พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๑๙)
---------------------------
ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”
..........................................................
... ดังนั้น พระสงฆ์ต้องรู้ตัวเอง การจะก้าวย่างไปในสังคม ต้องดูหน้าดูหลัง จะเรียกร้องนั่น โน่น นี่ เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ คนที่ศรัทธาก็มี แต่คนที่เกลียดก็เยอะ เป็นพระในยุคนี้ อย่าเยอะ....ดูความเหมาะสมให้มาก
..........................................................
โดยรวมแล้ว ข้อความในย่อหน้านี้เป็นการเตือนพระ แต่มีถ้อยคำถ้อยความบางคำที่ควรยกมาพิจารณา
“เป็นพระในยุคนี้ อย่าเยอะ....ดูความเหมาะสมให้มาก”
เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ควรย้ำหลักการของพระ คือถ้าพระดำรงมั่นอยู่ในพระธรรมวินัย ครองชีพเพื่อขัดเกลาตนเองตามเป้าหมายเดิมแท้ของการออกบวช ก็ไม่มีอะไรที่จะต้อง “เยอะ” เลย
การที่เกิดมีอะไร “เยอะ” ขึ้นมา สาเหตุใหญ่เกิดจากความคิด-เรื่องนี้พระก็ควรทำ เรื่องนั้นพระก็ควรทำ เรื่องนี้พระทำได้ เรื่องนั้นพระทำไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่พระต่างรูปต่างสำนักต่างคิดต่างทำกันไป ไม่ได้เกิดจากมติของคณะสงฆ์ไทย
เมื่อต่างคนต่างคิดต่างคนต่างทำ ชาวบ้านซึ่งปกติก็ไม่มีความรู้เรื่องวินัยพระ-หากแต่ใช้ความเข้าใจส่วนตัวเป็นเกณฑ์-อยู่แล้ว ก็สับสนว่าพระทำอย่างนี้ได้หรือ กูว่าทำได้ มึงว่าทำไม่ได้ ทีนี้ก็เริ่ม “เยอะ” สิครับ
ตัวอย่างเช่น-พระเดินห้าง
ผมเข้าใจว่ามหาเถรสมาคมมีมติออกมาแล้วว่า พระไม่ควร-หรืออาจจะ “ห้าม” ด้วยซ้ำไป-เข้าไปเดินห้าง เพราะห้างมีลักษณะเข้าข่ายอโคจร (อโคจร: บุคคลและสถานที่อันภิกษุไม่ควรไปมาหาสู่)
ถ้าคณะสงฆ์มีมติออกมาแล้ว ในทางปฏิบัติก็คือบอกกล่าวให้สังคมรับรู้ด้วย ว่าเรื่องนี้คณะสงฆ์มีมติอย่างนี้ๆ พอเห็นก็ตัดสินได้ทันที ไม่ต้องมาเถียงกัน-กูว่าผิด มึงว่าไม่ผิด ต่อจากนั้นก็มีมาตรการกวดขัน ถ้าเห็นพระไปเดินห้าง จะจัดการอย่างไร เจ้าคณะพระสังฆาธิการ-ผู้บริหารการพระศาสนาต้องเข้มแข็งเด็ดขาด
ถ้าเป็นแบบนี้ เรื่องก็ไม่เยอะ คือชัดเจนว่าอะไรควรเป็นอะไร ใครควรทำหรือไม่ควรทำอะไร
แต่ทุกวันนี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่แบบนี้
ลองยกเรื่องพระเดินห้างออก แล้วเอาเรื่องอื่นๆ-ที่พระทำหรือไม่ทำ-ใส่เข้าไปแทน จะเห็นว่าแต่ละเรื่องแทบจะหาหลักเกณฑ์ไม่ได้
พระจะทำอะไร หรือจะไม่ทำอะไร พระท่านต่างก็ว่ากันไปตามที่ใจคิด ชาวบ้านก็มองพระไปตามที่ใจคิด ถูก-ผิด ควร-ไม่ควร ไม่มีใครตัดสิน
คำที่ว่า “ดูความเหมาะสมให้มาก” นั้น จริงแท้และจำเป็นแท้ แต่จะต้องเป็น “ความเหมาะสม” ที่มีพระธรรมวินัยหรือมติของคณะสงฆ์เป็นหลัก ไม่ใช่ความเหมาะสมตามที่แต่ละคนคิดเอาเอง
...................
