พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๑๓)
---------------------------
ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”
..........................................................
..... ในยุคนี้ คนไทยไม่ได้นับถือพระเหมือนเมื่อก่อน แม้จะเป็นคนพุทธก็ตาม ชาวพุทธบางคนด่าพระ นักวิชาการนักศึกษา ข้าราชการ นักธุรกิจ รุ่นใหม่บางส่วน มองพระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์
..........................................................
... #ในยุคปัจจุบัน สังคมพุทธปัญญาชน จะเรียกร้อง และจับผิดพระสงฆ์มากขึ้น
... หลายๆฝ่ายจะทำตัวเป็นผู้รู้พระพุทธธรรมมากกว่าพระ และจะดูหมิ่นดูถูกพระ จะสอนพระ ชี้นิ้วตัดสินถูกผิดพระ โดยที่ตัวเองรักษาศีลได้ไม่เท่าพระ พวกนี้เรียกว่า กลุ่มพุทธกระแสรอง...หรือกระแสนอก พวกนี้อันตรายมากกว่าคนต่างศาสนาเสียอีก
..........................................................
“ชี้นิ้วตัดสินถูกผิดพระ โดยที่ตัวเองรักษาศีลได้ไม่เท่าพระ” (ต่อ)
ผมเป็นพวกที่เห็นว่า ชาวบ้านควรวิจารณ์พระได้
เหตุผลก็คือ พระอยู่ในพระพุทธศาสนาอันเป็นสิ่งที่เราเคารพนับถือ การกระทำของพระจึงย่อมมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาด้วยเสมอ
ถ้าเราเห็นว่าสิ่งที่เราเคารพนับถือจะถูกคนทั่วไปเย้ยหยัน-เหมือนคนลืมรูดซิปกางเกง หรือจะเป็นอันตราย-เหมือนคนกำลังจะเดินตกเหว อันเกิดจากการกระทำของพระ เราก็ควรช่วยกันบอกกล่าวทักท้วงเตือนติง เพื่อยับยั้งมิให้อะไรก็ตามที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นแก่สิ่งที่เราเคารพนับถือ
แต่การบอกกล่าวทักท้วงเตือนติงนั้นต้องมีกรอบขอบเขตที่สมควร
..........................................................
กรอบขอบเขตที่สมควรตามความเห็นของผมมี ๒ ข้อ
๑ ต้องทำด้วยจิตที่เป็นกุศล คือปรารถนาดีหวังดีหวังเจริญ
๒ ต้องไม่หย่อนความเคารพ
..........................................................
ทำด้วยจิตที่เป็นกุศล ไม่ใช่มุ่งจะทำลายล้างให้พินาศแหลกลาญกันไปข้างหนึ่ง
ถ้ายังไม่ถึงขั้นอันติมวัตถุ ถนอมกันไว้ในพระศาสนาก่อน มนุษย์เราสามารถฝึกหัดอบรมแก้ไขปรับปรุงตัวเองได้ ให้โอกาสกันก่อน
ส่วนกรอบที่ว่า “ต้องไม่หย่อนความเคารพ” นี่ต้องพิจารณาใจด้วยใจ คือต้องเป็นคนใจถึงแล้วจึงจะเข้าใจและทำได้ด้วยความจริงใจเต็มใจจริงๆ คือมองเห็นเข้าไปถึงแก่นหรือแกนในของ “ความเป็นพระ” จริงๆ จนประจักษ์ใจตัวเองว่า โอ ความเป็นพระควรแก่ความเคารพเช่นนี้เองหนอ
