พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๓๓)
---------------------------
ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”
..........................................................
...สรุปคือ ในอนาคตพระสงฆ์จะอยู่ลำบาก ถ้าไม่ยอมปรับตัว ตื่นตัว รู้ทันสังคมโลก ส่วนมากพระสงฆ์ที่รู้ทันโลกมากคือ พระที่ศึกษา และพระนักปฏิบัติจริงๆ
..........................................................
ประเด็นที่ควรพิจารณาคือ - “ในอนาคตพระสงฆ์จะอยู่ลำบาก ถ้าไม่ยอมปรับตัว ตื่นตัว รู้ทันสังคมโลก”
พิจารณากันแบบ “หาเรื่อง” ก็ต้องถามกันไปตั้งแต่ต้นประโยคเลยว่า ในอนาคต “พระสงฆ์จะอยู่ลำบาก” หมายถึงอย่างไร?
ลำบากเพราะขาดแคลนปัจจัยสี่?
บิณฑบาตไม่มีคนใส่บาตร ต้องอดๆ อยากๆ
จีวรไม่มีคนถวาย ต้องนุ่งสบงทรงจีวรเก่าๆ ขาดๆ
กุฏิไม่มีจะอยู่ ที่มีก็ผุๆ พังๆ คุ้มแดดคุ้มฝนไม่ได้
เจ็บป่วยอาพาธขึ้นมาก็ไม่มีใครช่วยรักษาพยาบาล ไปคลินิก็ไม่มีปัจจัย ไปโรงพยาบาลเขาก็ไม่รับรักษา ไม่ให้เข้าด้วย
ในอนาคต พระสงฆ์จะเป็นอย่างนี้ใช่ไหม-ที่ว่า “อยู่ลำบาก”
หรือหมายความว่า ในอนาคตพระสงฆ์จะเข้าไปร่วมทำกิจกรรมกับสังคมได้ยากขึ้น เช่น -
เทศน์ก็ไม่มีใครฟัง
เวทีสำรับเผยแผ่พระศาสนาก็ถูกจำกัด ที่พอมีอยู่บ้างก็ถูกสั่งปิด
จะเข้าไปช่วยชาวบ้าน เขาก็ปิดประตูใส่หน้า ไม่ต้อนรับ
พระจะทำกิจกรรมอะไร ชาวบ้านก็ไม่ร่วมมือ
ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนถ่มน้ำลาย เพราะรังเกียจว่าเป็นกาฝากสังคม
หรือเพราะเห็นว่าพระสงฆ์เป็นพวกโง่ๆ เซ่อๆ เร่อร่า ป่าเถื่อน เข้าที่ไหนเสื่อมที่นั่น ไม่มีพระสงฆ์แผ่นดินจะสูงขึ้น
ในอนาคต พระสงฆ์จะเป็นอย่างนี้ใช่ไหม-ที่ว่า “อยู่ลำบาก”
หรือว่าพระสงฆ์เป็นพวกตามโลกไม่ทัน
เมื่อวานแผ่นไหวที่ยักกะตาคาร์แลนด์ ก็ไม่รู้
เช้านี้ราคาหุ้นขึ้นไป ๖.๔๔.๐๑ ก็ไม่รู้
ละครเรื่อง “พิภพมัจจุราชคาดกระบี่แดงแรงฤทธานุภาพปราบเมืองโลกันต์” จบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งเมื่อคืนนี้ ก็ไม่รู้
สัปดาห์หน้าประธานาธิบดีประเทศอเมริกาโน่โอเคจะมาเยือนประเทศไทยแลนด์ ก็ไม่รู้
แอนดี้อุ๋ยหย่ากับแฟนแล้วหลังแต่งได้ ๓ วัน ก็ไม่รู้
ฯลฯ ฯลฯ
ออกจากวัดก็เด๋อด๋า เพราะไม่รู้ว่าโลกเขาไปถึงไหนแล้ว คุยกับเขาไม่รู้เรื่อง
ในอนาคต พระสงฆ์จะเป็นอย่างนี้ใช่ไหม-ที่ว่า “อยู่ลำบาก”
ถ้าไม่ใช่อย่างที่ว่ามานี้ ก็แล้วอย่างไรเล่า-ที่ว่า “ในอนาคตพระสงฆ์จะอยู่ลำบาก”?
