษตลอดเวลา ๓ เดือน

เชื่อหรือไม่ เจ้าอาวาสหลายวัดบอกว่าตั้งแต่บวชมาวัดอาตมาไม่เคยทำวัตรตีสี่ในพรรษา โยมทองย้อยไปเอาเรื่องทำวัตรตีสี่ในพรรษามาจากไหน

วัดมหาธาตุราชบุรีสำนักของผม วัดหนองกระทุ่ม ปากท่อ สำนักที่ผมเป็นเด็กวัด และหลายๆ วัดในเขตอำเภอปากท่อ ทุกวันนี้ในพรรษายังตีระฆังตีสี่ พระเณรลุกขึ้นทำวัตรเช้ามืดตลอด ๓ เดือน ยังมีทำกันอยู่ แต่ในอนาคตไม่แน่-ถ้าไม่มีการอบรมสั่งสอนสืบทอด

เวลาผ่านไปไม่ถึง ๑๐๐ ปี วันนี้เสียงกลองเสียงระฆังตามวัดต่างๆ แทบจะไม่ได้ยินกันอีกแล้ว

เด็กไทยเกิดมาก็ไม่เคยได้ยินเสียงกลองเสียงระฆังประจำวัน โตขึ้นเขาก็ไม่รู้ว่าตีกลองตีระฆังไปทำไม 

ไม่ต้องพูดถึงตีระฆังตีสี่ในพรรษาหรอก ตีระฆังทำวัตรเช้า-เย็น ต่อไปก็อาจจะโดนด่าว่าหนวกหู-ไม่เชื่อคอยดูกันไปเถิด

ส่วนกลองเพลนั้นใกล้สูญพันธุ์ เวลานี้วัดต่างๆ-โดยเฉพาะวัดในชุมชน-วัดในเมืองไม่ได้ตีกลองเพลกันแล้ว

เวลานี้วัดต่างๆ ยังมีหอระฆังหอกลองให้เห็นกันอยู่ แต่กำลังจะกลายเป็นสิ่งก่อสร้างโบราณ มีไว้เพื่อชี้ให้กันดูว่า นี่เขาเรียกว่าหอระฆัง เขาเรียกว่าหอกลอง มีระฆังมีกลองแขวนไว้ แต่ไม่ได้ตี แขวนไว้เป็นสัญลักษณ์ ตีไม่ได้ เดี๋ยวชาวบ้านด่าว่าหนวกหู

ถามว่า ทำไมเราจึงปล่อยให้สมบัติวัฒนธรรมประจำชาติของเราพินาศฉิบหายไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้?

คำตอบคือ เพราะทัศนวิสัยที่บอดและผิดพลาด

เรามองกลองระฆังเป็นแค่อุปกรณ์บอกเวลา ในเมื่อสมัยนี้มีอุปกรณ์บอกเวลาที่ทันสมัยแล้ว กลองระฆังก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป-นี่คือทัศนวิสัยที่บอดและผิดพลาด

..........................................................

เสียงระฆังบอกเวลาทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็นก็ดี 

เสียงกลองเพลก็ดี 

คือเสียงที่ประกาศให้โลกรู้ว่า -

แผ่นดินไทยนี้คือแผ่นดินพระพุทธศาสนา

..........................................................

ถ้าผู้บริหารการพระศาสนาของเรายังมองไม่เห็นและคิดไม่เป็นอยู่เช่นนี้ นอกจากชาวศาสนาอื่นจะด่าพระที่ตีระฆังแล้ว ก็ไม่แปลกที่จะมี “ชาวพุทธบางคนด่าพระ” รวมอยู่ด้วย

---------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๖

๑๘:๕๕ 

[full-post]

พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๕)

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.