ธรรมะบรรเทาความโศก

   ถาม เราจะบรรเทาความเศร้าโศก เพราะผู้เป็นที่รักจากไปได้อย่างไร?

  ตอบ ขอตอบปัญหานี้ด้วยการยกพระสูตรในขุททกนิกาย สุตตนิบาต ชื่อ สัลลสูตร ข้อ ๓๘๐ มาเป็นเครื่องปลอบใจ ด้วยความหวังว่า พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ในพระสูตรนี้ และคำขยายความของท่านอรรถกถาจะช่วยให้ท่านที่เศร้าโศก เพราะผู้เป็นที่รักจากไป ได้บรรเทาความเศร้าโศกลงได้ 

  เหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสัลลสูตรนี้ ก็เพราะบุตรชายของอุบาสกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นอุปัฏฐากของพระองค์ถึงแก่กรรม เขาโศกเศร้ามาก อดอาหารอยู่ ๓ วัน พระพุทธองค์ทรงใคร่จะอนุเคราะห์เขา จึงได้เสด็จไปที่เรือนของเขา และทรงแสดงธรรมโปรดเขาด้วยข้อความว่า

   ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีเครื่องหมาย ใครๆ รู้ไม่ได้ ทั้งลำบาก ทั้งน้อย และประกอบด้วยทุกข์

      สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดมาแล้ว จะไม่ตายด้วยความพยายามอันใด ความพยายามอันนั้นไม่มีเลย แม้อยู่ได้ถึงชราก็ต้องตาย เพราะสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา

   ผลไม้สุกงอมแล้ว ชื่อว่าย่อมมีภัย เพราะจะต้องร่วงหล่นลงไป ในเวลาเช้าฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดแล้ว ชื่อว่าย่อมมีภัย เพราะจะต้องตายเป็นนิตย์ฉันนั้น

   ภาชนะดินที่นายช่างทำแล้วทุกชนิด มีความแตกเป็นที่สุด แม้ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนเขลา ทั้งคนฉลาด ล้วนไปสู่อำนาจของมฤตยู มีมฤตยูเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยกันทั้งหมด

   เมื่อสัตว์เหล่านั้นถูกมฤตยูครอบงำแล้ว ต้องไปปรโลก บิดาจะป้องกันบุตรไว้ก็ไม่ได้ หรือพวกญาติจะป้องกันพวกญาติไว้ก็ไม่ได้

   ท่านจงเห็นเหมือนหมู่ญาติของสัตว์ทั้งหลายผู้จะต้องตาย กำลังแลดูรำพันอยู่โดยประการต่างๆ สัตว์ผู้จะต้องตายผู้เดียวเท่านั้น ถูกมฤตยูนำไปเหมือนโคที่บุคคลจะพึงฆ่า ถูกนำไปตัวเดียวฉะนั้น ความตายและความแก่กำจัดสัตว์โลกอยู่อย่างนี้ เพราะเหตุนั้นนักปราชญ์ทั้งหลายทราบชัดสภาพของโลกแล้วย่อมไม่เศร้าโศก

   ท่านย่อมไม่รู้ทางของผู้มาหรือผู้ไป ไม่เห็นที่สุดทั้งสองอย่าง ถึงจะคร่ำครวญไปก็ไร้ประโยชน์ ถ้าผู้คร่ำครวญหลงเบียดเบียนตนอยู่ จะยังประโยชน์อะไรๆ ให้เกิดขึ้นได้ไซร้ บัณฑิตผู้เห็นแจ้งก็พึงกระทำ ความคร่ำครวญนั้น 

   บุคคลจะถึงความสงบใจได้ เพราะการร้องไห้ เพราะความเศร้าโศกก็หาไม่ ทุกข์ย่อมเกิดแก่ผู้นั้นยิ่งขึ้น และสรีระของผู้นั้นก็จะซูบซีด

      บุคคลผู้เบียดเบียนตนเอง ย่อมเป็นผู้ซูบผอมมีผิวพรรณเศร้าหมอง สัตว์ทั้งหลายผู้ละไปแล้ว ย่อมรักษาตนไม่ได้ด้วยการรำพันนั้น การรําพันไร้ประโยชน์

   คนผู้ทอดถอนใจถึงบุคคลผู้ทำกาละแล้ว ยังละความเศร้าโศกไม่ได้ ตกอยู่ในอำนาจของความเศร้าโศก ย่อมถึงทุกข์ยิ่งขึ้น

   ท่านจงเห็นคนแม้เหล่าอื่นผู้เตรียมจะดำเนินไปตามยถากรรม (และ) สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ผู้มาถึงอำนาจแห่งมัจจุแล้ว กำลังพากันดิ้นรนอยู่ทีเดียว

   ก็สัตว์ทั้งหลายย่อมสำคัญด้วยอาการใดๆ อาการนั้นๆ ย่อมแปรเป็นอย่างอื่นไปในภายหลัง ความพลัดพรากกันเช่นนี้ย่อมมีได้ ท่านจงดูสภาพแห่งโลกเถิด

   มาณพแม้จะพึงเป็นอยู่ร้อยปีหรือยิ่งกว่านั้น ก็ต้องพลัดพรากจากหมู่ญาติ ต้องละชีวิตไว้ในโลกนี้

   เพราะเหตุนั้น บุคคลฟังพระธรรมเทศนาของพระอรหันต์แล้ว ถ้าบุคคลผู้ล่วงลับทำกาละแล้ว กำหนดรู้อยู่ว่า บุคคลผู้ล่วงลับอันทำ กาละแล้วนั้น เราไม่พึงได้ว่า จงเป็นอยู่อีกเถิด ดังนี้

   พึงกำจัดความรำพันเสีย บุคคลพึงดับไฟที่ไหม้ลุกลามไปด้วยน้ำฉันใด นรชนผู้เป็นนักปราชญ์ มีปัญญาเฉลียวฉลาด พึงกำจัดความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นเสียโดยฉับพลัน เหมือนลมพัดนุ่นปลิวไปฉะนั้น กำจัดความรำพันความทะเยอทะยาน และความโทมนัสของตน พึงถอนลูกศร คือกิเลสของตนเสีย

   เป็นผู้มีลูกศร คือกิเลสอันถอนขึ้นแล้ว อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว ถึงความสงบใจ ก้าวล่วงความเศร้าโศกได้ทั้งหมด เป็นผู้ไม่มี ความเศร้าโศกเยือกเย็นฉะนี้ แล

      ในพระสูตรนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมดาของสัตว์โลกว่า สัตว์โลกย่อมเป็นอย่างนี้ คือเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ที่จะไม่ตายไม่มี และเมื่อจะตายบิดามารดาหรือญาติมิตรก็ไม่อาจป้องกันไม่ให้ตายได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคร่ำครวญ มีแต่จะ ทำให้สรีระของผู้คร่ำครวญผ่ายผอมซูบซีดเศร้าหมอง เป็นทุกข์ยิ่งขึ้นเท่านั้น ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อชีวิตยังดำรงอยู่ จงประพฤติธรรม เพื่อถอนลูกศร คือกิเลสของตนออกเสีย เป็นผู้ไม่มีกิเลส ได้ความสงบใจ ก้าวล่วงความโศกได้ทั้งหมด นั่นจึงจะประเสริฐ 


[full-post]

ธรรมะบรรเทาความโศก

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.