พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๒๐)
---------------------------
ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”
..........................................................
... ในยุคนี้ พระต้องอยู่ภายใต้ กฎหมาย 3 ฉบับ คือ กฎพระวินัย กฎมหาเถรสมาคม และกฎหมายบ้านเมือง ณ ปัจจุบัน ผู้คนไม่ได้เกรงใจพระเหมือนสมัยโบราณ เขาพร้อมจะใช้กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งจัดการขย้ำให้ตายคามือ
..........................................................
“ในยุคนี้ พระต้องอยู่ภายใต้ กฎหมาย 3 ฉบับ คือ กฎพระวินัย กฎมหาเถรสมาคม และกฎหมายบ้านเมือง”
สิ่งที่พระจะต้อง “อยู่ภายใต้” ซึ่งบทความเรียกว่า “กฎหมาย” มี ๓ ฉบับ คือ -
๑ กฎพระวินัย
๒ กฎมหาเถรสมาคม
๓ กฎหมายบ้านเมือง
พระธรรมปัญญาภรณ์ (ไพบูลย์ ชินวํโส ป.ธ.๗) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ราชบุรี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๕ อดีตเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี แสดงความเห็นให้ผมฟังในการสนทนาธรรมประจำ (บาง) วันว่า พระเราต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างน้อย ๔ ฉบับ คือ -
๑ พระธรรมวินัย
๒ ระเบียบข้อบังคับของคณะสงฆ์
๓ กฎหมายบ้านเมือง
๔ จารีตสังคม
จะเห็นว่า แนวคิดนั้นสอดคล้องกัน แต่จำนวน “กฎหมาย” ของพระธรรมปัญญาภรณ์มากกว่า คือมีจารีตของสังคมเพิ่มเข้ามาอีกข้อหนึ่ง
ขอขยายความคำว่า “จารีตสังคม” เล็กน้อย
“จารีตสังคม” หมายถึงหลักปฏิบัติบางอย่างที่สังคมกำหนดให้สมาชิกต้องปฏิบัติ มีทั้งจารีตของสงฆ์และจารีตของชาวบ้าน
จารีตของสงฆ์ก็อย่างเช่น พระไทยโกนคิ้ว พระไทยรับของจากสตรีต้องใช้ผ้ารอง
พระวินัยบัญญัติให้พระโกนผมและหนวด ไม่ได้บัญญัติให้โกนคิ้ว แต่จารีตของพระสงฆ์ไทยกำหนดให้พระโกนคิ้วด้วย
พระวินัยไม่ได้ห้ามโกนคิ้ว บางอย่าง “ห้ามนำออก” คือห้ามโกนห้ามถอนอย่างชัดเจน เช่นห้ามโกนขนในร่มผ้าและขนรักแร้ (เรื่องนี้หลายคนคงไม่เคยรู้) แต่ขนคิ้วไม่ได้มีบัญญัติห้ามโกน เพราะฉะนั้น การโกนคิ้วจึงไม่ผิดพุทธบัญญัติ
การรับของจากสตรี พระวินัยกำหนดว่ารับด้วยกาย-คือรับจากมือตรงๆ-ก็ได้ รับด้วยของเนื่องด้วยกาย-เช่นใช้ผ้ารอง-ก็ได้ กรณีอย่างนี้ถือว่าเป็น “สิทธิ” ของพระ ให้เลือกใช้สิทธิ์ตามที่เห็นสมควร พระสงฆ์ไทยเลือกใช้สิทธิ์รับด้วยของเนื่องด้วยกาย ไม่ใช้สิทธิ์รับด้วยกาย
เพราะฉะนั้น ใครบวชในคณะสงฆ์ไทยก็ต้องโกนคิ้ว จะอ้างว่าการโกนคิ้วไม่มีในพระวินัย เพราะฉะนั้นอาตมาจะไม่โกน-ดังนี้หาได้ไม่
การโกนคิ้วไม่มีในพระวินัยก็จริง แต่มีในจารีตของสงฆ์ไทย และจารีตนั้นไม่ได้ละเมิดพระวินัย-คือไม่มีพระวินัยบัญญัติไว้ว่าห้ามโกนคิ้ว
ถ้าอ้างว่า ก็ทีพระประเทศโน้นเขาไม่เห็นต้องโกนคิ้ว งั้นก็ขอเชิญไปบวชกับพระประเทศโน้นเถิด อย่ามาบวชกับคณะสงฆ์ไทย
การรับของจากสตรีก็มีนัยอย่างเดียวกัน
นี่คือจารีตของพระสงฆ์ไทย
จารีตของชาวบ้าน ก็อย่างเช่น ชายหญิงไทยทำพิธีแต่งงาน นิยมนิมนต์พระไปเจริญพระพุทธมนต์ พระจะอ้างว่า มีผัวมีเมียเป็นเรื่องทางโลก ไม่เกี่ยวกับพระ-ดังนี้หาได้ไม่ ในเมื่อการนิมนต์พระไปเจริญพระพุทธมนต์ในงานเช่นนั้นเป็นจารีต-คือหลักปฏิบัติของชาวบ้าน และไม่ได้ขัดกับพระวินัย พระก็สมควรไปฉลองศรัทธาของเขา
สรุปว่า แม้จะต้องปฏิบัติตามจารีตก็จริงอยู่ แต่จารีตนั้นๆ ก็ต้องไม่ขัดกับพระวินัยด้วย
...................
