พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๒๑)

---------------------------

ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”

..........................................................

... ในยุคนี้ พระต้องอยู่ภายใต้ กฎหมาย 3 ฉบับ คือ กฎพระวินัย กฎมหาเถรสมาคม และกฎหมายบ้านเมือง ณ ปัจจุบัน ผู้คนไม่ได้เกรงใจพระเหมือนสมัยโบราณ เขาพร้อมจะใช้กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งจัดการขย้ำให้ตายคามือ 

..........................................................

“ณ ปัจจุบัน ผู้คนไม่ได้เกรงใจพระเหมือนสมัยโบราณ” 

ถ้าว่ากันตามความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นปัจจุบันหรือสมัยโบราณ “คนไม่ได้เกรงใจพระ” มีอยู่เสมอ คนสมัยโบราณที่ไม่เกรงใจพระก็มี คนสมัยปัจจุบันที่เกรงใจพระก็มี สรุปก็คือต้องแยกเป็นส่วนๆ หรือเป็นคนๆ ไป 

“คนไม่ได้เกรงใจพระ” จะมีการแสดงออก ๒ ลักษณะ

๑ ไม่นับถือพระ ต่างคนต่างอยู่

๒ ระรานพระ

แบบไหนมากกว่ากัน? 

ไม่นับถือพระ เดินสวนพระไม่ไหว้ ไม่หลีกทาง ไม่สน น่าจะมีมากกว่าและมีมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน และเพราะไม่เห็นความสำคัญของพระ

ระรานพระ ถ้าจะมีก็น้อย ต้องเป็นอันธพาลจริงๆ หรือไม่ก็เป็นพวกศาสนาที่สอนให้เกลียดพระ อาจถึงกับฆ่าพระ ซึ่งมีในบางพื้นที่ เป็นเหตุผลทางสังคมการเมือง ไม่ได้มีทั่วไปหมด

พวกที่ระรานพระนี้ ไม่ใช่ความผิดของกฎ แต่เป็นความบกพร่องของคน ถ้ามี ก็ต้องแก้ไขเป็นเรื่องๆ ไป เป็นหน้าที่ของฝ่ายบ้านเมืองที่จะต้องแก้ไข พระโดดลงไปแก้เองคงไม่ได้ พระทำได้เพียงระวังตัว

ที่พระทำได้แน่ๆ ก็คือพวกที่ไม่นับถือเลื่อมใส วิธีทำของพระไม่ใช่ไปทำกับเขา แต่ทำกับตัวพระเอง

คนไม่นับถือ พระไปบังคับให้เขานับถือไม่ได้

แต่พระบังคับตัวเองได้-คือบังคับควบคุมตัวเองให้อยู่ในกรอบของพระธรรมวินัย-ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของพระอยู่แล้ว

เมื่อพระบังคับควบคุมตัวเองให้อยู่ในกรอบของพระธรรมวินัยได้แล้ว ใครจะนับถือหรือไม่นับถือก็ไม่มีผลอะไร ไม่เกี่ยวกัน

คนนับถือพระมาก พระจึงบรรลุมรรคผลได้มาก

คนนับถือพระน้อยลง พระจึงบรรลุมรรคผลน้อยลง

ไม่ใช่อย่างนี้เลย

ปัญหา-ถ้าจะพึงมี ก็คือกรณีพวกที่ระราน 

ระรานจนพระปฏิบัติกิจของสงฆ์ไม่ได้ 

ระรานจนพระปฏิบัติธรรมไม่ได้

แต่ดังที่กล่าวแล้ว พวกระรานพระมีน้อย มีบางพื้นที่ เป็นปัญหาเฉพาะรายเฉพาะกรณี

ที่เป็นปัญหาจริงๆ เกิดจากพระเอง คือพระอยู่ในกรอบพระธรรมวินัยได้มากน้อยแค่ไหน-ซึ่งก็ต้องถอยไปถามกันว่า บวชแล้วพระตั้งใจประพฤติปฏิบัติขัดเกลาตามเจตนาดั้งเดิมของการบวช หรือตั้งใจประพฤติอย่างอื่นซึ่งเบี่ยงเบนไปจากเจตนาเดิมของการออกบวช

จุดเริ่มต้นของปัญหาอยู่ตรงนี้

ดังนั้น ถ้าขมวดเป็นประเด็นเพื่อให้เห็นภาพชัดก็คือ ปัญหานี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของพระฝ่ายหนึ่ง และขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนฝ่ายหนึ่ง

พระปฏิบัติตรงตามพระธรรมวินัย คนรู้หลักพระธรรมวินัยก็นับถือ

พระปฏิบัติผิดจากพระธรรมวินัย คนรู้หลักพระธรรมวินัยก็ไม่นับถือ

นี่คือคนรู้หลักพระธรรมวินัย นับถือหรือไม่นับถือตามคุณภาพของพระ

ส่วนคนไม่รู้หลักพระธรรมวินัยก็จะมี ๒ แบบ -

พระปฏิบัติผิดหรือปฏิบัติถูกก็นับถือทั้งนั้น

พระปฏิบัติผิดหรือปฏิบัติถูกก็ไม่นับถือทั้งนั้น

จะเห็นได้ว่า ความนับถือหรือไม่นับถือของคน ไม่เป็นประมาณ

การที่พระปฏิบัติตรงตามพระธรรมวินัยนั่นแหละเป็นประมาณ

ถ้าโยมนับถือ อาตมาก็จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

ถ้าโยมไม่นับถือ อาตมาก็จะไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

อย่างนี้ก็พลาดแล้ว

..........................................................