ที่ว่ามานั้น ผมตีความคำว่า “เยอะ” ว่าหมายถึงพระไปทำเรื่องใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตามความเป็นไปของสังคมสมัยใหม่ และเจ้าคณะพระสังฆาธิการ-ผู้บริหารการพระศาสนาก็ไม่มีมติหรือวินิจฉัยให้เด็ดขาดว่าเรื่องนั้นๆ พระทำได้หรือไม่ได้ ควรทำหรือไม่ควรทำ ปล่อยให้แต่ละรูปแต่ละสำนักตัดสินความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกันเอาเอง ก่อให้เกิดปัญหาถกเถียงขัดแย้งกัน ทั้งในหมู่ชาววัดด้วยกันและในระหว่างชาวบ้านกับชาววัด เป็นที่มาของการตำหนิติติงพระ เป็นเหตุให้ท่านผู้เขียนบทความต้องเตือนว่า “เป็นพระในยุคนี้ อย่าเยอะ”
แต่-แม้แต่เรื่องเก่า เรื่องที่อิงอยู่กับหลักพระธรรมวินัยแท้ๆ เจ้าคณะพระสังฆาธิการ-ผู้บริหารการพระศาสนาท่านก็ใช้ท่าทีเดียวกัน คือไม่มีมติหรือวินิจฉัยให้เด็ดขาดว่า คณะสงฆ์ไทยจะเอาอย่างไรกันแน่
ที่ผมนึกได้เรื่องหนึ่ง และเคยยกขึ้นมาพูดแล้ว ก็คือ กรณีวัดที่มีพระจำพรรษาไม่ถึง ๕ รูป ไปนิมนต์พระจากวัดอื่นมาให้ครบ ๕ รูปเพื่อรับกฐิน อย่างนี้ ทำได้หรือไม่
จนถึงวันนี้-ผมเข้าใจว่า-ยังไม่มีคำวินิจฉัยจากมหาเถรสมาคมว่า เรื่องนี้คณะสงฆ์ไทยมีมติว่า ทำได้ไม่ผิดพระวินัย หรือทำไม่ได้เพราะขัดกับพระวินัย
เมื่อไม่มีมติ ทีนี้ก็จะต่างวัดต่างทำ อ้างหลักอ้างบุคคลนั่นนี่โน่นมาสนับสนุนความเห็นของตน สับสนกันไปหมด
โปรดคอยดูกันไปเถิด ในอนาคตเรื่องรับกฐินนี่ “เยอะ” แน่
..........................................................
เรื่องกฐินนี้ ที่น่าพิศวงที่สุดก็คือ ยังไม่ถึงเทศกาลกฐินก็จะไม่มีใครสนใจในปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีใครวางแผนคิดเตรียมการแก้ปัญหาล่วงหน้า โน่นแหละ พอออกพรรษาถึงหน้ากฐินจึงค่อยยกปัญหาขึ้นมาเถียงกันทีหนึ่ง เถียงกันเฉยๆ ไม่ได้คิดจะหาทางแก้ไขอะไร แก้ปัญหาอะไรก็ไม่ทันแล้ว พอหมดหน้ากฐินก็เลิกพูดกัน รอไว้กฐินปีหน้าค่อยยกมาเถียงกันอีก เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดมา-และคงตลอดไป
..........................................................
นอกจากเรื่องกฐินแล้วก็ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกที่ “คาใจสังคม” แต่มหาเถรสมาคมหรือคณะสงฆ์ไม่ทำอะไร คงปล่อยให้คาใจอยู่อย่างนั้น ก็คือปล่อยให้ต่างคนต่างว่ากันไปตามที่ตนเข้าใจเอาเอง
เรื่องก็จะยิ่ง “เยอะ” ขึ้นไปเรื่อยๆ
ปัญหาทั้งหมดเกิดมาจาก-
ไม่เอาพระธรรมวินัยเป็นหลัก
และไม่แน่นหนักในพระธรรมวินัย
-------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๖
๑๙:๔๐
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