พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๑๖)
---------------------------
ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”
..........................................................
... ดังนั้น พระสงฆ์ต้องรู้ตัวเอง การจะก้าวย่างไปในสังคม ต้องดูหน้าดูหลัง จะเรียกร้องนั่น โน่น นี่ เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ คนที่ศรัทธาก็มี แต่คนที่เกลียดก็เยอะ เป็นพระในยุคนี้ อย่าเยอะ....ดูความเหมาะสมให้มาก
..........................................................
โดยรวมแล้ว ข้อความในย่อหน้านี้เป็นการเตือนพระ แต่มีถ้อยคำถ้อยความบางคำที่ควรยกมาพิจารณา
“พระสงฆ์ต้องรู้ตัวเอง การจะก้าวย่างไปในสังคม ต้องดูหน้าดูหลัง”
“พระสงฆ์ต้องรู้ตัวเอง” อันนี้ชัดเจน ใครเป็นอะไรอยู่ในสังคมไหนอยู่ในสถานะอะไร ก็ต้อง “รู้ตัวเอง” จึงจะเป็นตัวเองอยู่ได้ และอยู่ในสังคมนั้นได้อย่างปกติสุข
โดยเฉพาะพระ ถ้าไม่รู้ตัวเอง อาจอยู่ในสังคมนั้นได้ แต่ไม่เหลือตัวเองอีกต่อไป คือถูกสังคมกลืนไปจนไม่เหลือความเป็นพระที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา
“การจะก้าวย่างไปในสังคม ต้องดูหน้าดูหลัง” อันนี้ชักจะไม่แน่ใจว่ากำลังจะบอกให้พระทำอะไร
“ก้าวย่างไปในสังคม” คือทำอะไร?
พระทำอะไร-ที่เรียกว่า “ก้าวย่างไปในสังคม”?
เรื่องนี้เหมือนเรื่องเล็ก แต่ถ้ามองผิด หรือจับประเด็นผิด ก็เป็นเรื่องใหญ่
อันดับแรก ดูให้ชัดก่อนว่า หน้าที่ของพระคืออะไร
พระก็คือชาวบ้าน-สมาชิกของสังคม มีหน้าที่แบบชาวบ้าน
ต่อมาก็ออกจากบ้านมาบวชเป็นพระ
ตรงนี้แหละที่ต้องจับจุดให้ถูก-บวชแล้วมีหน้าที่อะไร
ที่ผิดพลาดจนเกิดเป็นปัญหาอยู่ในเวลานี้ก็เกิดจากจับจุดไม่ถูกว่า บวชแล้วมีหน้าที่อะไร
ที่บอกว่า “ก้าวย่างไปในสังคม” ก็ต้องถามว่าก้าวย่างไปทำอะไร สิ่งที่ทำนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ที่บวชแล้วหรือมิใช่
หน้าที่ของผู้ที่บวชในพระพุทธศาสนาท่านกำหนดไว้ชัดเจน ดังที่นำเสนอในตอนก่อนๆ
ทบทวนอีกที่ คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑ เรื่องพระจักขุบาลเถระ อธิบายหน้าที่ของพระไว้ดังนี้ -
..........................................................
อตฺตโน ปญฺญานุรูเปน เอกํ วา เทฺว วา นิกาเย
สกลํ วา ปน เตปิฏกํ พุทฺธวจนํ อุคฺคณฺหิตฺวา
ตสฺส ธารณํ กถนํ วาจนนฺติ อิทํ คนฺถธุรํ นาม.
การเรียนนิกายหนึ่งก็ดี สองนิกายก็ดี
จบพุทธวจนะคือพระไตรปิฎกก็ดี
ตามสมควรแก่ปัญญาของตน
แล้วจำทรงไว้ บอกกล่าว สั่งสอนพุทธวจนะนั้น
ดังนี้ชื่อว่าคันถธุระ.
สลฺลหุกวุตฺติโน ปน ปนฺตเสนาสนาภิรตสฺส
อตฺตภาเว ขยวยํ ปฏฺฐเปตฺวา
สาตจฺจกิริยาวเสน วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา
อรหตฺตคฺคหณนฺติ อิทํ วิปสฺสนาธุรํ นาม.
ภิกษุผู้มีความประพฤติเรียบง่าย
ยินดียิ่งแล้วในเสนาสนะอันสงัด
เริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมไว้ในอัตภาพ
ยังวิปัสสนาให้เจริญโดยไม่ขาดสายจนบรรลุพระอรหัต
ดังนี้ชื่อว่าวิปัสสนาธุระ.
..........................................................