................
ผมว่าเรื่องนี้ต้องตั้งหลักให้ถูกก่อน นั่นคือ ต้องเข้าใจสถานะของพระให้ชัดเจนว่า-เกิดมาก็เป็นชาวบ้าน แล้วเข้าไปบวชเป็นพระเพื่ออะไร
ตอบตรงนี้ให้เคลียร์ก่อน
ถ้าตอบว่า เพื่อจะเรียนนั่น เพื่อจะทำนี่ (เช่นช่วยสังคม) เพื่อจะเป็นโน่น ฯลฯ สารพัด
ยกเว้นอย่างเดียว-เพื่อปฏิบัติขัดเกลาตนเองจนกว่าจะบรรลุมรรคผล
ไม่ใช่แบบนี้ ไม่เอาแบบนี้
ใครจะบวชเข้ามาเพื่อแบบนี้ “ควรเป็นไปตามอัธยาศัย”
ถ้าตอบอย่างนี้ ก็ผิดทางแล้วครับ-ผิดตั้งแต่ต้นทางไปเลย
..........................................................
บวชเพื่อปฏิบัติขัดเกลาตนเองตามเป้าหมายของการออกบวชในพระพุทธศาสนา-เป็นเป้าหมายหลัก
มีโอกาสและมีความสามารถพอ ก็ช่วยเหลือสังคมตามกรอบขอบเขตเพศภาวะของพระ-ดังที่พระพุทธองค์ทรงช่วยสังคมอยู่ ๔๕ พรรษา-จนดับขันธปรินิพพาน และดังที่พระอรหันตสาวกทั้งหลายต่างก็ทำงานทำหน้าที่ช่วยสังคมกันทั่วไปตั้งแต่ครั้งพุทธกาลเป็นต้นมา
ไม่ใช่บรรลุนิพพานแล้วหลบลี้หนีสังคมเอาตัวรอดแบบคนแก่ตัว-ดังที่คนตาถั่วชอบเข้าใจผิดๆ พูดผิดๆ อยู่ในทุกวันนี้
..........................................................
บอกสังคมให้รู้ อธิบายให้สังคมเข้าใจ-ว่าแบบนี้คือพระในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธองค์ทรงสถาปนาขึ้นในโลก
ถ้าต้องการคนช่วยไถนา เกี่ยวข้าว
ถ้าต้องการคนหุงข้าวทำกับข้าวเลี้ยงชาวบ้านที่ประสบอุทกภัย-อัคคีภัย
ถ้าต้องการอาจารย์สอนระดับมหาวิทยาลัย
ถ้าต้องการดอกเตอร์
ถ้าต้องการศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ถ้าต้องการคนแบบนี้ ทางบ้านเมือง-ทางโลกมีอยู่แล้วเพียบ
ไม่ต้องมาเอาไปจากพระ
หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง-พูดกันตรงๆ พระไม่ต้องไปทำแบบนั้น ไม่ต้องเป็นแบบนั้นเลย
แต่พูดอย่างนี้แล้ว ก็ต้องมีวงเล็บ
งานบางอย่างอยู่ในวิสัยที่พระทำได้ ไม่ออกนอกกรอบขอบเพศภาวะของพระ ไม่ละเมิดพระธรรมวินัย ก็นิมนต์ทำไปเลย เป็นไปเลย ไม่ควรที่จะมีใครมาว่าอะไรเลย แต่--
แต่ทั้งนี้ การปฏิบัติขัดเกลาตนเอง วัตร-กิจวัตรตามวิถีชีวิตสงฆ์ อะไรห้ามทำ อะไรต้องทำ ปฏิบัติได้สมบูรณ์ ไม่บกพร่อง
ถ้าอย่างนี้ก็-สมบูรณ์แบบ
................
