พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๒๕)

---------------------------

ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”

..........................................................

...# ในอนาคต สถานการณ์จะบีบครั้นพระสงฆ์มากขึ้น สมัยก่อน ถ้าโพสต์ภาพพระไปช่วยทำนา คนจะยกมือสาธุ 

... แต่ในปัจจุบัน หากมีการโพสต์แบบนั้นจะมีคนบางคนด่าว่า...ไอ้.... เป็นพระไม่รู้จักหน้าที่......หรือเดินฉายไฟฉายโดนตบ....นี่แค่ตัวอย่างเดียว หรือแค่โพสต์ภาพพระไปนั่งฉันชาบู หรือ ไปนั่งฉันอาหารริมแพ แค่นั้น ก็จะโดนสังคมรุมด่า ยังกะไปฆ่าข่มขืนพ่อแม่เขาเจ็ดชั่วโคตร 

ดังนั้น พระสงฆ์จะต้องรู้จักว่า อันไหนควรไม่ควร

..........................................................

ย่อหน้านี้น่าจะต้องทำความเข้าใจกันให้กระจ่าง

“ในอนาคต สถานการณ์จะบีบครั้นพระสงฆ์มากขึ้น” - -

ความข้อนี้ ถ้ามองในมุมของผม ไม่ว่าจะในอนาคตหรือในกาลบัดนี้ ถ้าพระสงฆ์ดำรงอยู่ในหลักพระธรรมวินัย จะไม่มีอะไรหรือใครมาบีบคั้นใดๆ ได้เลย 

ยกเว้นกรณีเดียว คือ-ถ้าผู้บริหารบ้านเมืองไม่เป็นสัมมาทิฐิ หรือพูดกันตรงๆ-ถ้าศาสนาอื่นเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้ 

ถึงตอนนั้น ไม่ใช่เฉพาะพระสงฆ์ แต่ศาสนาอื่นๆ ทุกศาสนา-ถูกบีบคั้นแน่ หนักด้วย

แต่ถ้าผู้บริหารบ้านเมืองเป็นสัมมาทิฐิ นับถือพระพุทธศาสนา รู้หลักธรรมวินัย รับรองได้ว่าไม่มีใครบีบคั้นพระสงฆ์แน่ 

เหตุที่พระสงฆ์จะถูกบีบคั้นจะมาจากการกระทำของพระสงฆ์เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกระทำอะไรที่แปลกๆ ใหม่ๆ ที่ห่างไกลจากพระธรรมวินัย ที่คิดเอาเองว่า-แบบนี้พระทำได้ แบบนี้พระควรทำ ซึ่งมาจากเหตุผล (ที่อ้างกันเองอีกเหมือนกัน) ว่า สังคมเปลี่ยนไป พระจะต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่กับสังคมได้ จะเอาแต่ถือสิกขาวินัยแบบเดิมไม่ได้แล้ว สิกขาบทข้อนั้นข้อนี้ปฏิบัติตามไม่ได้แล้วเพราะพระเดี๋ยวนี้ไม่ใช่พระอริยะ ...

พออ้างอย่างนี้ ก็จะต่างคนต่างทำในสิ่งที่พระไม่เคยทำและไม่ควรทำ 

ผู้ที่รู้เข้าใจหลักพระธรรมวินัย รู้เข้าเห็นเข้า เขาก็จะตำหนิ-ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา

พอถูกตำหนิ พระก็เข้าใจไปว่าถูกบีบคั้น เพราะทำอย่างโน้นก็ไม่ได้ ทำอย่างนี้ก็ไม่ได้ 

ถ้า “ทำอย่างโน้นทำอย่างนี้” ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย ใครจะมาว่าอะไรได้?

ถ้าพระทำถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย แล้วยังโดนว่า ยังถูกบีบคั้น ก็แปลว่าสังคมนี้ไม่เอาพระพุทธศาสนาแล้ว 

แบบนี้ก็เป็น “วาระแห่งชาติ” แล้ว 

ก็ต้องตกลงกันว่าจะเอาอย่างไร

ถ้าเอาพระพุทธศาสนา 

ก็ต้องส่งเสริมให้พระปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

ถ้าไม่เอาพระพุทธศาสนา

ก็ปล่อยให้พระทำอะไรได้ตามใจฉัน

....................

ทางออกทางหนึ่งก็คือ พระทำอะไรได้ พระทำอะไรไม่ได้ ให้คณะสงฆ์ประกาศออกมา ให้สังคมรับรู้ แล้วตกลงกันให้เด็ดขาดเป็นที่ยอมรับกันว่า -

เรื่องแบบนี้ๆ พระสงฆ์ไทยทำได้ 

เรื่องแบบนี้ๆ พระสงฆ์ไทยห้ามทำ

ยกตัวอย่าง พระขับรถไปไหนมาไหนเหมือนชาวบ้าน

ตกลงกันให้ชัดไปเลยว่า ทำได้ หรือห้ามทำ

ทั้งคณะสงฆ์ ทั้งประชาชน รับรู้ตรงกัน

ถ้าตกลงกันว่า ทำได้ 

ต่อไปนี้ พระก็ขับรถเองไปไหนมาไหนได้เลย

เห็นพระขับรถก็ไม่ต้องยกขึ้นมาเป็นประเด็น เพราะตกลงกันแล้วว่าทำได้

ถ้าตกลงกันว่า ห้ามทำ 

ต่อไปนี้ เห็นพระขับรถก็ซัดไม่ต้องเลี้ยงเลย

พระจะมาโวยว่า “ถูกบีบคั้น” ไม่ได้ เพราะตกลงกันแล้วว่าห้ามทำ

นี่เป็นตัวอย่างเรื่องเดียว

เรื่องอื่นๆ อะไรอีกบ้าง ขึ้นบัญชีไว้เลย

เรื่องนี้ๆ ทำได้

เรื่องนี้ๆ ห้ามทำ

แต่ทั้งหมดนี้ต้องไม่ขัดกับหลักพระธรรมวินัย

เวลานี้เราไม่ได้ทำแบบนี้ 

แต่ใช้วิธีต่างคนต่างคิด 

ต่างคนต่างอ้างเหตุผลนั่นนี่โน่น 

แล้วต่างคนก็ต่างทำไปตามที่คิด

คณะสงฆ์มี

ผู้บริหารการพระศาสนามี

แต่เหมือนไม่มี

เพราะท่านปล่อยให้ต่างคนต่างคิดต่างทำ 

ไม่บริหารจัดการอะไร

..........................................

อยู่กันเป็นระบบ มีหมู่มีคณะ

แต่พฤติกรรมเป็นอิสระ เหมือนต่างคนต่างอยู่

..........................................

ถ้ายังแก้ตรงนี้ไม่ได้-หรืออันที่จริงแก้ได้ แต่ยังไม่แก้-ปัญหา “สถานการณ์จะบีบครั้นพระสงฆ์มากขึ้น” อย่างที่บทความว่าไว้นั้น ก็จะยังคงมีอยู่ตลอดไป

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๖

๑๙:๑๗ 

[full-post]

พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.