ถ้าฟังกันตาม “หางเสียง” “กฎหมาย” ที่พระธรรมปัญญาภรณ์ยกมากล่าว ท่านมีเจตนาที่จะเตือนสติพระให้วางตัวอยู่ในกรอบขอบเขต ให้ระมัดระวังตัว ไม่ใช่ทำอะไรตามสบายตามใจชอบ
แต่ “หางเสียง” ของผู้เขียนบทความดูจะเป็นคนละอย่างกัน ไม่รู้นะ จะว่าผมมองอย่างมีอคติหรืออย่างไรก็ตามทีเถิด ผมรู้สึกว่าผู้เขียนบทความมีเจตนาจะชวนให้เกิดความรู้สึกว่า พระถูกกดขี่ข่มเหงด้วยกฎหมายต่างๆ
แม้แต่การใช้ถ้อยคำ เช่น “กฎพระวินัย” ก็ชวนให้รู้สึกว่าพระธรรมวินัยเป็นอะไรอย่างหนึ่งที่คอย “กด” พระไว้ใต้อำนาจ ไม่ยอมให้โงหัว
ข้อความต่อมายิ่งย้ำยืนยันให้เห็นเจตนานั้น - “เขาพร้อมจะใช้กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งจัดการขย้ำให้ตายคามือ”
ผมว่าถ้าใครรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ก็ต้องนับว่าแปลกประหลาดมากๆ
คือพระธรรมวินัยหรือตัวพระศาสนานั้นไม่ได้บังคับให้ใครเข้ามาอยู่ใต้อำนาจเลย
..........................................................
พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรมวินัยให้ชาวโลกรับรู้
ชาวโลกฟังแล้วเลื่อมใส สละบ้านเรือนออกมาถือเพศเป็นพระ ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเพื่อบรรลุมรรคผล
..........................................................
นี่คือต้นกำเนิดของพระ
เข้ามาเป็นพระด้วยความสมัครใจที่จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัย
แต่แล้วกลับมองว่าพระธรรมวินัยเป็นกฎที่คอยกดพระไว้ใต้อำนาจ ไม่ยอมให้โงหัว อ้าว ทำไมเป็นงั้นไป
กฎสากลคือ --
เข้าไปเป็นสมาชิกของสมาคมสังคมใด
ต้องปฏิบัติตามกฎกติกามารยาทของสมาคมสังคมนั้น
ปฏิบัติตามไม่ได้ อย่าเข้าไป
เข้าไปแล้วปฏิบัติตามต่อไปไม่ไหว ถอยออกมา
นี่คือกฎกติกาสากล
เข้าไปแล้ว โวยวายว่ากฎกติกาของสมาคมสังคมนั้นลิดรอนสิทธิเสรีภาพ
อ้าว!
ข้าพเจ้าจะเป็นสมาชิกด้วย และจะไม่ปฏิบัติตามกฎกติกามารยาทของสมาคมสังคมนั้นด้วย
อ้าว! เฮ้ย! ยังไงกันเนี่ย!
...................
ส่วนระเบียบข้อบังคับของคณะสงฆ์ที่บทความใช้คำว่า “กฎมหาเถรสมาคม” และกฎหมายบ้านเมืองนั้น ต้องดูกันเป็นเรื่องๆ ไปว่าเป็นกฎที่เป็นธรรมและยุติธรรมหรือเปล่า
เป็นธรรมและยุติธรรมตามหลักที่ควรจะเป็น
ไม่ใช่-เป็นธรรมและยุติธรรมตามความเห็นของข้าพเจ้า
แต่ที่สำคัญที่สุด ต้องดูไปที่วิธีปฏิบัติของผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎนั้นๆ ด้วย
หลักการตามกฎนั้นดี
แต่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติด้วยวิธีที่เลว
ก็ต้องไปแก้ที่ตัวผู้มีอำนาจหน้าที่
ไม่ใช่มาแก้ที่กฎ
ขออนุญาตยกตัวอย่าง
..........................................................
โบราณสถานที่ตั้งอยู่ภายในวัด หากได้ขึ้นทะเบียนแล้ว การบูรณะซ่อมทำจะต้องได้รับอนุญาตจากจากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ เจตนาก็คือเพื่อมิให้บูรณะซ่อมทำตามอำเภอใจอันจะเป็นการทำลายคุณค่าทางศิลปะเป็นต้น
ผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติอย่างไร?
ละไว้ฐานเข้าใจ ไม่ต้องบรรยาย สามารถคาดเดาได้เอง มีตัวอย่างให้รู้เห็นกันทั่วไป
เป็นความเลวของกฎ หรือเป็นความคดของคน?
..........................................................
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็น “กฎหมาย 3 ฉบับ” ตามทัศนะของผู้เขียนบทความ หรือ “กฎหมายอย่างน้อย ๔ ฉบับ” ตามทัศนะของพระธรรมปัญญาภรณ์ ดังที่นำมาถ่ายทอด หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่ “คน” ผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ
“ตัวกฎ” ก็ต้องพิจารณาตรวจสอบด้วย
แต่ “ตัวคน” ต้องพิจารณาตรวจสอบให้หนักขึ้นไปอีกหลายเท่า
ถ้าแก้ที่ตัวคนได้
ตัวกฎก็แทบจะไม่ต้องห่วงอะไร
ที่น่าห่วงก็คือ เรา-โดยเฉพาะท่านผู้มีตำแหน่งหน้าที่-ได้ช่วยกันทำอะไรอันเป็นการแก้ไขตัวคนกันบ้างหรือยัง?
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๖
๑๒:๑๔
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