เริ่มตั้งแต่-ยังเป็นชาวบ้านธรรมดา มีคุณสมบัติพื้นฐานของผู้มีสิทธิ์ที่จะบวช ต้องบริสุทธิ์บริบูรณ์ตามเกณฑ์มาตรฐาน
ดูต่อไป การยอมรับเข้ามาเป็นพระต้องเป็นมติของ “สงฆ์” ไม่ใช่พยักพเยิดกันเอาเอง-ดูเข้าไปให้เห็นหลักการ อย่ามองเพียงแค่เป็นพิธีกรรม
ถ้ายังไม่ตระหนักว่า “สงฆ์” คือใคร ก็ขอให้เทียบกับการถวาย “สังฆทาน” ที่พระพุทธองค์ตรัสว่ามีอานิสงส์เหนืออามิสทานใดๆ-แม้แต่ทานที่ถวายแก่พระพุทธเจ้านั่นเอง
ทันทีที่สำเร็จเป็นองค์พระ ท่านยังมีมาตรการที่จะขัดเกลาตนเองไปตั้งแต่บัดดลนั้น เรียกว่าเน้นการทำตัวให้น่าเคารพไปตั้งแต่วินาทีแรกที่เป็นพระกันเลยทีเดียว
และตลอดเวลาที่ครองผ้ากาสาวพัสตร์ อะไรที่ “ห้ามทำ” ก็ต้องงดเว้นเด็ดขาด อะไรที่ “ต้องทำ” ก็ต้องไม่ละเลยเด็ดขาด คือครองชีพอยู่ในกรอบ “วิถีชีวิตสงฆ์” อย่างเคร่งครัด
นี่คือเกณฑ์มาตรฐานที่รับประกันความเป็นผู้ที่ควรแก่การเคารพ
ดูกันที่เกณฑ์นี้ ตัดสินกันที่เกณฑ์นี้
อย่าเอาความประพฤติส่วนบุคคลมาคำนึง
ความประพฤติส่วนบุคคลจะทำให้ใจเราไขว้เขว
เกณฑ์มาตรฐานแห่งความเป็นผู้ที่ควรแก่การเคารพจะทำให้ใจเรามั่นคง
วิสัยของคนมียิ่งบ้างมีหย่อนบ้าง เพราะฉะนั้น พระที่ประพฤติไม่ได้ตามเกณฑ์ก็ต้องมีอยู่บ้างเป็นธรรมดา คนเก่าท่านเห็นความจริงข้อนี้จึงให้สติเราไว้ว่า
..........................................................
ไม่เห็นแก่คน ก็ให้เห็นแก่ผ้าเหลือง
ไม่ไหว้คน ก็ให้ไหว้ผ้าเหลือง
..........................................................
ท่านให้เหตุผลว่า “ผ้าเหลือง” เป็น “อรหทฺธช” (อะระหัทธะชะ) แปลว่า “ธงชัยของพระอรหันต์” พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งมวลครองกาสาวพัสตร์ ที่คำไทยเอามาเรียกรู้กันว่า “ผ้าเหลือง”
เห็นผ้าเหลืองที่ไหนย่อมเตือนใจให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ที่นั่น
ถ้าไม่สนิทใจในตัวบุคคล ก็ถอดตัวคนครองผ้าเหลืองออกไป มองให้เห็นแต่ผ้าเหลือง แล้วน้อมใจระลึกถึงพระพุทธคุณและพระสังฆคุณ แล้วน้อมไหว้ นั่นคือบุญบริสุทธิ์
เรามักจะหลงทาง นึกอยู่แต่ว่า “ทำบุญ” คือควักเงินออกมาบริจาค
วิธีทำบุญมีถึง ๑๐ วิธี ควักเงินออกมาบริจาคเป็นเพียงวิธีหนึ่ง เรียกว่า “ทานมัย”
น้อมใจน้อมกายไหว้พระ ก็เป็นการทำบุญอีกวิธีหนึ่ง เรียกว่า “อปจายนมัย” ทำง่ายกว่าทานมัย ไม่มีเงินสักบาทก็ทำได้
แต่เพราะทิฐิ มานะ หรือวิธีคิดที่ฉลาดน้อยไปหน่อย ทำให้เราตัดโอกาสทำบุญของตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย
ญาติมิตรคงเคยได้ยินคนพูด-หรืออาจจะเคยพูดเอง-ว่า “พระแบบนี้กูไม่ไหว้ให้เสียมือ” ใช่ เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่มีพระประพฤติตัวไม่น่าไหว้
ถ้าเป็นพระจริง ไม่ใช่คนปลอมบวช เราก็มีคนบกพร่องไปคนหนึ่ง
การเคารพนับถือพระ-ไหว้พระ เป็นหน้าที่ของเราชาวพุทธ เราไม่ไหว้พระให้เสียมือ เราก็บกพร่องไปอีกคนหนึ่ง
ตอนนี้ก็เลยมีคนบกพร่องเพิ่มขึ้นเป็น ๒ คน
เมื่อผมแสดงวิธีคิดแบบนี้ออกไป ก็มีบางท่านตอบกลับมาว่า เอ็งได้ดีมาจากวัด ได้ดีมาจากพระ เอ็งก็ต้องบอกว่าพระเป็นคนที่ควรไหว้ แต่คนอื่นๆ เขาไม่ใช่เอ็ง จะไปบอกให้เขาไหว้พระดะไปหมดเหมือนเอ็งได้ยังไง เขาก็ต้องเลือกไหว้เป็นองค์ๆ ไปสิ
จริงของท่าน ก็นี่แหละผมจึงบอกว่า ต้องพิจารณาใจด้วยใจ ต้องเป็นคนใจถึงแล้วจึงจะเข้าใจและทำได้ด้วยความจริงใจเต็มใจจริงๆ ถ้ายังมองไม่ถึงแก่นหรือแกนในของ “ความเป็นพระ” จริงๆ ก็ยากที่เห็นประจักษ์ใจตัวเองว่าความเป็นพระควรแก่ความเคารพเช่นไร
ขอเทียบกับการถวาย “สังฆทาน” ให้ฟังอีกที เผื่อจะช่วยให้เข้าใจอะไรได้บ้าง
สังฆทานคือถวายให้เป็นของสงฆ์
แล้ว “สงฆ์” คือใคร?
สงฆ์ คืออริยสงฆ์ คือพระสงฆ์ในพระรัตนตรัย และสมมุติสงฆ์ คือพระภิกษุในปัจจุบันนี้
สังฆทาน-ถวายให้เป็นของสงฆ์ ต้องไม่เจาะจงว่าถวายเฉพาะพระที่ควรไหว้ ส่วนพระที่กูจะไม่ไหว้ให้เสียมือ กูไม่ถวาย-ถ้ายังคิดอย่างนี้ ไม่เป็นสังฆทาน
..........................................................
ในคัมภีร์ ท่านเล่าเรื่องอุบาสกคนหนึ่งถวายสังฆทาน เผดียงสงฆ์ขอให้ส่งภิกษุ ๑ รูปเป็นผู้แทนสงฆ์ไปรับถวายที่บ้าน ปรากฏว่าภิกษุที่เป็นผู้แทนสงฆ์นั้นอุบาสกรู้อยู่แก่ใจว่าเป็น “พระที่ไม่ควรไหว้ให้เสียมือ” แต่อุบาสกก็ต้อนรับภิกษุรูปนั้นเหมือนกับต้อนรับพระพุทธเจ้า
ที่มา: อรรถกถาทักขิณาวิภังคสูตร ปปัญจสูทนี ภาค ๓ หน้า ๘๖๓
..........................................................
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=14&i=706
..........................................................
คนถวายสังฆทานใจต้องถึงแบบนี้จึงจะเป็นสังฆทาน ฉันใด
คนจะทำบุญอปจายนมัย-คือไหว้พระ ใจก็ต้องถึงแบบนี้ ฉันนั้น
ชาวบ้านจะวิจารณ์พระก็ได้ แต่ต้องทำด้วยจิตที่เป็นกุศล คือปรารถนาดีหวังดีหวังเจริญ และต้องไม่หย่อนความเคารพ ด้วยประการฉะนี้
ไม่หย่อนความเคารพคือทำอย่างไร ต้องพูดกันอีก
-----------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๖ มิถุนายน ๒๕๖๖
๑๗:๔๖
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