โยมจะนับถือหรือไม่นับถือ อาตมาก็จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

ศาสนาพิลาส

โยมจะนับถือหรือไม่นับถือ อาตมาก็จะไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

ศาสนาพินาศ

..........................................................

“เขาพร้อมจะใช้กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งจัดการขย้ำให้ตายคามือ” 

ถ้าพระปฏิบัติตามพระธรรมวินัยครบถ้วน จะมีใครสามารถ “ใช้กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งจัดการขย้ำให้ตายคามือ”-ได้หรือไม่?

ไม่ว่าจะเป็นพระธรรมวินัย ระเบียบข้อบังคับของคณะสงฆ์ กฎหมายบ้านเมือง หรือจารีตสังคม ถ้าพระปฏิบัติตามครบถ้วน จะมีใครสามารถ “ใช้กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งจัดการขย้ำให้ตายคามือ”-ได้หรือไม่?

กรณี “ใช้กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งจัดการขย้ำให้ตายคามือ” ผมมีเรื่องสนุกๆ อยู่เรื่องหนึ่ง เคยเขียนเล่าให้ญาติมิตรฟังนานมาแล้ว ขออนุญาตเล่าให้ฟังอีกทีเพื่อประกอบการพิจารณา

..........................................................

หนุ่มคนหนึ่งขึ้นรถเมล์ในกรุงเทพฯ คนแน่น ต้องยืน 

หนุ่มยืนหลังสาวนางหนึ่ง มองเห็นว่าในกระเป๋าเสื้อของสาวน่าจะมีกระเป๋าสตางค์ จึงค่อยๆ ล้วง

เผอิญสาวรู้สึกตัวจึงร้องเอะอะขึ้น คนในรถช่วยกันจับหนุ่มไว้ได้ ส่งให้ตำรวจ

ตำรวจสอบสวนแล้ว ส่งอัยการ อัยการสั่งฟ้องข้อหาพยายามลักทรัพย์

ทนายจำเลยแก้ตัวในศาลว่า จำเลยไม่ได้มีเจตนาจะลักทรัพย์ แต่ตั้งใจจะจับนมสาว ทนายต่อสู้แถลงศาลจนศาลเชื่อ ตัดสินจำเลยในความผิดฐานจับนม

..........................................................

ลักทรัพย์-พยายามลักทรัพย์ เป็นคดีอาญา โทษจำคุก

จับนม เป็นคดีแพ่ง โทษปรับ ประนีประนอมยอมความได้

เรื่องสนุกนี้ ถ้าใช้กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งจัดการขย้ำให้ตายคามือ ก็ทำให้เป็นคดีอาญา หนุ่มนั้นมีหวังติดคุกหัวโต

แต่ไม่ว่าจะติดคุกหัวโตหรือถูกปรับ ถ้าหนุ่มนั้นไม่ล้วงกระเป๋าสาว เขาจะถูกลงโทษได้อย่างไร?

ถ้าพระไม่ไปทำอะไรที่เข้าข่ายเข้าช่องบกพร่องตามข้อใดข้อหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้-ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์-ใครจะใช้กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งจัดการขย้ำให้ตายคามือได้อย่างไร?

แต่-คนไม่ได้ทำความผิด ก็อาจถูกฟ้องร้องกล่าวหาได้

ดังได้สดับมา-ศาลตัดสินจำคุกหรือแม้กระทั่งประหารชีวิตจำเลย ซึ่งอีก ๑๐๐ ปีต่อมา ความจริงจึงปรากฏว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกฟ้องร้องกล่าวหา-ก็เคยมี

พระพุทธองค์แสดงธรรมอยู่ดีๆ ถูกฟ้องว่าทำผู้หญิงท้อง

ดังนั้น พระสวดมนต์อยู่ในโบสถ์ดีๆ อาจถูกตำรวจบุกจับไปขังคุกได้-ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย

กรณีอย่างนี้ ไม่ใช่ความผิดของกฎหมาย 

แต่เป็นความเลวร้ายของคน

ต้องแก้ที่คน ไม่ใช่สัปดนไปแก้กฎหมาย

แต่ในกรณีกฎหมายไม่ถูกธรรมจริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าให้นิ่งเฉย ไม่ต้องทำอะไรเลย แต่ต้องทำอยู่ในกรอบขอบเขตของเพศบรรพชิต-ของพระธรรมวินัย

พระรักประเทศชาติบ้านเมืองไหม 

รัก

เวลามีศึกมาประชิด พระต้องจับปืนออกรบไหม

...................

พรรคพวกผมคนหนึ่ง เขายืนยันทัศนะของเขาอย่างเด็ดเดี่ยวว่า พระไทยต้องมีสิทธิ์เลือกตั้ง 

“ต้องมี” ไม่ใช่แค่ “ควรมี”

ถ้าถามความเห็นของพระ พระค่อนประเทศจะต้องเห็นด้วย

และเมื่อพระมีสิทธิ์เลือกตั้งแล้ว ต่อไปพระก็จะต้องมีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งด้วย

ต่อไปพระก็จะมีสิทธิ์เป็นรัฐมนตรี

และต่อไปพระก็จะมีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี

อย่าเพิ่งรีบตายนะครับ 

อยู่ชื่นชมวันที่ประเทศไทยมีพระเป็นนายกรัฐมนตรีก่อน

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๖

๑๔:๑๕


[full-post]

พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.