พระคุณเจ้ารูปหนึ่ง เป็น “เพื่อน” กันทางเฟซบุ๊ก ท่านเรียน มจร ตอนทำวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัยอะไรสักอย่างในระดับ ป.เอก ท่านมาเก็บข้อมูลที่วัดมหาธาตุราชบุรี ก็เลยได้รู้จักตัวกัน ตั้งแต่นั้นมาผมไปนมัสการท่านที่วัด ท่านพาเพื่อนพระมาหาผมที่บ้าน “ไปมาหาสู่” คุ้นเคยกันมาตั้งแต่บัดนั้น
ท่านเรียนบาลีแค่ ป.ธ.๔ หรือ ๕ เท่านั้นเอง ท่านบอกว่าท่านไปทางบาลีไม่ไหว ขอแยกมาทางสายปริญญา แล้วท่านก็จบดอกเตอร์จนได้ ตอนนี้ท่านเป็น ผศ. ใน มจร
อะไรๆ ที่ผมกระทบ กระแทก กระทุ้งพระ เช่น-พระเรียน มจร-มมร เอย พระเป็นดอกเตอร์เอย พระเป็น ศ. เป็น รศ. เป็น ผศ. เอย เข้าเป้าไปที่ท่านทุกดอก
แต่เกราะเพชรที่คุ้มท่านอยู่ก็คือ ท่านรักษาวิถีชีวิตสงฆ์ไว้ได้ไม่บกพร่องเลย
ออกบิณฑบาตทุกวัน ไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ขาด
ทำวัตรสวดมนต์ ไม่ขาด
อุโบสถสังฆกรรม ไม่ขาด
วัดท่านทำบุญทุกวันพระตลอดปี ท่านอบรมสั่งสอนธรรมะแก่ชาวบ้าน ไม่ขาด
อะไรที่เป็นกิจวัตรของสงฆ์ งานของวัด งานของคณะสงฆ์ ท่านไม่ขาด ท่านทำเต็มที่
การกระทบพระ กระแทกพระ กระทุ้งพระ ที่ผมประพฤติอยู่เนืองๆ ท่านโดนเต็มๆ ทุกดอก
แต่ทำอะไรท่านไม่ได้สักดอก
ท่านรักษาวิถีชีวิตสงฆ์
วิถีชีวิตสงฆ์จึงปกป้องรักษาท่านไว้
เพราะฉะนั้น ผมรับรองได้ว่า ถ้าพระมีอุตสาหะตั้งใจรักษาวิถีชีวิตสงฆ์ไว้ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ พระจะไม่อยู่ลำบากเลย-ไม่ว่าจะเป็นพระในปัจจุบันหรือพระในอนาคต
เว้นไว้แต่ว่า ผู้บริหารบ้านเมืองไม่เป็นสัมมาทิฐิ
ถ้าผู้บริหารบ้านเมืองไม่เป็นสัมมาทิฐิละก็ ไม่ว่าจะเป็นพระที่รักษาวิถีชีวิตสงฆ์หรือพระที่ไม่รักษาวิถีชีวิตสงฆ์ ก็จะอยู่ลำบากทั้งนั้น
และจะไม่ใช่แค่อยู่ลำบาก พอดีพอร้ายอาจจะอยู่ไม่ได้เอาด้วย
ประเด็นนี้ คนไทยเคยคิดกันไว้บ้างหรือเปล่า
พระไทยเคยคิดกันไว้บ้างหรือเปล่า
ผู้บริหารการพระศาสนาเคยคิดกันไว้บ้างหรือเปล่า
--------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๖
๑๔:๐๓
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