ทำธุระ ๒ ประการนี้ คือทำหน้าที่ของพระ
ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ไม่ว่าโลกจะผันแปรไปอย่างไร ธุระ ๒ ประการนี้ยังคงเป็นหน้าที่ของพระอยู่เสมอ เข้าไปเป็นพระในพระพุทธศาสนาต้องทำหน้าที่ ๒ ประการนี้ยืนพื้นอยู่เสมอ
ถ้าทำอื่นนอกจาก ๒ ประการนี้ ก็ต้องตกลงกันให้ชัดเจนว่าเป็นหน้าที่ของพระหรือเปล่า
เป็นหรือไม่เป็นตามที่ตกลงกัน
ไม่ใช่เป็นหรือไม่เป็นตามความเห็นของข้าพเจ้า
ที่มีปัญหาก็คือ กาลเวลาผ่านมาจนถึงบัดนี้ เกิดมีความคิดขึ้นในหมู่พระว่า พระควรจะทำเรื่องนั้นด้วย พระควรจะทำเรื่องโน้นด้วย
เรื่องนั้น-เรื่องโน้นที่พอสรุปได้ก็มี ๒ เรื่องใหญ่ๆ คือ การพัฒนาคุณภาพของพระ และการช่วยเหลือสังคม
๑ การพัฒนาคุณภาพของพระ เกิดจากแนวคิดว่า พระจะต้องทันโลก พระจึงต้องเรียนเรื่องนั้น ต้องศึกษาเรื่องโน้น เพื่อให้มีความรู้ทันโลก เพื่อให้โลกยอมรับ จะได้พูดกับชาวโลกเขารู้เรื่อง และจะได้สอนเขาได้
๒ การช่วยเหลือสังคม เกิดจากแนวคิดว่า พระอยู่กับสังคม สังคมอยู่รอด พระก็อยู่รอด สังคมอยู่ไม่รอด พระก็อยู่ไม่รอด เพราะฉะนั้น พระจึงต้องช่วยสังคมด้วย ไม่ใช่อยู่แต่ในโลกของตัวเอง
จากแนวคิด ก็แปรออกมาเป็นการกระทำ
แนวคิดนั้นดี แต่ตอนที่แปรออกมาเป็นการกระทำนี่แหละที่เป็นปัญหา
ปัญหาเกิดจากการไม่ได้ตกลงกำหนดกรอบขอบเขตให้ชัดเจนว่า --
: การพัฒนาคุณภาพของพระ จะพัฒนากันอย่างไร เช่น-จะให้พระศึกษาอะไร เพื่อให้รู้อะไร เพื่อให้เป็นอะไร ก็พร่ามัวไปหมด
ที่ว่า-เพื่อให้พระรู้ทันโลก จึงปรากฏว่าศึกษาไปๆ พระกลายเป็นชาวโลกไปเลย ชาวโลกมีอะไรเป็นอะไรนิยมอะไร พระก็มีอย่างนั้นเป็นอย่างนั้นนิยมอย่างนั้นไปด้วย
: การช่วยเหลือสังคม จะให้พระช่วยเรื่องอะไรก็พร่ามัวไปหมดเหมือนกัน จึงกลายเป็นว่า พระรูปไหน หรือพระสำนักไหน เห็นว่าทำอะไรอย่างไรเป็นการช่วยสังคม ก็ทำไปตามที่ตนเห็นควร
แต่จุดที่เป็นปัญหายิ่งใหญ่ก็คือ พระมุ่งพัฒนาคุณภาพตนเองและช่วยเหลือสังคมจนเข้าใจไปว่าทำแบบนั้นคือหน้าที่ของพระ หรือควรจะเป็นหน้าที่ของพระด้วย แต่ขณะเดียวกันก็ละเลยหน้าที่ตามพระธรรมวินัยอันเป็นหน้าที่ตามหลักการที่กำหนดมาแต่เดิม
ถ้าพระทำหน้าที่ ๒ ประการตามพระธรรมวินัย ก็ไม่ต้องมีปัญหาเลยว่าจะก้าวย่างไปในสังคมเพื่อไปทำอะไร เพราะสังคมย่อมรู้และยอมรับอยู่แล้วว่าพระท่านกำลังก้าวย่างไปทำหน้าที่ของพระตามพระธรรมวินัย จึงไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาตำหนิติเตียน
พระกำลังศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระ แล้วเกิดมีใครมาตำหนิติเตียนว่าพระไม่พัฒนาตัวเองและไม่ช่วยสังคม ถ้ามีใครพูดแบบนี้ก็สมควรต้อง “จับเข่าคุยกัน” หน่อยว่า จะเอายังไงกับพระ
จะให้พระทำหน้าที่ของพระตามพระธรรมวินัย
หรือจะให้พระทำอะไรก็ได้ตามที่สังคมเห็นว่าควรจะทำ
แล้วถ้าเกิดพระเองก็เห็นดีเห็นงามไปด้วยว่า โลกเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป จะให้พระศึกษาคันถธุระและวิปัสสนาธุระเหมือนสมัยพุทธกาลไม่ทันโลกแล้ว พระต้องเรียนจบดอกเตอร์กันให้มากๆ และต้องทำงานช่วยสังคมกันให้เยอะๆ จึงจะเป็นพระที่ดีที่ประเสริฐ
ถ้าพระพากันคิดอย่างนี้ อะไรจะเกิดขึ้น
ตรงนี้แหละครับที่ผมบอกว่า เรื่องนี้เหมือนเรื่องเล็ก แต่ถ้ามองผิด หรือจับประเด็นผิด ก็เป็นเรื่องใหญ่
เพราะจะเป็นการพลิกเป้าหมายของการเป็นพระในพระพุทธศาสนาให้เปลี่ยมโฉมไป กลายเป็นพระในศาสนาอะไรก็ไม่รู้อีกศาสนาหนึ่งนั่นเลยทีเดียว
..........................................................
วิถีชีวิตสงฆ์ก็ธำรงไว้ได้
ปริญญาระดับไหนๆ ก็เรียนจบทั้งเป็นพระ
คันถธุระและวิปัสสนาธุระก็ไม่บกพร่อง
ยามสังคมขัดข้องก็ช่วยได้ตามวิสัยบรรพชิต
นี่คือพระที่กราบไหว้ได้สนิทตลอดทั้งไตรโลก
..........................................................
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๙ มิถุนายน ๒๕๖๖
๑๕:๕๐
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